เมื่อวานไปดูหนังเรื่อง Wonder ...หนังที่ไม่คิดจะดูแต่แรกแต่ที่สุดก็เอ๊าลองดูพอไปดูก็ค้นพบว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ละเมียดละไมที่สุดที่เคยดูมาได้ทั้งหัวเราะร้องให้ไปกับเรื่อง  ... ควรดูมากๆ  หนังเป็นเรื่องราวของเด็กชายออกี้ ที่มีความปรกติของใบหน้าที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดต้องผ่านการผ่าตัดหน้ากว่า 27 ครั้ง  ด้วยการต้องผ่าตัดบ่อยๆและเกรงว่าลูกจะมีปัญหาที่โรงเรียนพ่อแม่เลยเลือกที่ Home School เด็กคนนี้คือแม่สอนเองเลยแต่เนื่องจากเด็กเริ่มโตขึ้นก็จำเป็นต้องเข้าโรงเรียน 

ก่อนเดินเข้าโรงเรียนไปเรียนชั้นป. 5 พ่อสอนออกี้ว่าถ้าเป็นวิชาอื่นเวลาครูถามยกมือแค่ครั้งเดียวต่อชั้นแต่พอถึงชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งที่ออกี้ถนัดที่สุดให้ยกมือตอบตอบเข้าไปเอาให้เด่นไปเลย ... 

วางกลุยทธ์กันน่ารักมากๆ

เมื่อไปโรงเรียนแน่นอนครับไม่มีใครทักมีแต่คนกลัวก็เด็กๆนั่นเองเจอเพื่อนแกล้งเพื่อนรังเกียจ  จนกระทั่งทุกคนต่างเจอความเครียดหมดไม่ว่าจะเป็นออกี้เองพี่สาวหรือพ่อแม่พี่สาวเองก็ถูกเพื่อนรักที่คนกันมาตั้งแต่อนุบาลเลิกคบ  

แต่ออกี้ที่โดดเดี่ยวก็พยายามมองทุกอย่างอย่างมีความหวัง  ไม่มีใครคบก็พยายามสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนรอบๆตัวด้วยการใช้จุดแข็งของตนเองที่เก่งวิทยาศาสตร์ ...ออกี้เริ่มมีเพื่อน 

แน่นอนต่อมาก็ยังถูกเพื่อนหักหลังกลั่นแกล้งครูก็เข้ามาช่วยแต่เรื่องนี้กลับไม่ Drama มากเหมือนในหนังทั่วไปไม่ว่าใครผิดใครทำครูใหญ่จะพยายามทำความเข้าใจท่านบอกว่าเบื้องหลังของคนทำผิดก็ล้วนมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น 

แน่นอนครับทุกอย่างคลี่คลายไปเรื่องออกี้ได้รับการยอมรับมากขึ้นพี่สาวก็ชีวิตเปลี่ยน  แน่นอนออกมาดีเหมือนหนังทั่วไปไม่ต้องห่วงผมไม่อยาก Spoil หนังไปดูกันนะครับ

แต่ผมอยากถอดบทเรียนของหนังเรื่องนี้มากๆๆๆ

เพราะพอผมดูผมเห็นเลยว่าเรื่องนี้ถ้ามองในเชิง Positive Pscyhology หนังกำลังสอนให้เรามองเรื่อง Character Strengths and Virtues หรือจุดแข็งเชิงบุคลิกภาพและคุณธรรม ...เรียกกันย่อๆว่า Character Strengths  

เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของวงการจิตวิทยาครับอาจารย์ Martin Saligman และอาจารย์ Christ Patterson ท่านมองเห็นช่องโหว่ในแวดวงการประเมินบุคลิกภาพทางจิตวิทยาครับคือมีแต่คู่มือประเมินว่าคนเราจะมีปัญหาอะไรบ้างแต่ไม่มีคู่มือประเมินจุดแข็งของคน ...จะดีกว่าไหมถ้ามนุษย์เราจะรู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งอะไรจุดที่แข็งที่ซ่อนเร้นอยู่ตรงไหนมันคืออะไรมีอะไรที่สามารถต่อยอดไปใช้พัฒนาศักยภาพตัวเองให้เข้มแข็งเบ่งบานไปได้หรือไม่ ...ไม่มีครับ   อาจารย์ทั้งสองเลยพัฒนาแบบสอบถามที่ผมว่าสุดยอดมากโดยการไปวิจัยจุดแข็งของคนทั่วโลกอ่านตำราคำภีร์แม้กระทั่งหนัง Pokemon เพื่อดูว่าบุคลิกภาพที่คนในทุกสังคมทุกศาสนายอมรับมีอะไรบ้าง  ...ท่านพบว่า มีอยู่ 24 แบบและจัดเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้ครับ  

ตอนนี้มี Website ให้คุณสามารถเข้าไปประเมินตนเองได้ฟรี (มีเสียตังค์ด้วยจะมีข้อแนะนำให้ผมทำแบบเสียตังค์ครับละเอียดดีเอามาเป็นคู่มือชีวิตได้เลย)

เข้าไปที่นี่ครับ  http://www.viacharacter.org/ww...


ถ้าคุณทำแบบสอบถามมันจะจำแนกให้คุณเห็นจุดแข็งหลักของคุณ 4-5 ตัวกลุ่มนี้เรียกว่า Signature Strengths รองลงไปจะเป็น Middle Strengths   สุดท้ายจะเป็น Lesser Strengths กลุ่มนี้คุณจะมีน้อยหน่อย

เราสามารถเอาจุดแข็งหลักของเราไปแก้ไขสถานการณ์อะไรก็ได้ในชีวิตครับ   คุณต้องดึงมาใช้เรียนรู้มันบ่อยๆ  ส่วนจุดแข็ง Middle Strengths นี่คุณเอามาใช้ตามสถานการณ์  ส่วนสุดท้ายคือ Lesser Strengths นี่บางที่คุณไม่ค่อยใช้และบางทีสร้างปัญหาให้คุณ ...ตัวนี้ต้องพัฒนาหรือไม่ก็แทนด้วย Signature Strengths หรือไม่ก็เอา Signature Strengths และ Middle Strengths มาพัฒนาหรือใช้แทนไปเลย  

เอาเป็นว่า Character Strengths เป็นจุดแข็งเชิงบุคลิกภาพและคุณธรรมที่ได้รับการยอมรับจากวัฒนธรรม  

เมื่อได้รับการยอมรับคุณจะประสบความสำเร็จ  

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะดึงจุดข็งมาใช้บางครั้งมีแต่ไม่เอามาใช้หรือเอามาใช้ไม่ถูกจังหวะหรือไม่พัฒนาต่อยอดให้ลุ่มลึกพอคุณอาจเกิดภาวะการใช้มากไป (Overused) หรือใช้น้อยไป (Underused)  

เช่นคุณมี Social Intelligence มากๆนั่นคือการรู้แรงจูงใจของคนและรู้วิธีการที่จำทำให้คนอื่นรู้สึกดี ...  ถ้า Overused ก็ใช้ไปในทางทุจริตเคยเห็นคนเก่งสังคมมากๆแล้วติดคุกไหมครับ ..มีครับ เคยสอบได้ที่หนึ่งของประเทศ ตอนนี้ติดคุกหัวโตเพราะ Overused ไป ..  

หรือมี Leadership นั่นคือกระตุ้นให้ทีมลงมือทำ ...แต่แค่บางทีมครับทีมที่คุณสนใจเท่านั้นทีมอื่นปล่อยปละละเลย ..บางบริษัทสนใจเฉพาะฝ่ายบัญชีเก็บตัวเลขควบคุมต้นทุน...แต่ไม่เคยสนใจหัวใจทีมขายเลย ..ที่สุดทีมขายออกบริษัทรายได้ลด ...นี่ครับ Underused ชัดๆ    

เราต้องเอามาใช้ให้ถูกที่ถูกทางถูกกาลเทศะถึงจะไปไกล 

มาเข้าเรื่องครับ ...

ผมว่าเรื่อง Wonder สอนเราให้รู้จักหาและรู้จัก Character Strenghts ให้ถูกที่ถูกทาง  

เป็นที่สุดๆของที่สุดของการสอนเรื่องนี้เลยมาดูกันครับว่าอย่างไร 

อย่างแรกเลยคุณพ่อเห็นออกี้มีจุดเด่นด้านวิทยาศาสตร์คือชอบวิทยาศาสตร์รักการเรียนรู้ในวิทยาศาสตร์มากๆนี่คือจุดแข็งหนึ่งที่ถ้าออกี้มาทำแบบสอบถามนี้น่าจะตกอยู่ที่กลุ่ม Love of Learning  ตรงนี้น่าจะเด่น ...

ตัวนี้เองครับที่พ่อให้เขาใช้มากที่สุดทำให้เขาสามารถดึงเพื่อนเก่งๆมาร่วมวงได้  ผมว่าพ่อเขาเก่งมากๆ  

Love of Learning เป็นเรื่องของการรักการเรียนรู้ครับ Love of Learning นี่เป็นคนที่มีลักษณะที่เชี่ยวชาญความรู้ทักษะใหม่ๆด้วยการที่เขาจะพัฒนาต่อยอดความรู้ของตนเองอย่างเป็นระบบ  ไม่ต้องให้มีใครบังคับ    ออกี้ ต่อเติ่มความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของตนเองมาตั้งแต่เล็กเพราะมีความฝันว่าอยากเป็นนักบินอวกาศและที่บ้านพี่สาวและเพื่อนพี่สาวก็เชียร์จะเห็นว่าห้องนอนออกี้เป็นวิทยาศาสตร์หมดและชอบใส่หมวกนักบินอวกาศด้วยสมองของออกี้อยู่กับวิทยาศาสตร์จนเป็นธรรมชาติไปแล้ว   

การที่ออกี้ใช้ตัวนี้ดึงดูดความสนใจของเพื่อน นี่ใช่เลยครับ  

แต่หัวใจของเรื่องผมว่าอยู่ที่จุดแข็งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าไม่ว่าใครที่อยู่รอบตัวออกี้ พ่อแม่ครู ..ถ้าทำแบบสอบถามนี้ผมเชื่อว่าจะมี Signature Strengths  ที่สำคัญเหมือนกันคือ Forgiveness  หรือการให้อภัย  

ผมว่าเรื่องนี้ยิ่งใหญ่ตรงนี้ครับ  

Forgiveness  หรือการให้อภัย   เป็นจุดแข็งที่อยู่ในกลุ่ม Temperance หรือการควบคุมตนเอง  

Forgiveness  หรือการให้อภัย   คือการที่คุณมีความเมตตาการยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของผู้อื่นสุดท้ายก็คือการให้โอกาสกับผู้อื่น 

นี่ถือเป็นคุณธรรมหลักของคนในเรื่องเลย

เขาทำอย่างไรครับ

คนในเรื่องไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่สาวครูจะพยายามดูแลลูกลูกศิษย์ด้วยความเมตตา...

เขาทำอย่างไรเขาจะให้กำลังใจกันครับเขาจะพยายามให้ความช่วยเหลือแบบที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายอึดอัดมีการถามความรู้สึกกันตลอด  ให้โอกาสเผชิญหน้ากับปัญหาแต่ก็พร้อมที่จะดูแลความรู้สึกกันตลอด

และที่สำคัญแม้จะถูกรังแก .. และมีการจับฝ่ายที่รังแกได้ทุกคนกลับพยายามช่วยกันมองว่ามันมีเหรียญสองด้านเสมอ ...ใช่ครับคนที่สร้างปัญหาให้ออกี้ ก็เหมือนกับคนที่สร้างปัญหาให้เรา ..ถ้าเราไปดูลึกๆหนังเรื่องนี้จะชี้ให้คุณเห็นเลย ...เบื้องหลังคนที่มารังแกคนอื่นก็มีความบอบช้ำซ่อนเร้นอยู่บางคนพ่อแม่เลิกกันบางคนพ่อแม่เห็นแก่ตัว   ...บางคนเป็นเด็กยากจน ที่พยายามให้ตัวเองเป็นที่ยมอรับในหมู่ลูกคนรวย...

ใช่ครับไม่มีอะไรมีที่มาทั้งสิ้นและถ้าคุณให้โอกาสเขาอีกครั้ง ...ไม่ใช่งอน..ไม่พูดเลิกคบแม่ง...  ไม่ใช่นะครับให้โอกาสจริงๆ  ทุกคนที่ร้ายๆกับออกี้ก็จะเห็นตัวเองและกลับมาเป็นคนดีเหมือนเดิม

คนที่ร้ายๆจริงๆแล้วอยากดีทุกคนครับขอให้คุณอดทนให้อภัย  

เขาควบคุมสถานการณ์ในชีวิตตัวเองไม่ได้ต่างหาก ถ้าคุณควบคุมตัวเองได้ สถานการณ์ต่างจะเริ่มนิ่งๆ  นั่นก็จะเริ่มทำให้คนที่ร้ายกับคุณควบคุมตัวเองได้ และที่สุดอาจทำให้เขากลับไปควบคุมสถานการณ์ที่เขาเองไม่เคยควบคุมได้ ได้อีกครั้ง  

การให้อภัยมันไปอะไรที่ลึกจริงๆ 

มาที่คุณเองครับ คถ้าคุณให้อภัยแล้วคุณยังรู้สึกว่าคุณควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ต้องถามกลับว่าคุณได้เมตตาคนอื่นจริงๆด้วยการพยายามช่วยเขาหรือไม่ได้ยอมรับความไม่สมมบูรณ์แบบของคนอื่นไหมได้ให้โอกาสเขาจริงๆไหม 

ถ้าได้ทำแล้วยังไม่ work ลองถามตัวเองเอาจุดแข็งอื่นๆของตนเองมาใช้ไหมบางทีต้องผสมไปเรื่องนี้ออกี้ใช้  Love of Learning หรือความสามารถในการเรียนรู้ไปช่วยคนอื่นที่เขาก็ไม่สมบูรณ์แบบเรื่องการเรียนรู้  ที่สุดมันเป็นการเติมเต็มครับ 

และที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ..เพราะได้รับการยอมรับหนทางก็เปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆพอคุณสำเร็จได้ใช้จุดแข็งมากขึ้นเรื่อยๆคนรอบตัวก็พลอยเติบโตก็ด้วยคุณแม่ของออกี้ก็เริ่มเห็นทางสว่างในชีวิตตนเองเพราะท่านเองต้องใช้เกือบทั้งชีวิตทิ้งทุกอย่างมาดูแลออกี้ ตอนนี้ก็ได้เริ่มใช้จุดแข็งของตัวเองแล้ว ...

สุดยอดมากครับ  

เลยถามว่าวันนี้คุณให้อภัยใครหรือยัง

เอาเป็นว่าถ้าชีวิตมันติดขัดอาจเป็นไปได้ว่าคุณยังไม่ค้นพบจุดแข็งตนเองหรือเอามาใช้มากไปหรือน้อยไป ...

วิธีการที่ผมอยากเสนอแนะมีง่ายๆครับ

  1. เข้าไปค้นหาจุดแข็งของตนเองที่นี่
  2. ลองนึกถึงตอนที่คุณทำอะไรสำเร็จชนิดเป็นความภูมิใจในชีวิตเลยคุณใช้จุดแข็งอะไรบ้างแต่ละด้านใช้อย่างไรขั้นตอนมันเป็นอย่างไร ..
  3. ลองตั้งเป้าหมายใหม่แล้วเอาจุดแข็งนั้นมาใช้ซ้ำ
  4. เรียนรู้จาก Idol ในชีวิตที่ดูเป็นต้นแบบของคุณ...ลองศึกษาถอดแบบดูเขามีจุดแข็งอะไรแล้วเขาใช้งานมันอย่างไร
  5. เอามาปรับปรุงการใช้จุดแข็งของคุณ
  6. อะไรทีเป็นปัญหาลองเอาจุดแข็ง Signature และ Middle Strengths มาผสมผสาน ลองใช้ดูแล้วดูผล 
  7. ศึกษาทดลองไปเรื่อยๆครับใช้เวลาสักพักรับปประกันครับชีวิตดีขึ้นแน่นอน


...แล้วมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

สุดท้ายขอบคุณคนทำหนังเรื่องนี้นะครับน่ารักมากๆช่วยกันไปอุดหนุนนะครับ

วันนี้พอเท่านี้เพียงเล่าให้ฟังลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ 

บทความโดยดร.ภิญโญรัตนาพันธุ์ www.aithailand.org