ความปลอดภัยและเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด คือ เป้าหมายในการดูแลผู้ป่วยวิกฤต

       ระยะเวลา 15 ปีที่ได้ร่วมดูแลผู้ป่วยวิกฤตทางศัลยกรรม ได้พบปัญหาของการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาซับซ้อน ในหลายๆปัญหาไม่ใช่เป็นปัญหาทางการพยาบาลโดยตรง แต่เป็นปัญหาร่วมที่เรียกว่า Collaborative problem ซึ่งต้องอาศัยการแก้ปัญหาร่วมกับทีมสหสาขา ดังนั้นพยาบาลICUจึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในด้านสรีรวิทยาของระบบสำคัญต่างๆ เพื่อที่จะนำความรู้นี้ไปแปลผลข้อมูลที่รวบรวมได้ถูกต้องและวางแผนการพยาบาลได้เหมาะสมกับสภาพผู้ป่วย ซึ่งต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับแผนการรักษาของแพทย์

       การบริหารจัดการการดูแลผู้ป่วยวิกฤตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง  การประคับประคองชีวิตผู้ป่วย ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ผ่านการอบรมเฉพาะทาง ต้องมียา อุปกรณ์ เครื่องมือพิเศษต่างๆที่มีความซับซ้อน มีราคาแพง ต้องใช้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่อรายสูงมาก ต้องมีสมรรถนะในการใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูง การใช้เครื่องมือต่างๆ การทำหัตการต่างๆเพื่อที่จะประคับประคองให้ผู้ป่วยปลอดภัยและเกิดภาวะแทรกซ้อนให้น้อยที่สุด พยาบาลปฎิบัติการพยาบาลขั้นสูงใน ICU จึงต้องมี

       1.ต้องพัฒนาสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยวิกฤต(Direct care)ของตนเอง โรคที่เป็น Top 5 หรือกลุ่มโรคที่มีความเสี่ยงสูง พัฒนาทั้งความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วย

       2.การบริหารจัดการดูแล( Care management) การจัดการให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลจากทีมการรักษาพยาบาลที่มีความรู้ ความชำนาญในการรักษา โดยใช้ความรู้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence based practice )

      3.การบริหารจัดการให้มีเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เพียงพอและพร้อมใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการหายของผู้ป่วย ( Safety and healing envionment )

      4.มีกระบวนการดูแลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานการดูแล ( Standard care ) ตังแต่การบริหารจัดการให้ผู้ป่วยเข้าถึง ICU อย่างรวดเร็ว วางแผนจำหน่ายและวางระบบการเปลี่ยนผ่านการดูแล จากICU สู่หอผู้ป่วยสามัญ

       ทั้งหมดนี้เป็นการบริหารจัดการเพื่อผลลัพธ์สูงสุด  นั่นคือ Safety ต่อผู้ป่วย