• ภิกษุนั้น เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่า “หายใจเข้ายาว” เมื่อหายใจออกยาวก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่า “หายใจออกยาว”
  • ภิกษุนั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่า “หายใจเข้าสั้น” เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่า “ก็หายใจออกสั้น”
  • ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า “เราเป็นผุ้ทำกายสังขารให้รำงับอยุ่ จักหายใจเข้า” ย่อมทำในบทศึกษาว่า “เราเป็นผุ้ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ จักหายใจออก”

ทั้ง ๔ ข้อนี้ เรียกว่า จตุกกะที่ ๑ หรืออานาปานสติหมวดที่ ๑ ซึ่งควรจะได้รับคำอธิบายอย่างละเอียดทั่วถึงเสียก่อนแต่ที่จะได้กล่าวถึงจตุกกะที่ ๒ ที่ ๓ เป็นลำดับไป แม้เพียงแต่จตุกกะที่ ๑ นี้ ก็มีคำอธิบายและเรื่องที่ต้องปฏิบัติอย่งือดยาว และทั้งเป็นการปฏิบัติที่สมบูรณ์ขั้นหนึ่ง อยุ่ในตัวเอง หรือผุ้ปฏิบัติอาจจะยักไปสู่การปฏิบัติที่เป็นวิปัสสนาโดยตรงต่อไป โดยไม่ต้องผ่านจตุกกะที่ ๒ ที่ ๓ ก็เป็นสิ่งที่กระทำได้ ฉะนั้น จึงเป็นการสมควรที่จะได้วินิจฉัยในจตุกกะที่ ๑ นี้ โดยละเอียดเสียขั้นหนึ่งก่อน

           การหายใจยาว และสั้นจะต้องมีการฝึกเตรียมตัว อาจจะเริ่มจากการฝึกหายใจยาวกระทั้งทรุ้ว่า จะต้องนั่งตัวตรงจริงๆ จึงจะหายใจได้ยาวถึงที่สุดจริงๆ และเมื่อหายใจเข้าถึงที่สุดจริงๆ นั้นจะมีอาการปรากฏว่าส่วนท้องแฟบถึงที่สุ ส่วนโครงอกพองออกถึงที่สุด และโดยนัยตรงกันข้าม เมื่อหายใจออกถึงที่สุด ก็จะปรากฏว่าท้องป่องออกไป ส่วนโครงอกแฟบ อย่างนี้จึงเรียกว่ายาวถึงที่สุดจริงๆ มีความมหายอยู่ตรงที่ว่ามีการหายใจทั้งยาว ทั้งนาน ในการหายใจสั้นจะมีอาการตรงกันข้าม

        หายใจนาน พระอรรถกถาจารย์แนะให้สังเกตการณ์หายใจของสัตว์ ๒ ประเภท เช่น ช้าง มีระยะหายใจนานกว่าสัตว์ประเภทหลัง เช่น หนู หรือกระต่าย การกำหนดเอาเวลาเป็นหลักเช่นนี้ แม้จะเรียกว่าหายใจช้าหรือเร็วก็ตาม ผลย่อมเป็นอย่างเดียวกันกับคำว่าหายใจยาวหรือสั้น กล่าวเฉพาะในการปฏิบัติการกำหนดลมหายใจ

        สิ่งที่ต้องสังเกตในความแตกต่างอีกย่างหนึ่ง ก็คือ “การหายใจเบา” หรือ “หนัก” หยาบ” หรือละเอียด” ถ้าหากลมกระทบพื้นผิวแห่งช่องหายใจรุนแรง ก็เรียกว่าหายใจหนักหรือหยาบ ถ้าหากกระทบพื้นผิวเหล่านั้นไม่รุนแรง หรือถึงกับว่าไม่รู้สึกว่ากระทบก็เรียกว่าหายใจเบาหรือละเอียด อาการทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นสิ่งที่ควรศึกษาให้เข้าใจอย่างยิ่ง

             การกำหนดลมหายใจ

             ลมหายใจที่สั้นหรือยาว นี้ ย่อมขึ้นอยุ่กับอารมณ์ทางจิตและความผันแปรทางร่างกายหรืแม้ที่สุด เพียงแต่การไปสนใจมันเข้าเท่านั้น มันก็ทำให้การหายใจนั้น สั้นหรือยาวออกไปได้กว่าเดิม เพราะฉะนั้นในชั้นแรกเราจะต้องสังเกตความสั้นยาว ที่มันเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อม .ซึ่งกำลังแวดล้อมอยู่ในขณะนั้น เช่นถ้าอารมณ์ปกติดี การหายใจก็ยาวกว่าเมื่อมีอารมณ์ร้ายเช่น ความโกรธเป็นต้นเข้าครอบงำ หรือเมื่อร่างกายสบายดี ลมหายใจก็ยาวกว่าเมื่อร่างกายกำลังผิดปรกติ เพราะความเหน็ดเหนื่อย เป็นต้น

           แม้ลมหายใจจะมีอาการอยุ่อย่างนั้น อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่พอเราไปตั้งใจทำการกำหนดมันเข้ามันก็จะต้องยาวกว่านั้นอีกเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้จักสังเกตความพลิกแพลงของลมหายใจในลักษณะอย่างนี้ด้วย จึงจะกำหนดความยาวหรือสันได้โดยถูกต้อง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็กำหนดได้ว่า มันยาวกว่ากันเท่าไร ก็กำหนดได้ว่ามันยาวกว่ากันเท่าไร แล้วทำการกำหนดไปเป็นเวลานานพอสมควร ก็จะรุ้จักความสั้นยาวที่แน่นอนยิ่งขึ้น

           ในขั้นแรกๆ ควรจะหัสหายใจให้หยาบที่สุด ให้ยาวที่สุด เพื่อให้กำหนดได้โดยง่ายว่าลมหายใจตนเองเป็นอย่างไร..ทางที่มันกระทบนั้น ถูกมันกระทบอย่างไร.. กำลังกระทบอยู่ที่ตรงไหน.. มีอาการเหมือนกับว่ามันไปสุดลงที่ตรงไหน... หยุดอยู่ที่ตรงไหน..นานเท่าไร แล้วจงหายใจกลับออกมาหรือกลับเข้าไปก็ตาม แล้วแต่กรณี ถ้าหายใจเบาหรือละเอียดไปตั้งแต่ที่แรก ก็ไม่มีทางที่จะสังเกตสิ่งเหล่านั้นได้ ทำให้กำหนดลมหายใจตนได้โดยยากหรือถึงกับล้มเหลวไปก็ได้ ทางที่ดียิ่งไปอีก คือควรจะหายใจให้หยาบหรือหนัก จนหรทั้งเกิดมีเสียงได้ยินทางหู ขึ้นมาด้วยส่วนหนึ่ง

           โดยแท้จริงแล้ว คำว่า “การกำหนดลมหายใจ” นั้น เป็นการกำหนดที่พื้นผิวที่ลมกระทบนั้น มากกว่าที่จะกำหนดที่ตัวลม เพราะลมเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน กำหนดยาก แต่เมื่อมันกระทบพื้นผิวซึ่งเมไปด้วยเส้นประสาทเขาที่ตรงไหน ก็เป็นการง่ายที่จะกำหนดว่าลมกำลังอยู่ที่นั่นหรือเดินไปถึงไหน ...การฝึกหายใจยาวหรือหนัก จนเคยชินเป็นนิสัย ยังมีประโยชน์ทางอนามัยแก่ร่างกายด้วย  

- อานาปานสติภาวนา พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) หน้า ๔๑-๔๔