การได้มาซึ่งประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) ของงาน เป็นผลที่เกิดจากองค์กรแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการบริหารงานยุคใหม่ ให้เกิดเป็น องค์กรที่มีความเป็นเลิศ สามารถเผชิญภาวะการแข่งขันทุกรูปแบบ และมีความได้เปรียบที่ยั่งยืน ตลอดไป

            แนวคิดในการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ จะครอบคลุมตั้งแต่ตัวบุคคลไปจนถึงตัวองค์กรที่จะต้องมีเป้าหมายและมีระบบงานในการพัฒนาทุกคนในองค์กรโดยมีการส่งเสริม และยกระดับการเรียนรู้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้พื้นฐานวินัย 5 ประการ ที่ทุกคนต้องร่วมกันถือปฏิบัติดังนี้

วินัยประการที่ 1 การใฝ่ใจพัฒนาคน มุ่งสู่ความเป็นเลิศ (Personal Mastery)

             องค์กรที่ประสบความสำเร็จต้องสร้างคนให้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับสภาวะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์ บุคคลต้องพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้เพราะความรู้ที่เรียนมาในอดีตอาจล้าสมัยตกรุ่น บางคนเรียนเก่ง แต่มีปัญหาในการทำงาน เพราะไม่สามารถปรับใช้ในชีวิตจริงได้ เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อพัฒนางานในองค์กรให้บรรลุเป้าหมาย

          องค์กรในอนาคตจะเป็นองค์กรแห่งการแข่งขัน คนที่มีความรู้และพัฒนาตนเองตลอดเวลาจะเป็นผู้ที่สร้างความมั่นคงและความอยู่รอดขององค์กร โดยทุกคนต้องพัฒนาตนในเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ รวมถึงอินเตอร์เนตและวัฒนธรรมนานาชาติ องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะต้องเป็นองค์กรที่ลงทุนในการพัฒนาคน และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นในการพัฒนาองค์กร ทุกคนในองค์กรจะต้องคิดเป็น ทำเป็น สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นตลอดเวลา เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ( life-long learning)

          แนวปฏิบัติในการมุ่งสู่ความเป็นเลิศของบุคคล ประกอบด้วย

            1) สร้างวิสัยทัศน์ส่วนตน (Personal Vision) คือความคาดหวังของแต่ละคนที่ต้องการ จะให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นจริงแก่ชีวิตตน ได้แก่วิสัยทัศน์ในหน้าที่การงาน วิสัยทัศน์ด้านครอบครัว และวิสัยทัศน์เฉพาะตน เป็นต้น

            2) มุ่งสร้างสรรค์ (Creative Tension) ถือเป็นแรงใฝ่ดีที่จะช่วยเสริมส่งให้เรามีพัฒนาการ อยู่ตลอดเวลา วิสัยทัศน์ส่วนตน จะเป็นจริงได้ จำเป็นที่จะต้องมีจิตสำนึกถึงแรงใฝ่ดี และมีการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าแก่ตนเองอยู่เสมอ

            3) ใช้ข้อมูลเพื่อคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ การใช้ข้อมูลและเหตุผล จะช่วยให้สามารถ ทำงานได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้มีระบบวิธีการคิดและตัดสินใจที่ดี

           4) ฝึกใช้จิตใต้สำนึกในการทำงาน (Subconscious) ถือว่าเป็นการมีความชำนาญ ขั้นสูงสุด ช่วยให้การทำงานดำเนินไปโดยอัตโนมัติ และมีผลงานดี โดยจะต้องฝึกทักษะในงาน แต่ละประเภทอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ

  วินัยประการที่ 2 รูปแบบวิธีการคิดและมุมมองที่เปิดกว้าง (Mental Models)  

           แนวความคิด มุมมอง วิธีการคิดและการเข้าใจของคนเรา เป็นประสบการณ์ที่ได้มาจากสิ่งแวดล้อม และการเรียนรู้ การสร้างความรู้และความเข้าใจแก่บุคคลในองค์กรมีความจำเป็นยิ่ง จะช่วยให้ทุกคนปรับรูปแบบวิธีคิดและมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน วิธีการเหล่านี้ ได้แก่

           1) การบริหารโอกาส เป็นการให้การเรียนรู้แก่ทุกคนโดยใช้การประชุม สัมมนา เอกสารเวียน เกี่ยวกับข้อคิดในการทำงาน การปรับปรุงคุณภาพ หรืออื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

            2) การพัฒนาผลผลิต ทุกคนในองค์กรต้องมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลผลิต เพื่อให้ บรรลุผลตามเป้าหมายขององค์กร สามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้เป็นอย่างดี

           3) ผลผลิตอัจฉริยะ นักบริหารที่ดีต้องตระหนักถึงการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศมา ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพเป็นที่ถูกใจกับผู้รับบริการมากที่สุด

           4) โลกธุรกิจไร้พรมแดน โลกธุรกิจใหม่มีการพึ่งพาและกีดกันกันมากที่สุด ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียนต้องตระหนักในความสำคัญของการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พยายามพัฒนารูปแบบความคิด ความเชื่อในการบริหารจัดการโรงเรียนของตน ให้สอดคล้องกับการแปรเปลี่ยนไปของโลก โดยเฉพาะการปรับตัวในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ยึดติดกับความเชื่อ แต่ต้องยึดหลักการบริหารโอกาส พัฒนาผลผลิตและการบริการให้มากที่สุด

 

วินัยประการที่ 3 การสร้างและพัฒนาวิสัยทัศน์ (Shared Vision)

                 องค์กรจะพัฒนาให้มีความก้าวหน้า มีความเข้มแข็งเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้นั้น ทุกคนในองค์กรต้องช่วยกันสร้างภาพอนาคตของหน่วยงาน หรือที่เรียกว่าต้องสร้างวิสัยทัศน์ขององค์กรร่วมกัน วิสัยทัศน์ที่ดีต้องระบุภาพในอนาคตได้ชัดเจน สร้างแรงจูงใจหรือกระตุ้นให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรเกิดแรงบันดาลใจอยากปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ และสิ่งที่สำคัญคือ วิสัยทัศน์ต้องเกิดจากการกำหนดร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ปัญหาของการนำวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติมักจะเกิดจากการที่ผู้บริหารไม่สามารถสื่อสารข้อความวิสัยทัศน์ให้เข้าถึงจิตใจของผู้ร่วมงานได้ นอกจากนี้ วิสัยทัศน์ยังขาดการทบทวนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการใช้วิสัยทัศน์ของคนใดคนหนึ่งมากกว่าวิสัยทัศน์ขององค์กร แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญกว่าข้อความวิสัยทัศน์ คือกระบวนการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันของทุกฝ่าย ที่ประกอบด้วย การย้อนอดีต มองปัจจุบัน วาดฝันอนาคต และกำหนดวิสัยทัศน์ โดยให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างวิสัยทัศน์ขององค์กร

          วิธีการพัฒนาวิสัยทัศน์องค์กร  จำเป็นต้องทำให้เป็นระบบ เป็นขั้นตอนและถูกวิธี จึงจะได้ วิสัยทัศน์ที่ดี ถูกต้องและเหมาะสมกับเงื่อนเวลาในอนาคต ผู้บริหารโรงเรียนควรดำเนินการตามลำดับขั้นในการสร้างและสานวิสัยทัศน์ ดังนี้

           1) ตั้งคณะทำงานสร้างวิสัยทัศน์           

           2) สำรวจความคาดหวัง ความต้องการ ความคิดเห็น จากผู้ที่มีส่วนสำคัญต่อองค์กรทุกกลุ่ม          

           3) ทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมขององค์กร จุดแข็ง โอกาส และทางเลือกในอนาคต

           4) คัดเลือกวิสัยทัศน์ที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด เพื่อประกาศใช้และสร้างความเข้าใจกับ ทุกคนในองค์กร วิสัยทัศน์องค์กรนี้จะเป็นจุดมุ่งหมายร่วมกันของสมาชิกทุกคนที่จะต้องมุ่งมั่นไปให้ถึง นำไปเป็นเป้าหมายของแผนกลยุทธ์ จากนั้นจึงร่วมสานให้เป็นจริงด้วยแผนปฏิบัติการต่อไป

วินัยประการที่ 4 การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (Team Learning)

           ผู้บริหารต้องส่งเสริมให้ทุกคนในองค์กร ได้ทำงานร่วมกันเป็นทีม มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์และทักษะเพื่อพัฒนาภูมิปัญญาและศักยภาพของทีมงานโดยรวม ด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การเสวนา การอภิปราย ใช้เทคนิคการบริหารงานเป็นทีม และใช้เทคนิคของการบริหารโครงการธุรกิจที่มีกระบวนการของการบริหารอย่างเป็นระบบ เช่น การประเมินงาน โครงการ การวางแผนงานโครงการ เป็นต้น การทำงานเป็นทีมสามารถพัฒนาการเรียนรู้ตาม ขั้นตอนดังนี้ คือ บุคคลเรียนรู้ ทีมเรียนรู้ การเรียนรู้ข้ามสายงาน องค์กรเรียนรู้เรื่องภายใน องค์กรเรียนรู้ภาวะแท้จริงภายนอก องค์กรเรียนรู้อนาคตและโอกาส และองค์กรนำความรู้ไปปฏิบัติให้เกิดตามวิสัยทัศน์ขององค์กร

           การสร้างการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม บุคคลจะต้องได้รับการเรียนรู้และมีการพัฒนาพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่จะเกิดประโยชน์ต่อทีม ดังนี้

           1) มีความจริงใจ ให้ความจริงต่อกัน           
           2) รับฟังกันอย่างลึกซึ้งด้วยการเปิดตา เปิดใจ
           3) เน้นกระบวนการและระบบ
           4) ไม่ติดใจกับตัวบุคคล
           5) ร่วมกันสร้างกฏเกณฑ์กลุ่มในการเรียนรู้ร่วมกัน
           6) ยอมให้แก่กันและให้อภัยกัน 
7) การใช้บุคลากรภายนอกเป็นคนนำกลุ่ม




วินัยประการที่ 5 ความคิดความเข้าใจเชิงระบบ (System Thinking)
ผู้บริหารควรมีวิธีคิดและภาษาที่ใช้อธิบายพฤติกรรมความเป็นไปต่าง ๆ ในรูปแบบของความสัมพันธ์ ระหว่างเหตุผลที่สืบเนื่องกัน เพื่อให้องค์กรสามารถเปลี่ยนแปลงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกระบวนการ ความเป็นไปในโลกแห่งความเป็นจริง โดย ดำเนินการ ดังนี้


1) พัฒนาวิสัยทัศน์องค์กรอย่างเป็นระบบ


2) พัฒนาระบบการวางแผน

3) พัฒนาระบบการเรียนรู้ขององค์กร
4) พัฒนาระบบบริหารในรูปแบบต่าง ๆ


ในการพัฒนาองค์กรด้านต่าง ๆ ให้สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารควรมีกฎการคิดเชิงระบบ 10 ประการ ดังนี้


1) ปัญหาวันนี้มาจากวิธีแก้ปัญหาวันก่อน


2) แรงกระทำ = แรงสะท้อน


3) มีขึ้น มีลง / มีเกิด มีดับ


4) เลือกวิธีที่ง่ายที่สุด อาจกลับไปตั้งต้นที่ปัญหาเก่า


5) วิธีแก้อาจจะแย่กว่าตัวปัญหา


6) เร่งให้เร็วขึ้น อาจทำให้ช้าลง


7) เหตุสืบเนื่องที่สารพัน


8) เปลี่ยนน้อยอาจทำให้เปลี่ยนมากได้


9) ทำหลายอย่างพร้อมกัน ผลเกิดไม่พร้อมกัน


10) การแก้ปัญหาของแต่ละหน่วย อาจจะไม่แก้ปัญหาขององค์กร