39. ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ด้วยตัวของมันเอง
ถาม เมื่อผมฟังท่านพูดผมพบว่า มันไม่มีประโยชน์ที่จะถามคำถามกับท่าน
ไม่ว่าจะถามอะไร ท่านก็ถามอย่างเดิมกลับมา และชี้ให้ผมกลับไปที่ข้อเท็จจริงพื้นฐานว่าผมมีชีวิตอยู่ในมายาที่ผมสร้างขึ้นเอง และความจริงแท้ไม่สามารถบรรยายได้ด้วยถ้อยคำ
ถ้อยคำอาจทำให้เกิดความสับสน วิธีที่ดีที่สุดคือค้นหาเงียบๆเข้าไปภายใน
ตอบ ใจนั้นแหละที่สร้างมายาขึ้นมา และใจอีกเช่นกันที่เป็นอิสระจากมายา
ถ้อยคำอาจทำให้มายามีความแรงมากขึ้น แต่ถ้อยคำก็อาจทำให้มายานั้นมลายหายไปได้เช่นกัน
ไม่มีอะไรผิดที่เราจะพูดความจริงแท้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งมันเกิดขึ้นจริงๆ
งานของผู้เป็นแม่ไม่ได้สิ้นสุดลงในวันที่คลอดลูก
แม่เลี้ยงดูป้อนอาหารให้ลูกวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า จนลูกไม่ต้องการแม่อีกต่อไป
บุคคลจำเป็นต้องได้ยินถ้อยคำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้อเท็จจริงพูดกับเขาได้ดังกว่าคำพูด
ถาม ถ้าอย่างนั้น พวกเราคือเด็กที่ต้องถูกป้อนด้วยถ้อยคำเช่นนั้นหรือ?
ตอบ ตราบใดที่เธอให้ความสำคัญแก่ถ้อยคำ เธอยังคงเป็นเด็กอยู่
ถาม เอาละ ถ้าอย่างนั้น ขอให้ท่านเป็นแม่ให้พวกเราด้วย
ตอบ ก่อนที่เด็กทารกจะเกิดขึ้นมา เขาอยู่ที่ไหน?
เขาไม่ได้อยู่กับแม่อยู่แล้วหรอกหรือ?
เพราะเขาอยู่กับแม่อยู่แล้ว เขาจึงเกิดขึ้นมาได้
ถาม แต่ตอนที่แม่เป็นเด็ก แม่ไม่ได้มีลูกอยู่ด้วยอย่างแน่นอน
ตอบ แต่โดยศักยภาพ เธอก็มีความเป็นแม่
จงไปให้เหนือมายาของเวลา
ถาม คำตอบของท่านเหมือนกันตลอด
เหมือนนาฬิกาที่ตีบอกเวลาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตอบ ช่วยไม่ได้
เหมือนดวงอาทิตย์ดวงเดียวกันที่สะท้อนออกมาจากหยดน้ำค้างจำนวนนับล้าน ธรรมชาติที่ไร้กาลเวลาสามารถถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่สิ้นสุด
เมื่อฉันพูดซ้ำๆว่า “ฉันเป็น ฉันเป็น” ฉันแค่ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงข้อเท็จจริงที่มีอยู่ตลอดกาล
เธอเบื่อคำพูดซ้ำๆของฉัน เพราะเธอไม่เห็นความจริงแท้ที่มีอยู่เบื้องหลังคำพูดเหล่านี้
จงสัมผัสมัน และเธอจะพบความหมายที่สมบูรณ์ของทั้งถ้อยคำและความเงียบ
ถาม ท่านพูดว่า เด็กหญิงเล็กๆมีความเป็นแม่ของลูกในอนาคตอยู่แล้วภายในตัว
โดยศักยภาพแล้ว – ใช่ แต่โดยความเป็นจริงแล้ว – ไม่ใช่
ตอบ ศักยภาพจะกลายเป็นความเป็นจริงโดยการคิด
ร่างกายและการงานของมันดำรงอยู่ภายในใจ
.
ถาม และใจคือความรู้ตัวที่กำลังเคลื่อนไหว และความรู้ตัวคือแง่มุมของตัวตนที่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไข (saguna)
ตัวตนที่ไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไข (nirguna) เป็นอีกแง่มุมหนึ่ง และเหนือไปจากนี้คือห้วงแห่งธรรมชาติสูงสุด (paramartha)
ตอบ ถูกต้อง – เธอพูดได้งดงามมาก
ถาม แต่เหล่านี้เป็นแค่ถ้อยคำสำหรับผม
การได้ยินและการพูดคำเหล่านี้ซ้ำๆ ไม่เพียงพอ ผมควรต้องได้สัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตัวเอง
ตอบ ไม่มีอะไรหยุดยั้งเธอนอกจากความหมกมุ่นอยู่กับภายนอก ซึ้งป้องกันไม่ให้เธอโฟกัสอยู่กับภายใน
มันช่วยไม่ได้ เธอจะกระโดดข้ามการปฏิบัติ (sadhana) ของเธอไม่ได้
เธอต้องหันออกจากโลก และเข้าไปภายใน จนกระทั่งภายนอกและภายในหลอมรวมกัน และเธอสามารถไปเหนือการถูกจำกัดด้วยเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอก
ถาม แน่นอนว่าความปราศจากเงื่อนไขเป็นเพียงแค่แนวคิดในใจซึ่งถูกจำกัดด้วยเงื่อนไข
ด้วยตัวมันเอง มันไม่มีอยู่จริง
ตอบ ด้วยตัวมันเอง ไม่มีอะไรที่ดำรงอยู่
ทุกสรรพสิ่งต้องการการไม่มีอยู่ของมัน
การมีอยู่เป็นอยู่ คือความสามารถที่จะจำแนกได้ คือการมีอยู่ที่นี่และไม่ใช่ที่นั่น คือการมีอยู่เดี๋ยวนี้และไม่ใช่ตอนนั้น คือการเป็นฉะนี้และไม่ใช่มิฉะนั้น
เหมือนน้ำที่เปลี่ยนรูปไปตามภาชนะ ทุกสรรพสิ่งก็ถูกกำหนดโดยเงื่อนไข (gunas)
เหมือนน้ำที่ยังคงเป็นน้ำ ไม่ว่าภาชนะของมันจะเปลี่ยนไปอย่างไร เหมือนแสงที่ยังคงเป็นแสงไม่ว่าจะทำให้เกิดสีอะไร ความจริงแท้ก็ยังคงเป็นความจริงแท้ ไม่ว่าจะถูกสะท้อนออกมาในเงื่อนไขแบบไหน
ทำไมต้องจำกัดภาพสะท้อนนั้นให้อยู่แค่โฟกัสของความรู้ตัวด้วยเล่า?
ทำไม่ไม่ไปอยู่กับความจริงแท้เสียเลย?
ถาม ความรู้ตัวเป็นแค่ภาพสะท้อน
มันจะโอบอุ้มความจริงแท้ได้อย่างไร?
ตอบ การรู้ว่าความรู้ตัวและเนื้อหาภายในของมันเป็นแค่ภาพสะท้อน เปลี่ยนแปลง และคงอยู่เพียงชั่วขณะ นั่นคือการโฟกัสของความจริงแท้
การปฏิเสธที่จะเห็นงูในเชือก เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการเห็นเชือก
ถาม แค่จำเป็นเท่านั้นหรือ จะเรียกว่าเพียงพอด้วยได้หรือเปล่า?
ตอบ บุคคลต้องรู้ด้วยว่า เชือกมีอยู่ และมองดูเหมือนงู
ในทำนองเดียวกัน บุคคลต้องรู้ว่าความจริงแท้มีอยู่ และเป็นธรรมชาติของความรู้ตัวที่เฝ้ารู้เฝ้าดู
แน่นอนว่ามันอยู่เหนือความเป็นผู้เฝ้ารู้เฝ้าดู แต่การจะเข้าไปที่นั่น บุคคลต้องตระหนักถึงสภาวะของการเฝ้ารู้เฝ้าดูที่บริสุทธิ์เสียก่อน
การตระหนักถึงเงื่อนไข จะนำบุคคลไปยังธรรมชาติที่ไม่มีเงื่อนไข
ถาม เราจะสามารถรับรู้ธรรมชาติที่ไม่มีเงื่อนไขนี้ได้ไหม?
ตอบ การรู้ว่าธรรมชาติที่มีเงื่อนไขนั้นมีเงื่อนไข เป็นทั้งหมดที่เราสามารถพูดได้เกี่ยวกับความไม่มีเงื่อนไข
การพูดด้วยถ้อยคำเชิงบวก เป็นแค่เบาะแส และทำให้หลงทาง
ถาม เราจะพูดเกี่ยวกับการเฝ้ารู้เฝ้าดูความจริงแท้ได้ไหม?
ตอบ เราจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร?
เราสามารถพูดได้เฉพาะสิ่งที่ไม่จริง สิ่งที่เป็นมายา สิ่งที่คงอยู่ชั่วขณะ สิ่งที่มีเงื่อนไข
การจะไปเหนือจากสิ่งเหล่านี้ เราต้องผ่านทุกสิ่งในภาคเสธ ว่ามันไม่มีอยู่ด้วยตัวเอง
ทุกสรรพสิ่งล้วนมีความพึ่งพาอาศัย
ถาม มันพึ่งพาอาศัยอะไร?
ตอบ มันพึ่งพาอาศัยความรู้ตัว
และความรู้ตัวพึ่งพาอาศัยผู้เฝ้ารู้เฝ้าดู
ถาม และผู้เฝ้ารู้เฝ้าดูพึ่งพาอาศัยความจริงแท้ใช่ไหม?
ตอบ ผู้เฝ้ารู้เฝ้าดูคือภาพสะท้อนของความจริงแท้ในความบริสุทธิ์ทั้งหมดของมัน
มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของใจ
เมื่อใดที่ความแจ่มชัดและการปล่อยวางโดดเด่น ความรู้ตัวที่เป็นผู้เฝ้ารู้เฝ้าดูจะเริ่มมีขึ้น
มันเหมือนกับพูดว่า ที่ใดที่น้ำใสสะอาดและนิ่ง ภาพสะท้อนของดวงจันทร์จะปรากฏ
หรือเหมือนแสงสว่างที่ปรากฏในรูปของประกายภายในเพชร
ถาม เป็นไปได้ไหมที่จะมีความรู้ตัวโดยไม่มีความเป็นผู้เฝ้ารู้เฝ้าดู?
ตอบ ถ้าไม่มีผู้เฝ้ารู้เฝ้าดู มันจะกลายเป็นความไม่รู้ตัว แค่มีชีวิตไปวันๆ
ผู้เฝ้ารู้เฝ้าดูจะแอบแฝงอยู่ในทุกสภาวะของความรู้ตัว เหมือนกับแสงที่แอบแฝงอยู่ในทุกสีสัน
เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความรู้โดยไม่มีผู้รู้ และผู้รู้จะมีไม่ได้ถ้าไม่มีการเฝ้ารู้เฝ้าดู
มันไม่ใช่แค่เธอรู้ แต่เธอรู้ว่าเธอรู้
ถาม ถ้าสิ่งที่ไม่มีเงื่อนไข เป็นสิ่งที่ไม่สามารถรู้ได้ด้วยประสบการณ์ เพราะทุกประสบการณ์ล้วนมีเงื่อนไข แล้วจะพูดถึงมันทำไม?
ตอบ ความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีเงื่อนไขจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่มีสิ่งไร้เงื่อนไข?
มันต้องมีแหล่งกำเนิด ซึ่งทั้งหมดนี้หลั่งไหลออกมาจากตรงนั้น เป็นพื้นฐานที่รองรับทุกอย่าง
การบรรลุธรรม เป็นความรู้เกี่ยวกับเงื่อนไขของเรา และความตระหนักว่า เงื่อนไขหลากหลายจำนวนนับไม่ถ้วน ขึ้นอยู่กับความสามารถจำนวนนับไม่ถ้วนของเราที่จะรับเอาเงื่อนไข และก่อตัวขึ้นเป็นความหลากหลาย
สำหรับใจภายใต้เงื่อนไข สภาวะไร้เงื่อนไขปรากฏในลักษณะของความเป็นทั้งสิ้น และการไม่มีอยู่ของทุกสิ่ง
ดังนั้น สภาวะไร้เงื่อนไขจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถรับรู้ได้ในลักษณะของประสบการณ์ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่
ถาม มันไม่ใช่ความรู้สึกใช่ไหม์
ตอบ ความรู้สึกเป็นแค่สภาวะหนึ่งของใจ
ร่างกายที่แข็งแรง ไม่เรียกร้องหาความสนใจ เช่นเดียวกับสภาวะไร้เงื่อนไข ไม่มีประสบการณ์
ยกตัวอย่างประสบการณ์ของความตาย
คนธรรมดากลัวที่จะตาย เพราะเขากลัวการเปลี่ยนแปลง
ท่านผู้รู้ (jnana) ไม่กลัว เพราะใจของท่านตายไปแล้ว
ท่านไม่คิดว่า “ฉันมีชีวิตอยู่”
ท่านรู้ว่า “ชีวิตมีอยู่”
มันไม่มีการเปลี่ยนแปลงภายในนั้น และไม่มีความตาย
ความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในเวลาและที่ว่าง
ในธรรมชาติซึ่งไม่มีทั้งเวลาและที่ว่าง จะมีความตายได้อย่างไร?
ท่านผู้รู้ได้ตายไปแล้วทั้งจากชื่อและรูปร่าง
แล้วการสูญเสียชื่อและรูปร่างจะส่งผลต่อท่านได้อย่างไร?
บุคคลในรถไฟเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แต่บุคคลที่ก้าวลงมาจากรถไฟแล้ว ไม่ได้ไปที่ไหน เพราะท่านไม่ถูกผูกมัดด้วยจุดหมายปลายทาง
ท่านไม่มีที่ไหนที่จะไป ไม่มีอะไรที่จะทำ ไม่มีอะไรที่จะเป็น
บุคคลที่มีแผน จะเกิดมาเพื่อทำตามแผน
บุคคลที่ไม่มีแผน ไม่จำเป็นต้องเกิด
ถาม อะไรคือวัตถุประสงค์ของความเจ็บปวดและความเพลิดเพลิน?
ตอบ มันมีอยู่ด้วยตัวของมันเอง หรือมันมีอยู่แค่ในใจ?
ถาม แต่มันก็มีอยู่ จะในใจหรือไม่ก็ตาม
ตอบ ความเจ็บปวดและความเพลิดเพลิน เป็นแค่อาการ เป็นผลจากความรู้ที่ผิด และอารมณ์ความรู้สึกที่ผิด
สิ่งที่เป็นแค่ผล ไม่สามารถมีวัตถุประสงค์ของมันเองได้
ถาม ในเศรษฐศาสตร์ของพระเจ้า ทุกอย่างต้องมีวัตถุประสงค์
ตอบ เธอพูดถึงพระเจ้าอย่างง่ายๆ แล้วเธอรู้จักพระเจ้าหรือเปล่า?
สำหรับเธอ พระเจ้าคืออะไร?
คือเสียงที่เธอพูด หรือถ้อยคำในกระดาษ หรือแนวคิดในใจ?
ถาม ด้วยพลังของพระเจ้า ผมเกิดขึ้นและมีชีวิตอยู่
ตอบ และทนทุกข์ และตาย เธอดีใจไหม?
ถาม มันอาจเป็นความผิดของผมเองที่ผมทนทุกข์และตาย
ผมถูกสร้างขึ้น เพื่อจะมีชีวิตนิรันดร์
ตอบ ทำไมความเป็นนิรันดร์จึงเป็นสิ่งอนาคตสำหรับเธอ ไม่ใช่สิ่งในอดีต?
อะไรที่มีการเริ่มต้น ต้องมีการสิ้นสุด
มีเพียงสิ่งไร้การเริ่มต้นเท่านั้น ที่ไม่มีการสิ้นสุด
ถาม พระเจ้าอาจเป็นแค่มโนทัศน์ เป็นทฤษฎีที่ใช้งานได้
และเป็นมโนทัศน์ที่มีประโยชน์มากๆด้วย
ตอบ การจะเป็นเช่นนี้ มันต้องอิสระจากความขัดแย้งภายใน ซึ่งมันไม่เป็นอย่างนั้น
ทำไมไม่ใช้ทฤษฎีที่ว่า เธอเป็นทั้งสิ่งถูกสร้างและผู้สร้าง
อย่างน้อยมันไม่มีพระเจ้าภายนอกเข้ามาให้วุ่นวาย
ถาม โลกนี้ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความหลากหลาย – ผมจะสร้างมันได้อย่างไร?
ตอบ เธอรู้จักตัวเองมากพอที่จะรู้ว่าอะไรที่เธอทำได้ อะไรที่เธอทำไม่ได้ หรือเปล่า?
เธอไม่ร้ำนาจของตัวเธอเอง
เธอไม่เคยสืบค้น เริ่มต้นด้วยตัวเธอเอง เดี๋ยวนี้เลย
ถาม ทุกคนเชื่อในพระเจ้า
ตอบ สำหรับฉัน เธอคือพระเจ้าของเธอเอง
แต่ถ้าเธอคิดเป็นอย่างอื่น ก็จงคิดอย่างนั้นไปจนถึงจุดจบ
ถ้าหากมีพระเจ้า แสดงว่าทุกสิ่งเป็นของพระเจ้า และทุกสิ่งเป็นไปอย่างดีที่สุดแล้ว
จงต้อนรับทุกสิ่งที่เข้ามาด้วยใจที่เบิกบานและเต็มไปด้วยความขอบคุณ
และรักทุกสรรพสัตว์ สิ่งนี้จะนำเธอไปถึงตัวตนที่แท้เช่นเดียวกัน
ศรี นิสาร์กะทัตตะ มหาราช
“I AM THAT”