บันทึกชุด วิจัยชั้นเรียนเปลี่ยนครู นี้ ตีความจากหนังสือ Enhancing Practice through Classroom Research : A teacher’s guide to professional development (2012) เป็นหนังสือที่เขียนโดยครูในประเทศไอร์แลนด์ ๔ คน หนังสือนี้ไม่มีดาวใน Amazon Book แต่เมื่อผมอ่านแล้ววางไม่ลง เพราะเป็นหนังสือที่ให้มุมมองใหม่ต่อการวิจัยชั้นเรียน และให้มุมมองใหม่ต่อชีวิตความเป็นครู
หนังสือเล่มนี้มองการวิจัยชั้นเรียนเป็น Action Research ที่หวังผลการวิจัยที่นอกจากเกิดการพัฒนาชั้นเรียนและผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนแล้ว เป้าหมายใหญ่อีกประการหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (transformation) ของตัวครูเอง
การวิจัยชั้นเรียนในที่นี้ จึงเป็นเครื่องมือของ Transformative Learning (การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน) ของครู และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ลึกไปถึงระดับคุณค่า (values) และคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ในที่นี้คือการทำเพื่อผู้อื่น คือศิษย์
ชื่อขยายของหนังสือว่า A teacher’s guide to professional development บ่งบอกว่า สาระทั้งหมดในหนังสือ เป็นแนวทางพัฒนาครู ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และหมายความว่า การที่ครูทำวิจัยชั้นเรียนตามแนวทางของหนังสือเล่มนี้ จะส่งผลพัฒนาตัวครูเองได้ดีกว่าการไปเข้ารับการอบรมใดๆ กล่าวได้ว่า “ชั้นเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุดของครู” และการวิจัยชั้นเรียนแบบ action research คือวิธีการทำให้ชั้นเรียนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุดของครูได้จริง การวิจัยชั้นเรียนแบบวิจัยปฏิบัติการ (action research) เป็นเครื่องมือพัฒนาครูที่ดีที่สุด
มองอีกมุมหนึ่ง นี่คือเรื่องราวที่เป็นรูปธรรมของ Transformative Learning ของครู ที่ใช้ชั้นเรียนที่ตนสอนนั้นเองเป็น “ตัวช่วย” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของตนเอง ท่านที่สนใจเรื่อง การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ในรายละเอียด อ่านได้จากหนังสือ เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง Transformative Learning (๒๕๕๘) เขียนโดยวิจารณ์ พานิช ซึ่ง ดาวน์โหลด ได้ฟรี
คุณค่าสูงยิ่งของหนังสือเล่มนี้คือเขียนเล่าเรื่องราวในชีวิตจริงของการเป็นครูของผู้เขียน ที่ผ่านการทำหน้าที่ครูด้วยวิธีการที่ผิด (ตามแนวทางที่ใช้กันโดยทั่วไป) แต่ด้วยการตั้งคำถามต่อพฤติกรรมของตนเอง ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิดอย่างจริงจัง (critical reflection) ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประกอบกับการที่ต่อมาได้เข้าเรียนปริญญาเอก และได้ทำวิจัยชั้นเรียนแบบวิจัยปฏิบัติการ ที่ผมอยากเรียกเสียใหม่ว่า การวิจัยชั้นเรียนแบบวิจัยตัวครูเอง หรือวิจัยตนเอง ได้ก่อคุณูปการสร้างการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานขึ้นในตัวผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนทั้ง ๔ ท่านเวลานี้เป็นครูนักการศึกษา
วิจัยการศึกษามี ๒ แบบที่แตกต่างกันคนละขั้ว คือ การวิจัยการศึกษาแบบคลาสสิค กับ การวิจัยการศึกษาแบบปฏิบัติการ (action research) การวิจัยแบบแรกผู้วิจัยเป็น “คนนอก” ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังวิจัย ไม่มีผลประโยชน์ได้เสียกับเรื่องที่กำลังทำวิจัย เพื่อให้การเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ตีความเป็น “ปรนัย” (objective) ที่สุด ไม่มีอคติจากความเชื่อหรือคุณค่าส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง มองความเชื่อหรือคุณค่าส่วนตัวของนักวิจัยเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ เพราะอาจทำให้เกิดอคติ (bias) ในการวิจัยได้
แต่ การวิจัยการศึกษาแบบปฏิบัติการ ตามที่เสนอในหนังสือเล่มนี้ ผู้วิจัยคือตัวครูผู้สอนในห้องเรียนนั้นๆ เอง ตั้งคำถามและทำงานวิจัยจากห้องเรียนที่ตนสอน และใช้ความเชื่อหรือคุณค่าส่วนตัวของตนเป็นข้อมูลและเครื่องมือสำคัญของการวิจัย ตัวผู้วิจัยไม่ใช่แค่เป็น “คนใน” แต่เป็นศูนย์กลางของการวิจัย การวิจัยแบบนี้จึงอยู่ในกลุ่ม participatory research และเป็น R2R (Routine to Research) ของคนหน้างานคือครู
สาระเชิงคุณค่า ที่สื่อออกมาโดยหนังสือเล่มนี้คือ ครูสามารถมีคุณค่ามากกว่าที่เป็นอยู่ หรือกล่าวใหม่ในถ้อยคำของผมเองว่า ครูสามารถมีศักดิ์ศรีสูงส่งได้โดยไม่ยาก เพียงแต่ต้องสมาทานกระบวนทัศน์ที่ถูกต้องว่าด้วยการทำหน้าที่ครู ตามด้วยการมีปฏิปทาประจำวันที่ถูกต้อง ซึ่งหมายถึงการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน
ศักดิ์ศรีสูงส่งมากับความมีอิสระหรือความเป็นตัวของตัวเอง (autonomy) และการมีคุณค่าแท้จริง คุณค่าของครูไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียนและที่การพัฒนาตัวศิษย์เท่านั้น ครูยังสามารถพัฒนาทฤษฎีทางการศึกษาได้ด้วย โดยการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน
ครูต้องไม่ใช่แค่เป็นผู้ปฏิบัติตามทฤษฎีการศึกษาที่ผู้อื่นกำหนด เท่านั้น แต่ครูต้องเป็นผู้สร้างทฤษฎีจากการปฏิบัติของตนได้ด้วย โดยมีตัวช่วยคือการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ตามที่เสนอในบันทึกชุดนี้
การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนในที่นี้ เป็น “การวิจัยปฏิบัติการเพื่อการศึกษาตนเอง” (self-study action research) เพื่อครูสร้างทฤษฎีจากการปฏิบัติของตนเองในงานประจำ เป็นการวิจัยปฏิบัติการเพื่อตีความ (interpretive action research) การทำงานของตนเอง โดยการตั้งคำถามเพื่อใคร่ครวญการปฏิบัติงานของตนเอง (self-reflective action enquiry) ซึ่งเป็นคำถามที่ขึ้นต้นด้วย “ฉัน” ทั้งสิ้น ตัวอย่างคำถามหลักคือ “ฉันจะปรับปรุงสิ่งที่ฉันทำอยู่ได้อย่างไร” โดยพื้นฐานสำคัญคือ ไม่หลงพอใจผลงานที่เป็นอยู่ ตัวอย่างคำถามย่อยได้แก่
- ฉันจะกำหนดคำถามวิจัยอย่างไร
- ฉันจะเชื่อมโยงคุณค่าของการปฏิบัติกับคุณค่าของงานวิจัยอย่างไร
- ฉันจะไตร่ตรองสะท้อนคิด เพื่อให้เข้าใจการปฏิบัติดียิ่งขึ้นได้อย่างไร
- ฉันจะคิดเรื่องงานให้ลึกซึ้งจริงจังยิ่งขึ้นได้อย่างไร
- ฉันจะมีขั้นตอนปฏิบัติเพื่อยกระดับงานวิจัยได้อย่างไร
- ฉันจะทำให้กระบวนทัศน์วิจัยมีความสอดคล้องกับงานได้อย่างไร
- ฉันจะวิเคราะห์ข้อมูล และใช้มาตรฐานคุณค่าทางวิชาชีพในการวินิจฉัยข้อมูลได้อย่างไร
- ฉันจะพัฒนาทฤษฎีจากการปฏิบัติได้อย่างไร จะเผยแพร่ทฤษฎี และเข้าใจความสำคัญของทฤษฎีที่สร้างขึ้นได้อย่างไร
- ฯลฯ
เป้าหมายของการวิจัยแนวนี้มี ๓ ประการคือ (๑) เพิ่มความเข้าใจวิธีปฏิบัติที่กำลังทำอยู่ (๒) เปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติในระดับ transform และ (๓) สร้างทฤษฎี
กล่าวใหม่ได้ว่า การวิจัยชั้นเรียนแบบปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของชั้นเรียน ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด รวมทั้งเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในตัวครูด้วย ในตอนต่อๆ ไป ผู้เขียนจะเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของตนเองอย่างน่าสนใจ ท่านผู้อ่านจะได้เห็นเรื่องราวจริงของ “การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” (Transformative Learning) ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงลึกในระดับคุณค่าและกระบวนทัศน์
งานวิจัยชั้นเรียนแบบปฏิบัติการนี้ทำได้ง่าย โดยการบันทึกรวบรวม “เรื่องราวส่วนตัว” (personal story) ของครู นำมาทำการใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection) ด้วยการคิดอย่างลึกซึ้งจริงจัง (critical thinking) โดยใช้ ๔ มิติของการศึกษาตนเอง (self-study) ได้แก่ (๑) มีเป้าหมายพัฒนาวิธีปฏิบัติ และพัฒนาการคิด (๒) มีความร่วมมือและสื่อสารกับเพื่อนครู นักเรียน และกับหนังสือและเอกสาร (หมายความว่าต้องค้นคว้าด้วย) (๓) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้ได้มุมมองเชิงลึก (๔) แชร์ผลการวิจัยกับชุมชนการศึกษา
วิจารณ์ พานิช
๑๖ มิ.ย. ๖๑