พงษ์จันทร์ 2 รู้ตัวทั่วพร้อม

ความสำคัญของคำว่า รู้ตัวทั่วพร้อม


ในระหว่างที่ผู้เขียนวนเวียนอยู่กับการค้นหาว่าทำไมตนจึงไม่สามารถก้าวหน้าในการปฏิบัติ

ที่ว่าไม่ก้าวหน้าคือ ความรู้สึกโลภ โกรธ หลง ยังอยู่เต็ม

มองดูตัวเองทีไรก็ยังรู้สึกว่านี่เป็นเรา นี่เป็นของเรา

จนกระทั่งพบกับคำว่า รู้ตัวทั่วพร้อม


ตรงนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนในการปฏิบัติ

เพราะความที่ผู้เขียนทำทุกอย่างด้วยความคิด 

ให้ความสำคัญกับความคิดมากกว่าอารมณ์ ความรู้สึกทางใจ

จะดูลมหายใจ ก็เพ่งจ้อง กลายเป็นการบังคับลม 

ยิ่งปฏิบัติยิ่งเครียด ตึง เกร็งไปหมด

ไม่รู้ว่าอย่างไรจึงจะพอดี 

จนกระทั่งพบการแนะนำให้ยิ้มน้อยๆและผ่อนคลายตอนเริ่มนั่งสมาธิ

พอปากยิ้ม รู้ว่าปากกำลังยิ้ม

เป็นการปิดโหมดคิดของใจ เข้ามาหาโหมดรู้

ใจทำงานได้สองโหมดเท่านั้น

ถ้าคิดจะไม่รู้ ถ้ารู้จะไม่คิด

ถ้าคิด จะไม่สามารถเข้าถึงการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น

ต้องอยู่ในโหมดรู้ จึงจะเข้าถึงการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น


ผู้เขียนเคยสนใจที่จะปฏิบัติตามหลักอานาปานสติ

แต่พอเริ่มต้นว่า "ให้สังเกตลมหายใจที่เข้าออกอย่างเป็นธรรมชาติ"

ดูลมปุ๊บ ความสนใจทั้งหมดพุ่งไปที่ลม เกาะลมแน่นเหมือบบีบลูกไก่ในมือ

แล้วก็ไปบังคับลม แรงบ้าง ค่อยบ้าง สั้นบ้าง ยาวบ้าง 

หาลมที่เข้าออกอย่างเป็นธรรมชาติไม่เจอ

การปฏิบัติอานาปานสติก็ต้องล้มไปตั้งแต่เริ่ม

พยายามอ่านคำสอนของหลวงพ่อพุทธทาส

ไม่รู้เรื่องเลย


กลับมาเรื่องการยิ้มและผ่อนคลาย

พอปากยิ้ม ร่างกายส่งสัญญาณผ่อนคลายไปทั่วโดยอัตโนมัติ 

ลมหายใจก็จะสงบ เคลื่อนตัวอย่างสบายๆ

ผู้เขียนก็จะรู้สึกลมหายใจผ่านรอยยิ้ม

เอาละ 

"ให้สังเกตลมหายใจที่เข้าออกอย่างเป็นธรรมชาติ" ขั้นนี้ผ่านแล้ว

จากนั้น นำความสนใจไปที่กลางอกภายใน

ตรงนี้เป็นที่แสดงอาการของใจ

ใจแสดงอารมณ์ความรู้สึกในลักษณะของความกระเพื่อมไหวในความว่างๆที่กลางอก

ถ้าปากกำลังยิ้ม

ลมหายใจเคลื่อนตัวสบายๆ

ความกระเพื่อมที่กลางอกภายในจะเป็นไปในลักษณะที่ทำให้รู้สึกเบา โปร่ง โ่ล่ง สบาย ระเรื่อด้วยความเบิกบาน

ปากยิ้ม ลมเบาสบาย ใจเบาสบาย

รู้ทั้งสามอย่างนี้ได้พร้อมๆกันไป

รู้อาการของกายพร้อมๆกับรู้อาการของใจ

เรียกว่า รู้ตัวทั่วพร้อม


ในแต่ละวัน ถ้าสามารถทำได้แค่นี้

นึกขึ้นมาได้ ยิ้ม รู้ลม รู้ความเบาสบายของใจ

เกิดสภาวะที่ใจเป็นกุศลตลอดเวลา

การรักษาศีลเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ใจที่อยู่ในสภาวะเช่นนี้ ไม่สามารถทำผิดศีลห้าได้เลย

ถ้าอยู่กับใจที่เป็นกุศลไปจนเป็นอัตโนมัติ

เวลาเกิดเรื่องที่กระทบใจอย่างรุนแรง มันจะเตือนตัวเอง ยิ้มสิ 

แค่ยิ้ม ทุกข์ใดๆที่เข้ามาคลอเคลียอยู่ในใจ จะหลุดออกไปโดยปริยาย

บางคน ทุกข์จนยิ้มไม่ออก

แต่เราสามารถบังคับตัวเองให้ยกมุมปากขึ้นได้

แล้วลองสังเกตดู ว่าอารมณ์ของเราเปลี่ยนไปอย่างไร


ลองเจริญสติในชีวิตประจำวันด้วยรอยยิ้มและความรู้ตัวทั่วพร้อมดูนะคะ

สามารถทำได้ตลอดเวลาที่ลืมตาตื่น 

บางท่านไม่มีเวลานั่งสมาธิ

การรู้อยู่กับยิ้ม ลมหายในสบาย ใจเบาสบาย คือการมีสติ

การมีสติอย่างอย่างต่อเนื่อง เรียกว่ามีสมาธิ

การทำสมาธิจึงสามารถทำได้ทุกขณะที่มีสติในชีวิตประจำวัน

การปฏิบัติจะไม่แยกออกจากการดำเนินชีวิตอีกต่อไป

และการทำใจให้คุ้นเคยกับสภาวะที่เป็นกุศล

คลื่นใจนี้จะแผ่ออกไปจนบุคคลรอบข้างสัมผัสได้

จะเหนี่ยวนำให้คลื่นใจของเขาเปลี่ยนไปด้วย

และจะดึงดูดผู้มีคลื่นใจชนิดเดียวกันเข้ามา

ผลักผู้ที่มีคลื่นใจตรงกันข้ามออกไป

เราจะพบเจอคนที่ดี เรื่องราวที่ดี ในขณะมีชีวิต

เมื่อถึงเวลาที่กายดับ แม้ยังไม่สามารถเข้าถึงธรรมชาติเดิมแท้

คลื่นใจที่เป็นกุศลก็จะนำไปสู่การเกิดใหม่ในสุคติภูมิ


ลองดูนะคะ ไม่ลองไม่รู้


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน What am I



ความเห็น (0)