ชีวิตที่พอเพียง : 3004b โรงงานผลิตปัญญา : 11. สถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกา

University ได้นิยามว่า “เป็นโรงเรียนสากล ที่สอนศาสตร์ทุกสาขา หรืออย่างน้อย ๔ สาขาคือ ศาสนศาสตร์, แพทยศาสตร์, นิติศาสตร์, และวิทยาศาสตร์และศิลปะ” มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากวิทยาลัยในช่วงกลางศตวรรษที่ ๑๙ โดยที่บางแห่งมีการเรียนการสอนครบ ๔ สาขาแล้ว ก็ยังเรียกตัวเองว่าวิทยาลัย

ชีวิตที่พอเพียง  : 3004b โรงงานผลิตปัญญา :  11. สถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกา

บันทึกชุด โรงงานผลิตปัญญา ตีความจากหนังสือ Wisdom’s Workshop :  The Rise of the Modern University    สำหรับตอนที่สิบเอ็ดนี้ ตีความจากบทที่ 4 A Land of Colleges

ในช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ ๑๙   สถาบันการศึกษาในอเมริกา ประกอบด้วยสถาบัน ๔ ประเภท คือ School, Academy, College, และ University  

School หรือโรงเรียน ดูแลการศึกษาของเด็กอายุ ๕ - ๑๕ ปี    ในปี ค.ศ. 1850 มีนักเรียน ๓.๔ ล้านคน    เป็นการศึกษาโดยสมัครใจ ไม่บังคับ    และบางครั้งก็ขาดเงินสนับสนุนจากรัฐ    สัดส่วนครูต่อนักเรียนเท่ากับ ๑ : ๓๖ อาคารเรียนมักมีห้องเดียว    หนาวเยือกในหน้าหนาว   และร้อนในหน้าร้อน    นักเรียนนั่งเรียงกันบนม้ายาว โดยไม่มีโต๊ะ    ตำราเรียนมีน้อย และส่วนใหญ่เป็นสมบัติตกทอดมาจากพ่อแม่    ไม่มีช่วงเวลาเรียนที่กำหนด อย่างเป็นระบบ    มักหยุด ๖ - ๑๐ สัปดาห์ในช่วงฤดูร้อนกับต้นฤดูหนาว    ให้นักเรียนไปช่วยพ่อแม่เพาะปลูก และเก็บเกี่ยว    ดังนั้น ผลการเรียนจึงแตกต่างกันมาก    สภาพดังกล่าวค่อยๆ พัฒนาเป็นระบบที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ  

โรงเรียนมีหลายประเภท ที่กล่าวถึงข้างบนเรียกว่า common school  นอกจากนั้นยังมี church school (โรงเรียนของวัด เน้นสอน 3Rs – reading, ‘riting, และ ‘rithmetic), dame school (สอนเด็กหญิงด้านการอ่าน บวกเลข เย็บปักถักร้อย  และเขียน), grammar school (สอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กทุกคน และภาษาละติน สำหรับคนชั้นสูง หรือเตรียมเข้าวิทยาลัย), venture school

มีโรงเรียนสอนวิชาพิเศษ เช่น การสำรวจรังวัด, การเดินเรือ, การคัดลายมือ, ดนตรี, วาดภาพ, และภาษาฝรั่งเศส    บางแห่งสอนกลางวัน  บางแห่งสอนตอนค่ำสำหรับคนทำงาน  

ในอเมริกาสมัยนี้ มีการใช้คำว่า School แทนคำว่าคณะ (Faculty) ในบางมหาวิทยาลัย  และบางคณะ เช่น Law School, School of Medicine, School of Nursing

Academy บางทีเรียก Institute หรือ Seminary  น่าจะเทียบได้กับโรงเรียนมัธยมปลายในปัจจุบัน    ในปี ค.ศ. 1850 มีจำนวน ๖,๑๐๐ สถาบัน   มีนักเรียน ๒๖๓,๐๐๐ คน    หรือร้อยละ ๕ - ๖ ของกลุ่มอายุที่ควร ได้ เข้าเรียน    การตั้ง academy ทำได้โดยไม่ต้องมีกฎหมายรับรองจากรัฐ   ขอเพียงให้มีทุนสนับสนุน และมีคณะกรรมการสภา    ซึ่งผมขอเติมเองว่า ต้องมีอธิการบดีและอาจารย์ด้วย    จึงจะเปิดรับนักศึกษาได้  

เนื่องจากสถาบันการศึกษาช่วยสร้างความเจริญแก่ท้องถิ่น จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี โรงเรือน  และอาจารย์ก็ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร  ไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปสร้างถนน    

academy ตั้งอัตราค่าเล่าเรียนให้ต่ำ  เพื่อให้ลูกคนจนเข้าเรียนได้    นักเรียนลูกคนจนอาจช่วยงานของ academy โดยได้รับค่าตอบแทนเล็กน้อย    เคยมีเหตุนักศึกษาที่ทำงานก่อความวุ่นวายประท้วง  เลียนแบบพวกทาสในฟาร์ม  

ทั้งค่าเล่าเรียนของนักเรียน  และเงินเดือนอาจารย์ต่ำ    แต่ academy เน้นสร้างอาคารโอ่อ่า  อยู่ใน “ศูนย์ราชการ”  ในกลุ่มของอาคารศาล   ไปรษณีย์  และอาคารหอสมุด  

academy เหล่านี้เป็นสถาบันการศึกษาในยุคก่อนสงครามกลางเมือง    ในช่วงที่สังคมต้องการ สถาบันการศึกษาที่ยืดหยุ่นเปิดกว้าง คือรับนักเรียนในช่วงอายุตั้งแต่ ๘ - ๒๕ ปี  รับนักเรียนทั้งสองเพศ (academy ส่วนใหญ่เป็นสหศึกษา)   และหลักสูตรก็ยืดหยุ่นมาก    หลังสงคราม เมื่อการศึกษาเป็นระบบมากขึ้น academy แปรรูปไปเป็นโรงเรียนมัธยมบ้าง  ไปเป็นวิทยาลัยบ้าง 

หลักสูตรของ academy ยืดหยุ่นได้ตามความต้องการของนักเรียนแต่ละคน    ผู้จบการศึกษาจาก academy ที่มีคุณภาพสูงอาจไปเข้ามหาวิทยาลัย Yale, Princeton, หรือ Amherst ในชั้นปีที่สองหรือสามก็มี   

เท่ากับ Academy ในสมัยนั้น จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมปลาย ไปถึงสองปีแรกของวิทยาลัย    ผู้เขียนคือ James Axtell บอกว่า academy ได้สร้างความเจริญให้แก่ประเทศในช่วงก่อนสงครามกลางเมือง อย่างยิ่งยวด    แต่เมื่อหมดยุค ก็ต้องสลายตัวไป 

College (หรืออาจเรียกว่า seminary) ในปี 1850 มี ๒๓๙ วิทยาลัย  นักศึกษาราวๆ ๒๘,๐๐๐ คน    กำเนิดขึ้นคู่ขนานกับ academy   แต่ในจำนวนที่น้อยกว่า   

โดยที่คนสมัยนั้นไม่เน้นปริญญา ไม่เน้นศักดิ์ศรี แต่เน้นเรียนเพื่อมีงานทำมากกว่า    ดังนั้นผู้เรียนจบจาก academy เพียงจำนวนน้อยที่เรียนต่อในวิทยาลัย    แม่แต่วิชาชีพ เช่นพระ  หมอ  ทนายความ ก็เน้นเรียนโดยการฝึกงานกับผู้ปฏิบัติวิชาชีพนั้นๆ    ไม่เน้นเข้าเรียน(มหา)วิทยาลัย

เขาบอกว่า ศัพทานุกรมเว็บสเตอร์ (1828) ให้นิยาม college ว่า “สมาคมของคนที่ผูกพันอยู่กับ วรรณกรรม (literature) (ผมตีความว่า หมายถึงผูกพันกับการศึกษาเล่าเรียน)    ทั้งที่เป็นครู และเป็นศิษย์    มีการจัดตั้งเป็นองค์กรและมีเงินประเดิม”     

มีคนชื่นชมว่า เป็นข้อดีของวิทยาลัยที่อยู่แยกๆ กระจัดกระจาย อิงอยู่กับชุมชน     ไม่รวมตัวกันเป็น มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่     

ในช่วงก่อนสงครามกลางเมือง  วิทยาลัยผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด    และล้มหายไปก็มาก    ที่ตะเกียกตะกาย เพื่อดำรงอยู่ต้องหาวิธีการให้ได้เงินกองทุนมาใช้ในการดำเนินการ     วิทยาลัยแห่งหนึ่งออกตราสาร ๑,๐๐๐ ฉบับ ราคาฉบับ ๑๐๐ ดอลล่าร์  ผู้ซื้อมีสิทธิ์ส่งลูกหรือตัวแทนเข้าเรียนในวิทยาลัย ๑ คนในช่วงเวลา ๒๐ ปี   ถ้าซื้อ ตราสารราคาฉบับละ ๕๐๐ ดอลล่าร์ จะมีสิทธิ์ส่งคนเข้าเรียนครั้งละ ๑ คน ไปตลอดกาล     เขาบอกว่าตราสาร ทำนองนี้จะช่วยวิทยาลัยหากผู้ซื้อตั้งใจซื้อเพื่ออุดหนุน ไม่ใช่เพื่อถอนทุน  

บางวิทยาลัยขออนุญาตรัฐออกสลากกินแบ่ง เพื่อหาเงินเข้ามหาวิทยาลัย    อ่านแล้วผมนึกถึงเมื่อราวๆ เกือบห้าสิบปีก่อน พลอากาศเอกนายแพยย์ประกอบ บุรพรัตน์ ขอออกสลากกินแบ่งหาเงินสร้างอาคารใหม่ ของโรงพยาบาลภูมิพล เป็นที่ครึกโครมมาก และได้ผลดี       

รัฐอาจสนับสนุนวิทยาลัย โดยการให้ที่ดินเป็นเจ้าของ   เพื่อหาผลประโยชน์    นี่ก็เป็นที่มาที่ในหลวง รัชกาลที่ ๖ พระราชทานที่ดินแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแก่โรงเรียนวชิราวุธ (ในซอยมหาดเล็กหลวง)   

บางรัฐอาจสนับสนุนเงินโดยตรง เป็นค่าก่อสร้างอาคารใหญ่งามสง่า  ค่าก่อสร้างห้องสมุด  ค่าเงินเดือน อาจารย์และอธิการบดี  ค่าซื้อหนังสือ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์    และเป็นเงินสนับสนุนค่าเล่าเรียน แก่เด็กกำพร้าหรือเด็กยากจนจำนวนหนึ่ง     ในช่วงทศวรรษ 1850s รัฐ South Carolina สนับสนุนเงินแก่วิทยาลัย South Carolina ถึงปีละ ๗,๖๐๐ เหรียญ ซึ่งถือว่าเป็นก้อนมหึมาสำหรับสมัยนั้น

เงินสนับสนุนวิทยาลัยยุคก่อนสงครามกลางเมืองก้อนสำคัญมาจากองค์การศาสนา    ซึ่งในช่วงกลาง ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นยุคเฟื่องฟูของวงการศาสนา     เขาบอกว่ามีวัดถึง ๓๘,๐๐๐ วัด    เมื่อมีการตั้งชุมชนหรือเมือง    สิ่งแรกที่ก่อตั้งคือวัด ถัดมาคือ academy หรือ วิทยาลัยเล็กๆ     และองค์การศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแต๊นท์ ให้ความสำคัญต่อการตั้งวิทยาลัยมาก    ในยุคหลังสงคราม วิทยาลัยปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก อาจจะเกือบครึ่งต่อครึ่ง   แต่วิทยาลัยที่สนับสนุนโดยศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแต๊นท์ปิดตัวเพียง ร้อยละ ๐ - ๑๓

University   ได้นิยามว่า “เป็นโรงเรียนสากล  ที่สอนศาสตร์ทุกสาขา   หรืออย่างน้อย ๔ สาขาคือ ศาสนศาสตร์, แพทยศาสตร์, นิติศาสตร์, และวิทยาศาสตร์และศิลปะ”    มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากวิทยาลัยในช่วงกลางศตวรรษที่ ๑๙    โดยที่บางแห่งมีการเรียนการสอนครบ ๔ สาขาแล้ว ก็ยังเรียกตัวเองว่าวิทยาลัย  

ปัจจัยที่บ่งบอกความเป็นมหาวิทยาลัยที่เพิ่มขึ้น ในช่วงหลังสงครามกลางเมือง คือบัณฑิตศึกษา กับการวิจัย  

ก่อนปี 1860  มีวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ๒๔๑ แห่ง    ในจำนวนนี้ ๔๓ แห่ง (ร้อยละ ๑๘) เป็นมหาวิทยาลัย    ในยุคนั้น มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาได้ชื่อว่า ยังมีคุณภาพไม่สูง    โปรดรออ่านตอนที่ ๑๓ ว่า มีการแก้ปัญหานี้อย่างไร

วิจารณ์ พานิช

๙ ก.ค. ๖๐ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)