40. ตัวตนที่แท้เท่านั้น มีอยู่จริง

ศรี นิสาร์กะทัตตะ มหาราช     -  โลกคือละคร วาววับและวางเปล่า

มันมีอยู่และไม่มีอยู่

มันอยู่ที่นั่นตราบเท่าที่ฉันอยากเห็นมันและมีส่วนร่วมในมัน

เมื่อฉันเลิกสนใจ มันละลายหายไป

มันไม่มีสาเหตุและไม่มีเพื่อวัตถุประสงค์ใด

มันแค่เกิดขึ้นในขณะที่เราใจลอย

มันปรากฏเหมือนที่เห็น แต่ไม่มีความลึกซึ้งในมัน ไม่มีความหมายในมัน

ผู้ชมเท่านั้นที่เป็นจริง เรียกเขาว่าตัวตนที่แท้ หรืออาตมา (Atma)

สำหรับตัวตนที่แท้ โลกเป็นเพียงแค่การแสดงที่มีสีสัน ซึ่งเขาสนุกไปกับมันตราบเท่าที่มันคงอยู่ และลืมมันเมื่อการแสดงสิ้นสุดลง

อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นบนเวที ทำให้เขาตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว หรือหัวร่องอหายด้วยความขบขัน แต่ตลอดเวลา เขาตระหนักว่า มันเป็นแค่การแสดง

เขาสนุกไปกับมันตามที่มันเกิดขึ้น โดยไร้ความต้องการหรือความกลัว

 

ถาม  บุคคลที่ชุ่มแช่อยู่ในโลก มีชีวิตที่เต็มไปด้วยรสชาติหลากหลาย

เขาร้องไห้ เขาหัวเราะ เขารักและเกลียด เขาต้องการและหวาดกลัว เขาทนทุกข์และเปรมปรีดิ์

ท่านผู้รู้ที่ไร้ความต้องการและไร้ความกลัว จะมีชีวิตแบบใดกัน?

เขาจะไม่รู้สึกค้างเติ่งและแห้งแล้งในการปลีกตัวของเขาหรือ?

ตอบ  สภาวะของท่านผู้รู้ไม่ได้อ้างว้างขนาดนั้น

มันมีรสชาติของความสุขที่บริสุทธิ์ ไร้สาเหตุ และไม่เจือจาง

ท่านมีความสุขและตระหนักอย่างเต็มเปี่ยมว่าความสุขคือธรรมชาติของท่าน และท่านไม่ต้องทำอะไร หรือพยายามทำสิ่งใดที่จะทำให้ความสุขนั้นคงอยู่

มันติดตามท่านไป เป็นจริงมากกว่าร่างกายของท่าน ใกล้ชิดมากกว่าใจของท่านเอง

เธอจินตนาการว่า ถ้าไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีความสุข

สำหรับฉัน การต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งใดเพื่อให้มีความสุข นั่นแหละคือความทุกข์ยากอย่างยิ่ง

ความเพลิดเพลินและความเจ็บปวดมีสาเหตุ ในขณะที่สภาวะของฉันนั้น ฉันเป็นเจ้าของ ไร้สาเหตุ เป็นอิสระ ไม่สามารถทำร้ายฉันได้โดยสิ้นเชิง

 

ถาม  เหมือนละครบนเวทีอย่างนั้นหรือ?

ตอบ  ละครต้องมีผู้เขียน มีการวางแผน และมีการซ้อม

โลกแค่อุบัติขึ้น เกิดจากความไม่มีอะไร และดับลงสู่ความไม่มีอะไร

 

ถาม  มันไม่มีผู้สร้างหรอกหรือ?

โลกไม่ได้อยู่ในใจของ Brahma ก่อนที่มันจะถูกสร้างหรอกหรือ?

ตอบ  ตราบใดที่เธอยังอยู่ภายนอกสภาวะของฉัน เธอจะมีผู้สร้าง ผู้รักษา และผู้ทำลาย แต่ถ้าเธออยู่ในสภาวะเดียวกับฉัน เธอจะรู้จักแต่ตัวตนแท้จริงเท่านั้น และจะเห็นความเป็นเธอในทุกสรรพสิ่ง

 

ถาม  แต่อย่างไรก็ดี ท่านก็ทำหน้าที่

ตอบ  เวลาเธอเวียนหัว เธอเห็นโลกวิ่งเป็นวงกลมรอบเธอ

เวลาเธอหมกมุ่นกับแนวคิดของวิธีการและจุดหมาย แนวคิดของการทำงานและวัตถุประสงค์ เธอจะเห็นฉันทำหน้าที่อย่างชัดเจน

ในความเป็นจริง ฉันแค่มอง

อะไรที่เสร็จสิ้นลง เสร็จสิ้นลงบนเวที

ความปิติยินดีและความเศร้าโศก ชีวิตและความตาย ล้วนเป็นจริงสำหรับคนที่ยึดติด สำหรับฉัน ทั้งหมดล้วนอยู่ในการแสดง ไร้ความเป็นจริงเหมือนกับการแสดงนั้น

ฉันอาจเข้าใจโลกเหมือนที่เธอเข้าใจ แต่เธอเชื่อว่าเธออยู่ในโลก ในขณะที่ฉันเห็นมันเป็นเพียงหยดน้ำสีรุ้งในพื้นที่กว้างใหญ่ของความรู้ตัว

 

ถาม  เราล้วนเคลื่อนไปสู่ความแก่

ความแก่ไม่น่ารื่นรมย์ – เต็มไปด้วยความเจ็บและความปวด ความอ่อนแอและความเข้าใกล้จุดจบ

ในฐานะของผู้ชรา ท่านผู้รู้มีความรู้สึกอย่างไร?

ตัวตนภายในของท่านมองดูความชราของตนอย่างไร?

ตอบ  เมื่อท่านผู้รู้อายุมากขึ้น ท่านจะยิ่งมีความสุขและความสงบมากขึ้น

เพราะท่านกำลังเดินทางกลับบ้าน

เหมือนนักเดินทางที่เข้าใกล้จุดหมาย และเริ่มรวบรวมสัมภาระ ท่านลงจากรถไฟโดยไม่มีความเสียใจใดๆเลย

 

ถาม  ตรงนี้มันขัดแย้งกับที่เราเคยได้ยินมา

เรารู้มาว่า ท่านผู้รู้นั้น อยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงทั้งปวง

ความสุขของท่านไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง

แล้วท่านจะมีความสุขมากขึ้นเพราะอายุมากขึ้นได้อย่างไร แถมร่างกายก็อ่อนแอ และอื่นๆอีก?

ตอบ  มันไม่ขัดแย้งกันหรอก

วงล้อแห่งโชคชะตาเข้าใกล้จุดจบ – ใจย่อมมีความสุข

หมอกแห่งการมีอยู่ของร่างกายถูกยกขึ้น – ภาระของร่างกายน้อยลงๆ ในแต่ละวัน

 

ถาม  สมมติว่าท่านผู้รู้ล้มป่วย 

เขาเป็นไข้หวัดและทุกข้อต่อในร่างกายเจ็บปวดแสบร้อน

สภาวะของใจท่านจะเป็นอย่างไร?

ตอบ  ทุกความรู้สึกจะถูกใคร่ครวญด้วยความสงบใจอย่างสมบูรณ์แบบ

ไม่มีความต้องการหรือการผลักไส

มันเป็นอย่างที่มันเป็น แล้วท่านก็มองดูมันด้วยรอยยิ้มของการปล่อยวางที่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก

 

ถาม  ท่านอาจปล่อยวางจากความทุกข์ของท่านได้ แต่ความทุกข์นั้นก็ยังอยู่

ตอบ  มันยังอยู่ แต่มันไม่สำคัญ

ไม่ว่าฉันจะอยู่ในสภาวะเช่นใด ฉันเห็นมันเป็นแค่สภาวะของใจ และยอมรับอย่างที่มันเป็น

 

ถาม  ความเจ็บปวดก็คือความเจ็บปวด ท่านก็ต้องรู้สึกเจ็บปวดอยู่ดี

ตอบ  บุคคลที่มีความรู้สึกว่ามีร่างกาย ย่อมรู้สึกถึงความเจ็บปวดและความเพลิดเพลินของมัน

ฉันไม่ได้เป็นร่างกาย และฉันก็ไม่ใช่ผู้ที่รู้สึกว่ามีร่างกาย

 

ถาม  สมมติว่าท่านอายุ 25 ปี

ท่านถูกจับแต่งงานแบบคลุมถุงชน และท่านต้องดูแลครอบครัว

ท่านจะรู้สึกอย่างไร?

ตอบ  เหมือนที่ฉันรู้สึกอยู่ตอนนี้

เธอพูดแล้วพูดอีกว่าสภาวะภายในของฉันถูกหล่อหลอมโดยเหตุการณ์ภายนอก

มันไม่ใช่อย่างนั้น

ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ฉันยังอยู่

รากฐานของความมีอยู่เป็นอยู่ของฉันคือความตระหนักที่บริสุทธิ์ เป็นประกายเล็กๆของแสงที่มีความเข้มสูง

ประกายเล็กๆนี้ โดยธรรมชาติของมัน มันเปล่งแสงและสร้างรูปภาพในที่ว่าง และสร้างเหตุการณ์ในห้วงแห่งเวลา – อย่างไร้ความพยายามและอย่างเป็นธรรมชาติ

ตราบใดที่มันแค่ตระหนัก ก็จะไม่มีปัญหา

แต่เมื่อใจซึ่งชอบแบ่งแยก ก่อตัวขึ้นมา และสร้างความแตกต่าง เมื่อนั้นความเพลิดเพลินและความเจ็บปวดก็จะเกิดขึ้น

ระหว่างการหลับ ใจจะหยุดพักชั่วคราว ความเพลิดเพลินและความเจ็บปวดก็เช่นกัน

กระบวนการของการรังสรรค์จะดำเนินต่อไป แต่ไม่มีการสังเกตเห็น

ใจคือรูปแบบของความรู้ตัว และความรู้ตัวคือแง่มุมของชีวิต

ชีวิตสร้างทุกอย่าง แต่ธรรมชาติสูงสุดนั้นอยู่เหนือทุกสิ่ง

 

ถาม  ธรรมชาติสูงสุดคือเจ้านาย และความรู้ตัว – คือข้ารับใช้

ตอบ  เจ้านายอยู่ภายในความรู้ตัว ไม่ได้อยู่เหนือความรู้ตัว

ในแง่ของความรู้ตัว ธรรมชาติสูงสุดเป็นทั้งการสร้างและการสิ้นสุด เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม เป็นทั้งจุดรวมและความเป็นสากล

และมันไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นด้วยเช่นกัน

ถ้อยคำหรือใจ ไม่สามารถเข้าไปถึงที่นั่นได้

 

ถาม  ท่านผู้รู้ น่าจะเป็นคนที่โดดเดี่ยวมาก อยู่กับตัวเองเท่านั้น

ตอบ  ท่านผู้รู้อยู่คนเดียว แต่ท่านคือทุกสิ่ง

ท่านไม่ได้เป็นแม้การมีอยู่เป็นอยู่

ท่านคือความมีอยู่เป็นอยู่ของทุกสิ่ง

และแม้อย่างนั้นก็ยังไม่ใช่

ไม่มีถ้อยคำใดจะนำมาใช้ได้

ท่านเป็นอย่างที่ท่านเป็น ท่านเป็นพื้นดินที่รองรับการเติบโตของทุกสิ่ง

 

ถาม  ท่านไม่กลัวที่จะตายหรือ?

ตอบ  ฉันจะเล่าให้เธอฟังว่าคุรุของคุรุของฉันตายอย่างไร

หลังจากท่านประกาศว่าวันตายของท่านใกล้เข้ามาแล้ว

ท่านหยุดรับประทานอาหาร โดยไม่เปลี่ยนกิจกรรมที่ท่านทำในชีวิตประจำวัน

สิบเอ็ดวันต่อมา ในช่วงเวลาที่ท่านสวดมนต์ ท่านกำลังร้องเพลงและปรบมืออย่างแรง และตายในทันใด

อย่างนั้นแหละ ระหว่างสองการเคลื่อนที่ เหมือนทียนที่ถูกเป่าให้ดับ

ทุกคนตายในขณะที่มีชีวิต

ฉันไม่กลัวความตาย เพราะฉันไม่กลัวชีวิต

ฉันมีชีวิตที่มีความสุข และจะตายอย่างมีความสุข

ความทุกข์ยากคือการเกิด มิใช่การตาย

ทั้งหมดขึ้นอยู่ว่าเธอมองดูมันอย่างไร

 

ถาม  มันไม่มีหลักฐานบ่งบอกสภาวะของท่านเลย

ทั้งหมดที่ผมรู้เกี่ยวกับมันคือ สิ่งที่ท่านบอก

ทั้งหมดที่ผมเห็นคือชายชราที่น่าสนใจมาก

ตอบ  เธอต่างหากคือชายชราที่น่าสนใจ ไม่ใช่ฉัน

ฉันไม่เคยเกิดมา แล้วฉันจะแก่ชราได้อย่างไร?

ความเป็นฉันที่เธอเห็น มีอยู่แค่ในใจของเธอ

ฉันไม่เกี่ยว

 

ถาม  แม้ว่านี่เป็นความฝัน ท่านก็เป็นฝันที่ประหลาดที่สุด

ตอบ  ฉันคือความฝันที่สามารถทำให้เธอตื่น

เธอจะมีข้อพิสูจน์เรื่องนี้เมื่อเธอตื่นขึ้น

 

ถาม  สมมติว่ามีข่าวมาถึงท่านว่าผมตาย

บางคนบอกท่านว่า “ท่านรู้จักคนชื่อนี้ไหม? เขาตายแล้ว” 

ท่านจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?

ตอบ  ฉันจะมีความสุขมากที่ได้ต้อนรับเธอกลับบ้าน

ดีใจจริงๆที่ได้เห็นเธอก้าวออกจากความโง่เขลานี้

 

ถาม  ความโง่เขลาในเรื่องอะไรหรือ?

ตอบ  ความโง่เขลาที่เธอคิดว่า เธอเกิดขึ้น และเธอตายไป โง่ที่คิดว่าเธอเป็นร่างกายที่แสดงอาการของใจและสิ่งไร้สาระอื่นๆ

ในโลกของฉัน ไม่มีใครเกิดและไม่มีใครตาย

บางคนออกเดินทางและกลับมา บางคนไม่เคยจากไปไหน

มันจะแตกต่างอะไรกัน เพราะพวกเขาเดินทางไปในดินแดนแห่งความฝัน ห่อหุ้มอยู่ในความฝันของตน

การตื่นเท่านั้นที่สำคัญ

การรู้ว่า “ฉันเป็น” และความรัก คือความจริงแท้ นั่นก็พอแล้ว

 

ถาม  วิธีการของผมไม่สัมบูรณ์เท่าไหร่ คำถามของผมก็เช่นกัน

ทั่วแดนตะวันตก ผู้คนต่างแสวงหาบางสิ่งที่เป็นจริง

พวกเขาหันไปหาวิทยาศาสตร์ ซึ่งบอกเขามากมายเกี่ยวกับสสาร บอกน้อยมากเกี่ยวกับใจ และไม่บอกอะไรเลยเกี่ยวกับธรรมชาติและวัตถุประสงค์ของความรู้ตัว

สำหรับพวกเขา ความจริงแท้คือสิ่งเชิงวัตถุ

สิ่งใดที่อยู่นอกเหนือจากการสังเกตได้และอธิบายได้ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอนุมาน แง่มุมเช่นนี้ของความจริงแท้ พวกเขาไม่รู้อะไรเลย

มันจึงมีความสำคัญอย่างสูงสุด ที่จะให้พวกเขารู้ ว่าความจริงแท้มีอยู่ และเราสามารถพบความจริงแท้ได้ในความรู้ตัวที่เป็นอิสระจากสสาร และขีดจำกัดและความบิดเบี้ยวของสสาร

คนส่วนมากในโลก ไม่รู้ว่ามีความจริงแท้ที่จะพบได้และรู้สึกได้ ภายในความรู้ตัว

มันสำคัญมากที่พวกเขาควรได้ยินข่าวดีนี้จากคนที่มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนี้

ผู้มีประสบการณ์เหล่านั้นมีอยู่ และการยืนยันจากปากของท่านเหล่านั้นเป็นสิ่งมีคุณค่าอย่างยิ่ง

ตอบ  แน่นอน คำสอนเกี่ยวกับการบรรลุธรรม เมื่อได้ยินสักครั้งหนึ่ง จะไม่สามารถลืมได้

เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ถูกทิ้งลงบนดิน มันจะรอคอยฤดูกาลที่เหมาะสม และงอก และเติบโต เป็นต้นไม้ใหญ่

 

ศรี นิสาร์กะทัตตะ มหาราช

“I AM THAT”