“เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่าหายใจเข้ายาว” หรือ “เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่าหายใจออกยาว” นั้น มีหลักแห่งการปฏิบัติคือ หลังจากการที่ซักซ้อมอวัยวะเครื่องหายใจต่างๆ ที่ช่องจมูก เพดาน หลอดลมและปอดเป็นต้น ให้อยู่ในสภาพที่ปรกติและเหมาะสมดีแล้ว ก็ปล่อยให้มีการหายใจตามปรกติ ธรรมดาบ้าง บังคับให้ยาวกว่าธรรมดาบ้าง ให้สั้นกว่าธรรมดาบ้าง เป้ฯการซักซ้อมทางร่างกายโดยตรง ว่าควรจะมีอัตราปรกติอย่างไร ที่เป็นอัตราปรกติถาวรไม่ยาวไม่สั้นเสียก่อน แล้วจึงเริ่มกำหนดว่ามันยาวหรือสั้นเท่าไร

            การกำหนดลมหายใจด้วยสติ ต่อไปนี้ ก็มาถึงระยะแห่งการฝึกในการกำหนดลมหายใจ ซึ่งยาวอยู่เองแล้ว เพราะการท่องไปกำหนดมันเข้า

            อาการที่เรียกว่า “กำหนด” ในที่นี้ ถ้ากลาวอย่างโวหารธรรมดาก็คือการที่เราตั้งจิตกำหนดลมหายใจ ที่กำลังแล่นเข้าแล่นออกอยู่ตามเรื่องตามราวของมันเอง จะเรียกวา เป็นการสังเกตลมหายใจว่ากำลังเป็นอยู่อย่างไร ดังนี้ก็ได้ แต่เราไม่นิยมเรียกเช่นนั้น นิยมเรียกให้แน่ชัดลงไปเป็นภาษากัมมัฎฐาน หรือภาษาที่ใช้ในการสอนอภิธรรมว่า เป็นการผูกจิตไว้ที่ลมหายใจ ด้วยเครื่องผูกคือสติ เลยทำให้เกิดมีสิ่งที่จะต้องศึกษาขึ้นมีถึง ๓ เรื่องเป้นอย่างน้อย คือลมหายใจ ๑ จิต๑ สติ๑ รวมเป็น ๓ แล้ว ยังจะต้องศึกษาเรื่องผลที่เกิดขึ้นเพราะการทำเช่นนั้น ว่าอยู่อย่างไร กี่อย่าง ตามลำดับไป

          ลมหายใจ มีเรื่องราวอย่างไร ในเรื่องที่กล่าวถึงแล้วข้างต้น ส่วนเรื่องจิตนั้น หมายความว่าเมื่อก่อนนี้ สาละวนอยู่กับโลกิยารมณ์ต่างๆ เดี๋ยวนี้ถูกพรากหรือถูกเปลี่ยนมาให้เป็นจิตที่ติดอยู่กับลมหายใจ ด้วยเครื่องผูก หมายถึงเจตสิกธรรมซึ่งเป็นสมบัติของจิตอย่างหนึ่ง ในบรรดาสมบัติทั้งหายของจิต เจตสิกธรรมข้อนี้เป็นฝ่ายกุศล ทำหน้าที่ยกจิตขึ้น หรือดึงจิตมาผูกไว้กับลมหายใจซึ่งในที่นี้เป็นรูปธรรมบริสุทธิ์ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งอกุศล จิตจึงพ้นจากความเป็นอกุศลมาสู่ความเป็นกุศล ด้วยอำนาจแห่งเจตสิกธรรม อันมีชื่อว่า สติ นั้นหมายถึงเจตสิกธรรมซึ่งเป็นสมบัติของจิตอย่างหนึ่ง ในบรรดาสมบัติทั้งหลายของจิต เจตสิกธรรมข้อนี้เป็นฝ่ายกุศล ทำหน้าที่จิตขึ้น หรือดึงจิตมาผูกไว้กับลมหายใจซึ่งในที่นี้เป็นรูปธรรมบริสุทธิ์ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งอกุศล จิตจึงพ้นจากความเป็นอกุศลมาสู่ความเป็นกุศล ด้วยอำนาจแห่งเจตสิกธรรม อันมีชื่อว่า สติ นั้น

          อาการที่จิตถูกสติผูกไว้กับอารมณ์ คือลมหายใจในที่นี้ แม้เพียงเท่นั้นก็เรียกได้ว่าการกำหนด คือการกำหนดของจิตที่ลมหายใจด้วยอำนาจสติ ในชั้นนี้ยังเป็นเพียงการกำหนดล้วนๆ ไม่เป็นการพิจารณาแต่ประการใด และยังไม่เกี่ยวกับความรู้หรือญาณ จึงเรียกแต่เพียงว่า การกำหนด หรือตรงกับคำอีคำหนึ่งว่า “บริกรรม” ล้วนๆ จัดเป็นอาการอย่างหนึ่ง ซึ่งต่อไปข้างหน้า จะถูกจัดเป็นองค์ของฌาน ที่เรียกว่า “วิตก” ผู้ศึกษาถึงเข้าใจไว้เสียด้วยว่า คำว่า “วิตก” ในที่นี้ มีความมหายอย่างนี้ มิได้หมายอย่างโงหารพุดทั่วไป ซึ่งหมายถึง การคิดนึกตรึกตรองเป็นเรื่องราวไป แต่ประการใดเลย ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “กำหนด”

         - บางส่วนจาก อานาปานสติภาวนา พุทธทาสภิกขุ อมบรมภิกษุ ณ สวนโมกข์ฯ ในพรรษาปี ๒๕๐๒