เมื่อก่อน..ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ปัจจุบันในคลองและสระ น้ำจะมากในหน้าน้ำ หน้าแล้งจะแห้งขอด เป็นแบบนี้ทุกปี
ส่วนที่เป็นบ่อก็ถูกถมดินเพื่อปลูกพืชไร่และที่พัก ส่วนในท้องนาจะมีต้นข้าวน้อยลง กลับกลายเป็นอ้อยและมันสำปะหลัง
ปลา..พื้นบ้าน ตัวเล็กลง ที่พบเห็นว่าตัวใหญ่นั้นจะเป็นปลาเลี้ยง เรื่องของปลา..พาให้แปลกใจ ย้อนไปสัก ๓ - ๕ ปี..มีงบประมาณจากท้องถิ่นให้ขุดสระในชุมชน
วัตถุประสงค์ก็คงเป็นไปเพื่อบรรเทาภัยแล้งและอื่นๆ ผมไม่เคยเห็นการปล่อยปลาในชุมชน และก็ไม่เคยเห็นว่าชุมชนได้จับปลาจากสระข้างบ้าน
ที่เห็นและเป็นอยู่ คือ สระดังกล่าวจะมีช่วงน้ำมากน้ำน้อย และการตกปลาขอบสระ แต่ไม่ค่อยได้ปลาสักเท่าไหร่ หรือปลาตัวใหญ่ถูกจับไปหมด รวมทั้งปลาตัวน้อยที่ไม่มีโอกาสได้เติบโตกับเขา...
ภาครัฐมักจะให้ “โอกาส”และความ “อุดมสมบูรณ์” อยู่เสมอ ภาคประชาชนยังขยับขับเคลื่อนกันน้อยไปหรือเปล่า..จึงไม่ใช้ประโยชน์จากสระให้เต็มประสิทธิภาพ...
วันที่ผมเดินทางมาดูโรงเรียน ก่อนย้ายมาบ้านหนองผือ โรงเรียนขนาดเล็ก..ผมเห็นสระใหญ่มากจำนวน ๒ สระ พื้นที่รวมกันมากกว่า ๓ ไร่แน่นอน
ใกล้สระน้ำจะเป็นสนามกีฬา รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่มากมาย มีอาคารเรียนหลังเล็กนิดเดียว แต่จุดเด่นก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดวางอย่างพอเหมาะพอดี ช่างงดงามนัก..
ผมจึงขนานนามว่า “บ้านเล็กในป่าใหญ่” และตัดสินใจย้ายมา เพื่อพัฒนางานให้เข้าถึงเกษตร “ทฤษฎีใหม่” ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้..
งานแรก..อยากเลี้ยงปลามากที่สุด แต่พอศึกษาหาข้อมูลแล้วก็พบว่า ฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมคันกั้นสระ ทำให้น้ำ ๒ สระ รวมกันเป็นสระเดียว..
ตอนแรกๆ ชาวบ้านจะมานั่งตกปลาเป็นว่าเล่น ผมต้องจัดระเบียบใหม่ ยกสระใหญ่ให้ชุมชน สระเล็กเอาไว้สูบน้ำขึ้นแท๊งค์(ประปาโรงเรียน)และอนุรักษ์พันธุ์ปลา จึงขอให้เป็นเขตอภัยทาน ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือ
เมื่อชาวบ้านไม่มารบกวนสระเล็กในโรงเรียน ทำให้ปลาเติบโตขึ้น จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า มีปลาเจ้าสระอย่างปลาชะโดและปลาช่อนอาศัยอยู่ ซึ่งตัวใหญ่มากๆ..
ความคิดของผมที่คิดจะปล่อยพันธุ์ปลาลงไป จึงเป็นอันล้มเลิก เพราะปล่อยไปก็จะเป็นอาหารอันโอชะของเจ้าสระแน่ๆ ผมจึงไม่ยอมให้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก...
ผมหันไปเลี้ยงปลาใกล้ๆอาคาร เป็น “บ่อปลาพอเพียง” เริ่มจากการใช้ผ้าใบสีดำเลี้ยงปลาดุก ต่อมาขุดบ่อโบกปูน เลี้ยงทั้งปลาดุกและปลานิลมาจนถึงทุกวันนี้
การเลี้ยงปลาในโรงเรียน..ถือเป็นสีสันได้เหมือนกัน ผมเฝ้ามองสระน้ำมาสิบกว่าปี มองผักตบชวา แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว มองเรือลำเล็กและมองน้ำกระเพื่อมจากปลาตัวใหญ่ฮุบเหยื่อ ยามใดที่ฝนตกพรำๆ..มองสระน้ำแล้วคิดถึงตอนเป็นเด็ก ที่มีบ้านอยู่ในแถบท้องทุ่งชนบท
วันนี้..จึงตัดสินใจ ทำสิ่งที่ใช่และชอบ ตลอดจนอยู่ในกรอบที่เป็นไปได้ ผมเลยคิดวางแผน..เมื่อจะเลี้ยงปลา ก็ควรปล่อยปลาตัวใหญ่ลงไปสระ ถึงจะอยู่รอดปลอดภัย
คันกั้นสระกว้าง ๒ เมตรตลอดแนว ถ้าเอาผ้ามุ้งสีฟ้าตาถี่ๆมากั้นกลางระหว่างสระ น้ำท่วมก็ไม่เห็นเป็นไร ไหลไปแต่น้ำ แต่ปลายังอยู่
พอปรึกษาผู้ปกครองเสร็จสรรพ ก็ลงมือเลย..ผมเตรียมอุปกรณ์ไว้พร้อม ผู้ปกครองลงมือเอง ช่วยกันอย่างทะมัดทะแมง ทั้งยังแนะนำด้วยว่า ให้เลี้ยงปลาอย่างหลากหลาย...
ผมถามว่าควรมีปลาอะไรบ้าง? คำตอบก็คือ..ปลาตะเพียน ปลาสวาย ปลาทับทิม ปลานิล ปลาเนื้ออ่อน และปลาสลิด ส่วนปลาบึกก็อยากเลี้ยง แต่คงหาพันธุ์ยากมาก
เท่าที่สำรวจสระมาแล้วหลายรอบ ในสระจะมีหอยขมเยอะที่สุด รองลงมาก็ปลาไหล..ส่วนปลาตัวใหญ่ จะโหดร้ายแค่ไหนก็ต้องดูกันต่อไป
ผมตั้งใจจะใช้สระนี้..สอนเรื่อง “ปลา” และจะทำให้ ป.ปลา..ไม่หายากอีกต่อไป คิดถึงปลายามใด ก็ให้ไปที่สระน้ำโรงเรียน ก็จะคิดออกทันที ว่ามีอะไรบ้าง? เช่น
“จับปลาสองมือ..น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย ปลาหมอตายเพราะปาก ปล่อยปลาย่างไว้กับแมว ..เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง..ฯลฯ ”
ผมจะได้เลี้ยงปลาในสระโรงเรียนแล้วหรือนี่?..รู้สึกดีใจ..เหมือนปลากระดี่ได้น้ำเลย นะเนี่ย
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๑
</strong><p></p><p></p><p>
</p><p></p><p>
</p><p>
</p><p>
</p><p>
</p><p>
</p> <p> </p><p> </p>
-สวัสดีครับท่าน ผอ.-ได้เห็นการทำงานของท่านแล้วรู้สึกชื่นชมและระลึกถึงพระคุณครูทุกๆ ท่านเลยครับ-ที่บ้านไร่ของผมก็กำลังพยายามสานต่อวิถีแบบไทยๆ-ถือเป็นความตั้งใจที่ทำแล้วมีความสุขมากๆ ครับ-ด้วยความระลึกถึงครับ