การศึกษาในยุค 4.0


นักศึกษาส่งภาพตัดข่าวหนังสือพิมพ์เรื่องนี้มาให้ แล้วขอให้ผมได้ “วิจารณ์” ผมอ่านจบ จึงตอบกลับว่าเดี๋ยวจะ “วิพากษ์” ให้นะครับ ....ก็เลยได้มีข้อคิดเห็นอย่างนี้ว่า

นโยบาย เป็นเรื่องไฟไหม้ฟาง มาแล้วก็ไปตามนักการเมืองหรือผู้บริหารประเทศ นโยบายมากมายผุดขึ้นแล้วก็หมดไปเหมือนดอกเห็ดตามฤดูกาล 4.0 ก็ไม่ต่างกัน ผู้บริหารระดับรัฐมนตรีหรือระดับกระทรวง หลายครั้งก็เป็นตัวถ่วงพัฒนาการการศึกษา เพราะนโยบายหลายอย่างก็ไม่สามารถปฏิบัติให้เห็นผลได้จริง กลายเป็นเพียงผลงานการสร้างภาพ ที่เปลี่ยนสีห้องเรียนหรือสีอาคารให้หลากสีจนลายตาไปทั่วสารทิศ

“ครู” เน้นผลงาน จะให้ทำอย่างไรได้ เมื่อความก้าวหน้าของครูหรือขั้นเงินเดือนถูกผูกโยงด้วย “เงิน” เมื่อครูต้องการเงินก็ต้องแลกด้วยผลงานเป็นแผงวางเรียงรายบนโต๊ะประเมินวิทยฐานะ ให้กรรมการได้ชื่นชม ก็เงินเดือนครู(ผู้น้อยก็น้อยนิด) ก็อยากก้าวข้ามไปชำนาญการพิเศษ พอก้าวข้ามไปได้ผลิตภาพกลับไม่สมเงินวิทยฐานะ เพราะคิดว่าอิ่มตัวแล้ว ทำมามากแล้วให้ครูผู้น้อยทำมากๆ ก็มีให้เห็นอยู่บ้าง แต่กลับรับเงินตอบแทนที่มาก ผู้มีอำนาจกำกับก็ไม่ได้สร้างกลไกว่าหากจ่ายค่าตอบแทนมาก ต้องแลกด้วยอะไรถึงจะคุ้ม “งานวิจัย” หรือ “นวัตกรรมการเรียนการสอน” เพื่อยกระดับการศึกษา แล้วจะโทษ “ครู” ฝ่ายเดียวก็ไม่รู้จะถูกไหม???

 

“นักเรียน” กลับไม่ใช่ผู้เรียนรู้ตามศักยภาพของตน ตามวัย ตามยุคสมัย  ผู้ปกครองบางคนแทบจะไปนั่งเรียนแทนลูก ถ้าเข้าสอบแทนลูกได้คงทำ “เด็ก” หลายคนถูกจำกัดความคิด จนไม่สามารถ “คิด พูด ทำ” อย่างที่ใจปรารถนา หลายครอบครัวใช้ “เงิน” ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองเด็ก แล้วผู้ปกครองก็กำหนดชีวิตลูกๆบนค่านิยมของสังคม “เรียนเก่งๆนะ” โตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ก็ยังมีอยู่ หรือค่านิยมว่าจะต้องเรียนอุดมศึกษาในสาขา “วิทยาศาสตร์สุขภาพ” ก็ยังเห็นอยู่มาก แล้วจะโทษใคร???

 

“การจัดการศึกษา”  มุ่งผลสัมฤทธิ์เชิงตัวเลขว่าเป็นคุณภาพ เช่น ผลสอบต่างๆ  รางวัลนานา  จนลืมข้อจำกัดและลืมเรื่องชีวิตจิตใจ โรงเรียนขนาดเล็กค่อยๆหายไป โรงเรียนขนาดใหญ่มีมากขึ้น ห้องเรียนไม่พอ อุปกรณ์ไม่เพียง เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียนถูกกำหนดค่าความดีเด่นจากผลคะแนน O-NET หรือผลรางวัลระดับชาติ จึงต้องมาบังคับนักเรียนให้เป็นเลิศผ่านครูในโรงเรียน จนหลายโรงเรียนต้องจ้าง “ติวเตอร์” มาทำหน้าที่ เน้นเนื้อหา เก็งข้อสอบ แล้วโทษใครได้บ้าง????

 

“ครู” ที่มีอุดมการณ์ยังมีอยู่มาก ที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ แต่ดูจะมีข้อจำกัดที่ต้อง “อดทน” ต่อสู้กับระบบ

“นักเรียน” ที่ใฝ่เรียนรู้ตามศักยภาพของตนก็ยังมีให้เห็น แล้วสามารถเลือก “เรียน” ตามที่อยากเป็น

“ผู้ปกครอง” ที่แบ่งเวลามาเอาใจใส่บุตรหลาน แล้วส่งเสริมไม่ใช่ผลักไสให้เป็นก็ยังมีอยู่มาก

“สื่อมวลชน” ก็มีผลให้ค่านิยมของสังคมผลิกผันได้ เพราะ “สื่อ” มีอิทธิพลต่อการตจัดสินใจของคนในสังคมมากพอสมควร

เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ หากจะกระทบใจ กระแทกจิตใครบ้าง เห็นต่างก็ไม่ว่าครับ....เพราะหลายประโยคจากหนังสือพิมพ์ในภาพ ผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะโทษแต่ครู นักเรียน หรือการจัดการศึกษา หากแต่เราๆ ท่านๆ ก็มีส่วนได้ส่วนเสียกับ "การศึกษา" จึงต้องช่วยกัน ขยับ ขับเคลื่อน ไปพร้อมๆกัน เพราะเรื่องการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ ครู หรือนักเรียน หากแต่เป็นเรื่องของทุกๆคน


ค่ำวันหวยออก 16 ตุลาคม 2560




C6.tif

คำสำคัญ (Tags): #การศึกษา 4.0
หมายเลขบันทึก: 639228เขียนเมื่อ 16 ตุลาคม 2017 19:56 น. ()แก้ไขเมื่อ 16 ตุลาคม 2017 20:15 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (1)

ชอบภาพของการเขียนป้ายอย่างมาก

ไม่ได้มองว่าอนุรักษ์นิยม  แต่มันหมายถึงทักษะและการใช้ชีวิตร่วมของคนที่เกี่ยวข้อง

เอาเป็นว่า ช่วยเขียนไม่ได้  ก็ได้มีส่วนร่วมในการนั่งลุ้นนั่งเชียร์นี่แหละ

เป็นการจัดการความรักไปในตัว 55555

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี