เรื่องสำคัญในโลก internet คือ "พื้นที่(Space)" อันที่จริงเราชอบคำว่า "ขอบเขต" มากกว่าพื้นที่ เพราะเทียบในภาษาไทยแล้วกินความได้ตรงกว่า เหมือนคำว่า "ช่วงเวลา" กับ "ห้วงเวลา" ช่วงเวลามีความหมาย ๒ มิติ แต่ห้วงเวลามีความหมาย ๓ มิติ แต่คนใช้คำนี้กันมากแม้ในคำแถลงของรัฐและภาคราชการ ท้ายสุดหลายคนก็ใช้คำนี้กันจนเป็นข้อผิดพลาดที่คนไม่ถือสา

ขอบเชตในโลก internet หมายถึงปริมณฑลที่ผู้เป็นเจ้าของมีสิทธิและต้องมีความรับผิดชอบเพื่อทำกิจกรรมและต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐ ชุมชน หรือสังคมที่ร่วมทำกิจกรรมหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันในขอบเขตทั้งหมด หากเปรียบเทียบกับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ขอบเขตก็เหมือนที่ดินที่เราเป็นเจ้าของโฉนด  โฉนดนี้อยู่ในสังคมใด หรือประเทศใดก็จะต้องมีกฏ กติกาของสังคมนั้น กำกับอยู่ และผู้เป็นเจ้าของโฉนดก็ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมใหญ่ ตราบเท่าที่ตนเองยังเป็นเจ้าของโฉนดนั้น ๆ

แต่ขอบเขต เป็นพื้นที่ ๓ มิติทางinternet เป็นขอบเขตจำลอง (ขอย้ำว่าเป็นสิ่งจำลอง) แต่จะมีผลเมื่อเจ้าของ "ยินยอม" ให้การจำลองนั้นกลายเป็นรูปธรรมของการปฏิบัติ โดยผ่านระบบ Protocol อีกชั้นหนึ่ง

เมื่อเราเริ่มระบบ internet เมื่อ ๕๐ สิบปีก่อน (ARP Anet)[๑]  และนำมันมาใช้ในประเทศไทยเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว[๒] จากเครื่องมือที่เป็นเพียง "สายโยง" ระหว่างเครื่อง บัดนี้ เจ้าสิ่งนี้มันกลายเป็น "สายบังคับ" ไปแล้ว มือของคนคนหนึ่ง สามารถล้วงไปในขอบเขตของใครๆ ได้ ตราบเท่าที่เชื่อมต่อเข้าสู่ระบบ internet นี้ ยิ่งสมัยนี้ เราสร้างสีสันด้วยการสร้าง(เขียน) ชุดคำสั่ง หรือ Application (เรียกย่อว่า แอพ-App) ทำให้สายบังคับนี้ ทำอะไรต่ออะไรได้มากกว่าเดิม สายบังคับนี้มันเคยเชื่อมโยงมาถึงโต๊ะเขียนหนังสือ ตอนนี้มันเชื่อมต่อมาถึง ห้องทำงาน ห้องนอน ห้องนั่งเล่น และเร็วๆ นี้ มันยังเชื่อมมาถึงกระเป๋าของเรา ตู้เซฟของเรา สั่งงานแทนเราและหุงข้าวแทนเราแล้ว

การเชื่อมโยงเช่นนี้ กำลังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ด้วยความยินดีของเราด้วยความรู้ไม่เท่าทันอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อไป  เพราะมัน "ทำอะไร" ได้ดังใจ ได้มากกว่าสองมือของเรา มันสร้างพลังและอิทธิพลได้มากกว่ากิจกรรมแบบเดิม ๆ โลกใหม่ถึงกับมีคำว่า "โลกอินเตอร์เน็ต" (Internet World/Society)  "พลเมืองเน็ต" (Netizen) [๓] และชุมชนหน้าจอ (Online community)

แน่นอนสิ่งหนึ่งที่มันทำให้เรา "หลง" ไปเพราะ สายบังคับนี้ มันทำให้เรา เชื่อมต่อไปถึง ของที่อยู่ไกลทั้งที่เป็นของคนอื่นและของเรา เช่น หนังสือที่เราอยากซื้อในร้าน วิดิโอที่เราอยากดูในโรง ภาพทะเลยามเช้า ภาพภูเขายามเย็น หรือภาพแสงเหนือ-แสงใต้ หรือกระเป๋าเงินของเรา  เพียงกดปุ่มบังคับ (กด App) เราก็ดึงสิ่งเหล่านั้นมาอยู่ตรงหน้าของเราได้ทันที่ ความวิเศษเช่นนี้ทำให้เรามองข้าม ระเบียบ กฏ กติกา มารยาท หลายอย่างไปโดยปริยาย

เรานึกอยากเอาเราก็เอา อยากกดเราก็กด โอ..ช่างวิเศษอะไรเช่นนี้ Any where...Any Time  เราหลงไปว่าเราจะทำอะไรก็ได้ เหมือนบังคับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกจำลองได้ ชุมชนหน้าจอ (Online community) เราบันดาลทุกสิ่งได้จากปลายนิ้วในชั่วพริบตา   แต่..เราลืมความจริงแท้ที่สำคัญยิ่งข้อหนึ่งไป..คือ เราทำอะไรในโลก internet นี้โดยลำพังไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็มี "คู่กิจกรรม" ของเราอีกฝั่งหนึ่ง การทำอะไรในขอบเขตของเราจึงผูกพันกับ "คู่กิจกรรม" อีกฝั่งหนึ่งทุกครั้งไป หาก "คู่กิจกรรม" ของเราไม่ยินดีร่วมด้วย เขาก็ปิด เราก็ติดต่อ บังคับหรือกด app ไม่เป็นผล (บางคนอาจเรียกว่าปิดระบบ หรือไม่เปิด public ก็ได้)  แต่การที่เขายินดีติดต่อด้วย โดยการเปิดเป็น Public เพื่อให้เราติดต่อได้ ก็มิได้หมายความว่า เราจะติดต่อได้โดยไม่มีกติกาหรือไม่มีมารยาท ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหาใหญ่ของระบบ ที่ยังไม่มีใครสนใจ

เพราะเครื่องมือไม่มีหัวใจ ไม่มีสมอง ตัวมันเองจึงไม่มีวิจารณาญาน มันบอกไม่ได้หรอกว่า เรื่องนี้ควรหรือไม่ควร เหมาะสมหรือไม่ สิงที่มันทำได้มีสองอย่าง คือ ทำ-ไม่ทำ อันทีจริงการทำงานของมันเหมือนน้ำไหล ไหลไปตามช่องเปิดและช่องปิด แต่มันเร็วมากจนเสร็จในเสี้ยววินาที แต่เพราะความอัศจรรย์ที่ทำได้ในชั่วลัดนิ้วมือเดียวนี้เองและอำนาจที่เหมือนคิดได้ เราหลงเข้าใจว่ามันทำได้เหมือนเราเป็นจ้าวโลก และ คือปมปัญหาใหญ่ที่บางคนเก่งในการสร้างชุดคำสั่ง (Modify Application) ก็จะออกแบบให้ ตอบรับอัตโนมัติ บางครั้งมันจึงทำงานตามใจเจ้าของโดยไม่สนใจว่าคู่กิจกรรมจะยินดีและยินยอมหรือไม่  ปัญหาของการล้วงเงินในกระเป๋าเรา ล้วงข้อมูลของเราได้สำเร็จ ทั้งที่เราจำกัด "คู่กิจกรรม" เอาไว้แล้วก็เป็นเช่นนี้เอง ตัวอย่างของโปรแกรมโทรศัทพ์ที่เราเพียงเปิดดูก็เท่ากับบอกรับสมาชิก หรือแอพบางตัวเพียงเปิดขึ้นมาก็ถือว่าสมัครเป็นสมาชิกและต้องเสียเงินตลอดเวลา ก็เพราะใครจะคาดคิดว่า มีคน ออกแบบปุ่มกดอัตโนมัติ โดยเจ้าตัวคู่กิจกรรม ไม่ต้องทำอะไร เพราะการไม่ทำอะไร แปลว่าไม่ปฏิเสธ ซึ่งตรรกะนี้ผิดในมโนสำนึก แต่ไม่มีผลในโลก internet เพราะมันทีเพียง รับ-หรือไม่รับ และการนิ่งนานกว่า ๑ นาที ถือว่าตอบรับ (ระบบมันรอไม่ได้ เพราะมันต้องทำงานต่อ ด้วยความเร็ว ๑ล้านคำสั่งต่อวินาที) ดังนั้น เมื่อคู่กิจกรรมไม่รู้ และนิ่ง นั้นคือการตอบรับโดยไม่รู้ตัว แต่กลายเป็นคำ "ตอบรับ"  เป็นที่รู้แน่ชัดของ "คู่กิจกรรมเลวๆ" ทีจงใจสร้างขึ้นจากช่องโหว่ของโลกออนไลน์ และการทำงานของแอพในระบบ

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในโลก internet มานานกว่า ๓๐ ปี แต่ก่อนหน้านั้น สมาชิกของชุมชนหน้าจอ (Online Community) คิดเพียงว่า "คุ่กิจกรรมเลวๆ" เกิดในบางคนที่เป็นโจร (Virus/Trojan) เท่านั้น คนดีไม่ทำ เมื่อเราเจอปัญหาเราก็บอกว่า เราติดไวรัส แต่ "คู่กิจกรรม" ที่มานิ่งๆ มาเนียนๆ เช่นโปรแกรมแอพข่าวสั้นเก็บเงิน โดยเราไม่รู้ตัวนั้นมีชุกชุมมากขึ้นแล้ว ในโลกจำลอง (Internet) นี้ เราจึงเกิดปัญหามากเมื่อเราเปิดหน้าจอ รวมถึงมีชุดคำสั่ง (Application-App) บางตัวที่ค้างคาหน้าจอไว้ โดยไม่สนใจว่าเจ้าของจอ จะยินดีหรือไม่ เพราะโปรแกรมที่ใช้ขณะเปิดหน้าจอเป็นโปรแกรมฟรี จากผู้ผลิตดังนั้น ผู้ผลิตจำนวนมาก จึงหลงคิดผิดว่าหน้าจอของโปรแกรมนั้นๆ เจ้าของจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งผิด การกระทำเช่นนั้นคือการ "ข่มขืน" หน้าจอของ "คู่กิจกรรม" อีกฝ่ายโดยเขาอาจไม่ยินยอม แม้โปรแกรมนั้นจะฟรี แต่ก็ไม่ใช่จะก้าวล่วงไปจนกลายเป็น การจำกัดสิทธิ์ในการเลือกรับหรือปฏิเสธ ของเจ้าของหน้าจอ ซึ่งกรณีนี้ กำลังเกิดขึ้นอย่างชุกชุมในโลกจำลอง (internet World) และพบเห็นชุกชุมขึ้นทางหน้าจอ (Device Monitor) ตัวอย่าง เช่น Face book ไลท์ ที่บังคับเล่นอัตโนมัติ You tube ที่บังคับหน้าจอโฆษณาอัตโนมัติ เป็นต้น   

เพราะด้านหนึ่ง เราไม่สอนเรื่องกฏ กติกา มารยาท และจริยธรรมของขอบเขตที่เราเป็นเจ้าของ เพราะมันมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และมันเหมือนกับเป็นพื้นที่ซึ่งทุกคนมองเห็นแต่กำไร การตักตวงจากความหนาแน่นของสมาชิกหน้าจอ ทุกคนจึงนึกว่า ขอบเขตนี้เป็นขอบเขตที่ไม่ต้องคิดถึงใคร ไม่มีใครเดือนร้อน รำคาญ เป็นขอบเขตสาธารณะสมบูรณ์แบบ ใครจทำอะไรกับใครก็ได้ เพราะจะไม่มีใครเดือดร้อนจากการละเมิด บุกรุกและยึดครองถาวรจริงๆ เพราเพียงแค่ปิดหน้าจอ ก็หมดพันธะต่อกันแล้ว ดังนั้น ถ้าทำให้แอพของตัวเองบีบบังคับ ข่มขืนใจผู้รับให้จำยอมที่จะต้องดู ต้องฟัง แลกกับความฟรีของการใช้โปรแกรมนั้นคือความฉลาดเฉลียว คือคนที่ปรับตนเองเข้ากับยุคสมัยได้ดีกว่า ยอดเยี่ยมกว่า และนั้นคือสิ่งที่ชุมชนหน้าจอต้องตอบแทนการให้ฟรีของเจ้าของแอพ นั้น ๆ ทั้งที่การกระทำเช่นนี้ คือการยึดเอา ครอบครองพื้นที่สาธารณะในโลกออนไลน์ไปเป็นของตัวเอง เหมือนการเอานักเลงโต คุมปากซอยและถ้าจะผ่านต้องทำตามใจนักเลงโตคนนั้น นั่นเอง หาไม่ก็เดินผ่านไม่ได้ ถ้าจะผ่านก็ต้องใช้ช่องทางอื่นๆ เพราะช่องทางนี้เป็นของเขา

หากเราไม่เข้าใจความเป็นเจ้าของ พื้นที่สาธารณะ สิทธิส่วนตัวในโลกจำลอง ในชุมชนหน้าจอนี้ เราจะมีขโมยที่เห็นข้าวของคนอื่นในโลก internet และจงใจหยิบฉวยไป ผ่านระบบ internet นี้โดยไม่สนใจกติกาและมารยาท เราคิดถึงเพียงลิขสิทธิ์จากการคิดค้น แต่เราไม่พร่ำสอนถึง ความรับผิดชอบต่อความเป็นเจ้าของ ต่อคู่กิจกรรม ต่อสาธารณะ และต่อชุมชนจำลอง (internet) นี้

จินตนาการสิว่า ถ้าในโลกจำลองนี้ (ซึ่งเรายังต้องใช้มัน) มีคนที่ไม่เคารพต่อพื้นที่สาธารณะ ไม่สนใจพื้นที่ส่วนตัวของใครต่อใคร และเป็นคนเก่ง ที่มีระบบและชุดคำสั่งที่เหนือกว่าความสามารถของคนอื่น คนผู้นั้นจะไม่หลงตัวเองไปหรือว่า เขาเหนือกว่าทุก ๆ คนในโลกใบ internet นี้ คิดเช่นนั้น ก็ไม่ต่างจากจอมเผด็จการ ในอดีตที่หลงคิดว่าตนเองซึ่งเก่งกว่า มีอิทธิพลอำนาจหนือกว่าจริงๆ เป็นจ้าวชีวิต จะบังคับให้ใครทำอะไร ตามอำเภอใจตนเองหรอกหรือ ???

 

 

เครดิต

[๑] https://th.wikipedia.org/wiki/อินเตอร์เน็ต

[๒] อินเตอร์เน็ต;วิกีพีเดีย (อ้างแล้ว)

[๓] http://www.columbia.edu/~haube...