https://www.gotoknow.org/posts...
ประเทศไทยโดยหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคควรมีกลไกทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบธุรกิจในการจัดทำระบบฐานข้อมูลและดูแลฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การวิเคราะห์ข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาล (Big Data) ดังนั้น เรื่องระบบฐานข้อมูลเพื่อการแจ้งเตือนภัยจากสินค้าและบริการที่เป็นอันตรายนี้ จะเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารงานภาครัฐว่าควรจะมีการบริหารจัดการหรือปรับโครงสร้างอย่างไรเพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม และเป็นช่วงที่ถึงเวลาอันเหมาะสมสำหรับนโยบายภาครัฐซึ่งถือได้ว่าประเทศไทยเริ่มก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างช้าๆ การบริหารจัดการภาครัฐในข้อมูลจำนวนมาก Big Data ซึ่งจะสอดคล้องกับการขับเคลื่อนประเทศไทยในส่วนภาครัฐใน Thailand 4.0 ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาและโอกาสที่จะผลักดันแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้ต่อไปซึ่งจะต้องใช้เวลาพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป อนึ่ง กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายว่าด้วยความรับผิดอันเนื่องมาจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และการออกคำสั่งทางปกครองใด ๆ เกี่ยวด้วยการห้ามขาย ห้ามบริการ และการแจ้งเตือนภัย จะต้องอยู่บนฐานของข้อมูลคำร้องเรียนหรือปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่สังเคราะห์แล้วทั้งสิ้น ซึ่งจะเป็นการไร้ผลหากการใด ๆ ของรัฐไม่อยู่บนฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หรือสถิติข้อมูล
สำหรับแนวความคิดในการจัดสร้างระบบบริหารจัดการข้อมูลดังกล่าว แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้เคยมีแนวความคิดมานานกว่าเกือบสองทศวรรษ แต่เนื่องจากแนวความคิดดังกล่าวในขณะนั้นอาจถือได้ว่าเป็นการผิดยุคผิดสมัย ผู้นำองค์กรยังขาดวิสัยท้ัศน์ ปราศจากความเข้าใจและเห็นความสำคัญของข้อมูล ประกอบกับทัศนคติของผู้ปฏิบัติยังมีความต่อต้านต่อความเปลี่ยนแปลง อ้างว่าเสียเวลา ขาดบุคลากร และไม่เห็นความสำคัญของความละเอียดอ่อนปราณีตของข้อมูลในการบันทึกข้อมูล Data Entry ขาดกลไกในการขับเคลื่อนและเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าจะได้รับงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่นเข้ามาช่วยด้านบุคคลากรทางการปฏิบัติและทางวิชาการอย่างมากมายเป็นระยะเวลานานพอสมควรก็ตาม ซึ่งจะถือได้ว่าปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการปฏิรูปการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายว่าด้วยการบูรณาการการทำหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเป็นส่วนรวมแล้ว ยังเป็นฐานข้อมูลต่อมาตรการของรัฐในการป้องกัน แก้ไข ตรากฎหมาย และยังได้สะท้อนไปยังผู้ผลิตให้พัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไปด้วย