การพิมพ์หนังสือราชการ

การพิมพ์หนังสือราชการในปัจจุบันนี้...ควรระมัดระวัง!!! ให้มาก ๆ เพราะหนังสือราชการมีระเบียบให้ถือปฏิบัติตามระเบียบงานสารบรรณ มีมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๖ และก็มีเพิ่มเติมมาอีกหลาย ๆ ฉบับ...เด็กรุ่นใหม่ ๆ อาจไม่ทราบ หรือไม่ใส่ใจ...ในความจริง คนทำงานทุกคนต้องใส่ใจ และเรียนรู้ว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร...

ในสมัยเมื่อ ๓๐ ปีที่ผ่านมา...ผู้เขียนสอบบรรจุเข้าเป็นข้าราชการ สิ่งที่ต้องถูกทดสอบกับตัวของผู้เขียนเอง นั่นคือ สำนักงาน ก.พ. ออกข้อสอบด้วยระเบียบงานสารบรรณ พ.ศ.๒๕๒๖ และฉบับเพิ่มเติมแก้ไข...โดยผู้เขียนต้องไปนั่งอ่านระเบียบดังกล่าวให้จนเข้าใจว่าต้องทำอย่างไร...ดีที่ว่าผู้เขียนเคยเรียนเอกเลขานุการมา ซึ่งต้องผ่านวิชาการพิมพ์หนังสือราชการ การร่างหนังสือราชการมา...ทำให้ทราบว่าต้องเว้นตรงไหนบ้าง แล้วร่างหนังสืออย่างไร...ใช้ข้อความแบบไหน นี่คือ ทักษะชีวิตที่ได้รับความรู้จากการทำงานที่เดิมบ้าง เรียนรู้เองบ้าง แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การใส่ใจ การเรียนรู้ การรู้จริง จึงจะทำให้ทำข้อสอบได้ เพราะข้อสอบสมัยก่อนที่ออก จะเป็นลักษณะการคิด วิเคราะห์ ถามคนสอบว่า หากเกิดเรื่องแบบนี้แล้วจะทำอย่างไร เหมือนนำเชิงปฏิบัติมาถามคนสอบอีกด้วย

เมื่อสอบเข้ามาได้ ก็ได้เรียนรู้จากพี่ๆ หัวหน้างาน ซึ่งสมัยก่อน พี่ๆ จะมีน้ำใจที่ดีมาก บอกและแนะนำให้ฉันกัลยาณมิตร เสมือนตัวผู้เขียนเป็นน้องแท้ ๆ บอกด้วยใจ และผู้เขียนทำไม่ได้ก็ถามพี่ ๆ เรียกว่า ถาม-ตอบกันด้วยใจมากกว่า...บางครั้งมีการพูดทีเล่น ทีจริงกัน ทำให้บรรยากาศในการทำงานเต็มไปด้วย เมตตา รักใคร่ เอ็นดู หวังดีกันมาก ๆ...สมัยก่อนไม่มีคอมพิวเตอร์ มีแต่เครื่องพิมพ์ดีด จะทำงานในแต่ละครั้งก็ใช้เครื่องพิมพ์ดีดพิมพ์หนังสือราชการ ดีสุด ก็คือ เครื่องพิมพ์ดีดยี่ห้อ Olympia...ใช้การพิมพ์ดีดด้วยมือ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้เอง...แต่สมัยก่อนเครื่องพิมพ์ดีดจะมีเสียงดัง...บางคนบอกว่า หากพิมพ์สัมผัสเร็ว ๆ จะดังเหมือนข้างตอกแตก

การพิมพ์สมัยก่อน ในการเรียนวิชาพิมพ์ดีด ไทย-อังกฤษ จะใช้เวลาจับความเร็วในการพิมพ์...การพิมพ์ภาษาไทย จะมีตัวอักษรมากกว่าตัวพิมพ์ภาษาอังกฤษ วัดความเร็วประมาณ ๔๐-๔๕ เคาะ/นาที หากผิดต้องลบ ๑๐ เคาะ ส่วนภาษาอังกฤษ จับความเร็วประมาณ ๕๐ คำ/นาที หากผิดก็ลบออกเช่นกัน แล้วจะได้คะแนนในการจับความเร็ว...นี่คือ หลักสูตรในการเรียนพิมพ์ดีดแบบสัมผัสในสมัยก่อน...มา ณ ปัจจุบันนี้ วิชาที่ผู้เขียนเรียนมา ติดตัวผู้เขียนมาถึงปัจจุบัน ในการพิมพ์บนแป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถนำมาใช้ได้ โดยการไม่ดูแป้นพิมพ์ และพิมพ์เร็วมาก เหมือนการพิมพ์บนแป้นของพิมพ์ดีด

การพิมพ์ดีดบนแป้นพิมพ์ สมัยก่อนใช้กระดาษ + กระดาษคาร์บอนสีดำ น้ำเงิน อัด Copy พิมพ์ทีละ ๓ ฉบับ หากผิดต้องใช้ลิควิดลบคำผิดทั้ง ๓ ฉบับ (ซึ่งมันเป็นอะไรที่บอกไม่ถูกกับสมัยนั้น) ส่วนหากต้องการพิมพ์เพื่อให้ได้เอกสารเป็นจำนวนมาก เช่น สิบฉบับขึ้นไป ต้องใช้กระดาษไข ในการพิมพ์ การพิมพ์แป้นพิมพ์ก็ต้องยกแป้นพิมพ์ที่เป็นผ้าหมึกสีดำออก...การลบคำผิด คือ การน้ำน้ำยาลบไขสีแดงชมพู ใช้ในการลบ...สมัยก่อนใช้บุคลากรในการพิมพ์เครื่องพิมพ์ดีด ต้องใช้คนที่พิมพ์สัมผัสเร็ว ๆ เพื่องานที่ได้จะออกมาเร็วและต้องถูกต้อง แม่นยำมากๆ...ซึ่งผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น ที่พิมพ์ดีดเร็วมาก และได้ผลของการทำงาน คือ ได้งานจำนวนมาก หากเปรียบเทียบวันหนึ่ง ๆ จะพิมพ์ได้ ๓๐ กว่าแผ่น หากเป็นกระดาษไข...

เปรียบเทียบกับสมัยนี้ การพิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์...ผู้เขียนคิดว่า เด็กในยุคนี้ ดีกว่ายุคผู้เขียนมาก ๆ เรียกว่า มีโอกาสที่ดีกว่า เพราะเกิดในยุคที่เทคโนโลยีทันสมัยมาก ๆ...เพียงแต่ว่า แต่ละคนพิมพ์สัมผัสหรือเปล่า? สำหรับผู้เขียนใช้พิมพ์สัมผัส มิได้ดูที่แป้นพิมพ์ ให้รู้ระยะของตัวอักษรได้ด้วยตัวของผู้เขียนเอง นี่คือ การพิมพ์สัมผัส จึงทำให้พิมพ์ได้อย่างรวดเร็ว ในความเร็ว ต้องระมัดระวัง!!! มิให้เกิดการผิดพลาด คือ การพิมพ์ผิด และต้องมีสติในการพิมพ์หนังสือ ต้องให้ถูกต้องตามแบบพิมพ์หนังสือ ยิ่งเป็นหนังสือราชการต้องระมัดระวัง!!!...บางคนผู้เขียนแอบสังเกตเห็นว่า เธอพิมพ์ด้วยการดูแป้นพิมพ์ แต่เธอก็พิมพ์เร็ว เสียทีที่ต้องดูแป้นพิมพ์...

การพิมพ์บนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์...สิ่งที่ดี คือ การได้ Save รูปแบบหนังสือเข้าไว้ จะได้ประหยัดเวลาในการพิมพ์ หรือการใส่ตัวอักษรเข้าไปใหม่ โดยเก็บเป็น File หรือ Floder แล้วแต่คนพิมพ์...แต่สำหรับผู้เขียนคิดว่า ยิ่งเก็บเป็น File ไว้ แล้วนำมาลบเพื่อพิมพ์ใหม่ หากบางคนขาดความละเอียด รอบคอบ จะทำให้การพิมพ์หนังสือผิดพลาดได้มาก ๆ โดยเฉพาะ เปลี่ยนไม่เปลี่ยนวัน เดือน ปี...ตำแหน่ง เนื้อความในหนังสือ จึงเรียกว่า การพิมพ์หนังสือในแต่ละครั้ง ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ว่าเรากำลังอะไร เมื่อไร อย่างไร...เด็กสมัยใหม่ บางคนยังไม่ทราบว่า ตนเองจะร่างหนังสือขึ้นต้นด้วยอะไร...หนังสือฉบับแรก เวลาพิมพ์ควรเริ่มต้นด้วยคำว่าอะไร...ฉบับที่ ๒,๓ ควรเริ่มต้นด้วยอะไร แบบนี้เป็นต้น...เพราะการพิมพ์หนังสือ จะมีรูปแบบในการพิมพ์ของเนื้อหนังสือนั้น ๆ...ใครที่เริ่มบรรจุเข้าทำงาน ควรใส่ใจให้มาก ๆ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากในการทำงาน...ความจริงหากจับจุดสำคัญในการพิมพ์หนังสือราชการได้ นั่นคือ ในหนื้อความจะต้องมี ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร สำหรับรูปแบบต้องศึกษาให้เป็นไปตามรูปแบบของคำว่า "หนังสือราชการ"

ผู้เขียน ๆ ไว้ เพื่อให้ทราบว่า โลกการทำงาน เมื่อ ๓๐ ปีที่ผ่านมานั้น เขาทำงานกันอย่างไร...เพียงแค่แอบอิจฉาเด็กยุคใหม่ ที่มีความพร้อมในการทำงานมาก ๆ เพียงแต่ท่านต้องหาความรู้ให้มากกว่าปัจจุบัน มิใช่ Copy and Paste...แล้วไม่ดูระเบียบอะไรกันเลย ไม่รู้เลยว่าจะร่างหนังสือกันแบบไหน...แต่เมื่อไม่รู้ ต้องเรียนรู้ ขอความรู้จากผู้ที่ทำงานมากก่อนกว่าว่าควรทำอย่างไร...โดยเฉพาะการไม่หยิ่งในการที่คิดว่าตนเองรู้แล้วไม่ต้องถาม ซึ่งอาจไม่ถูกต้องนัก เพราะความรู้บนโลกนี้ มีอะไรที่คนรุ่นใหม่ ๆ ต้องเรียนรู้อีกเยอะ ขอบอก...ด้วยความห่วงใย...กับการมีระบบคุณภาพในหน่วยราชการ ซึ่งคุณภาพของการทำงาน นั่นคือ อย่าได้พิมพ์ผิด อย่าได้ผิดรูปแบบของหนังสือราชการ อย่าได้พิมพ์เพื่อสื่อความหมายผิดเป็นเด็ดขาด...สำหรับการพิมพ์หนังสือของคนที่เป็นเจ้าของเรื่อง ควรระมัดระวัง!!! เป็นพิเศษ ต้องรับผิดชอบ อย่าคิดว่า ตนเองต้องพิมพ์ถูกเสมอ เพราะในถูกของคุณ อาจมีผิดแอบแฝงอยู่ ขอบอก...

จาก...มนุษย์รุ่นแม่...

...

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติเข้ามาอ่านบันทึกนี้ค่ะ

บุษยมาศ  แสงเงิน

๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑