พงษ์จันทร์ 1

ที่มา

ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยสนใจการปฏิบัติธรรม

เป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้

จนอยู่มาวันหนึ่ง ถูกโจมตีด้วยความทุกข์

เป็นทุกข์ที่จัดการไม่ได้ เพราะคนที่ทำให้ทุกข์อยู่เหนือการควบคุมของตน

ถึงวันนั้นจึงรู้ว่าสิ่งที่ร่ำเรียนมา ไม่ว่าจะสูงเพียงใด ช่วยเราไม่ได้เลย 

จนกระทั่งมีกัลยาณมิตร ชวนให้เข้าปฏิบัติกับกลุ่มของคุณแม่สิริ กริณชัย

เจ็ดวันที่ทิ้งทุกอย่าง ยอมทำตามทุกอย่างในคอร์ส โดยไม่มีข้อแม้

จนเกิดความสงบสุขขึ้นภายใน กระแสเมตตาไม่สิ้นสุดเผยตัวออกมา

นี่เองหรือคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน 

การเข้าใจศาสนาพุทธต้องได้จากการปฏิบัติเท่านั้น จึงจะรู้ว่าพระพุทธองค์สอนอะไร

นับแต่นั้นมา ก็หาโอกาสเข้าคอร์สอย่างน้อยปีละครั้ง

แต่การปฏิบัติก็ยังวนเวียนอยู่แต่ในคอร์ส เอามาใช้ในชีวิตจริงไม่เป็น

ได้ไปฝึกกับครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน เก็บเล็กผสมน้อย

จนพบว่า อุปสรรคของตนคือความตั้งใจมากเกินไป ความจดจ่อมากเกินไป

ความวนเวียนอยู่กับความคิด ออกจากสภาวะคิดมาอยู่กับสภาวะรู้ไม่ได้

จนกระทั่งได้เทคนิคที่เหมาะกับตัวเอง

คือการผ่อนคลายความตั้งใจด้วยการยิ้ม

เมื่อยิ้ม ใจออกจากสภาวะคิดมาอยู่กับสภาวะรู้โดยอัตโนมัติ

สามารถรู้ลมหายใจที่เป็นธรรมชาติในอานาปานสติได้

โดยมองลมหายใจผ่านรอยยิ้ม

จากนั้นการปฏิบัติก็ค่อยๆกระเตื้องขึ้น จนได้พบกับกัลยาณมิตรจากสวีเดน ชื่อคุณ Veijo

ผู้แนะนำให้รู้จักครูบาอาจารย์หลายท่านทางยูทูบ

ท่าน Mooji, Adyashanti, Gangaji, Sri Nissargadatta Maharaj, Papaji, และท่านอื่นๆ

จนสามารถเข้าใจคำสอนของครูบาอาจารย์อื่นๆได้ โดยผ่านทางประสบการณ์ตรงของตนเอง

และตั้งกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมา ชื่อ What am I


การปฏิบัติที่กลุ่มของเราฝึกคือการศึกษากายและใจของตนเองอย่างลึกซึ้งสัมผัสกับทุกสิ่งที่พบและรู้สึกด้วยตัวเอง

มองเข้าไปภายใน 

 สังเกตสิ่งที่ได้พบเห็น 

 ไม่ว่าจะเป็นความคิด อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ 

 สิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่ถูกรู้ 

 และสังเกตดูธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง 

 ที่กำลังทำหน้าที่รู้สิ่งเหล่านั้น 

 เรียกมันว่าธรรมชาติรู้ หรือสติ 

 โดยปกติ เราจะสนใจแต่สิ่งที่ถูกรู้ 

 และละเลยที่จะสังเกตธรรมชาติรู้ 

 ซึ่งเรียกว่าเป็นการส่งจิตออกนอก 

 ในการส่งจิตออกนอกนี้ 

 จะตามมาด้วยความคิด 

 ว่าสิ่งที่ถูกรู้นั้นเป็นเราเป็นของเรา 

 หรือที่เรียกว่าอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น 

 หลวงพ่อพุทธทาสเรียกว่า ตัวกู ของกู 


 ทีนี้สำหรับผู้ที่ไม่เคยปฎิบัติมาก่อนแต่มีความทุกข์ 

 ซึ่งเกิดขึ้นเพราะคิดวนอยู่กับความรู้สึกทุกข์ 

  ผู้เขียนจึงมักจะแนะนำให้ออกจากสภาวะคิดมาอยู่กับสภาวะรู้เป็นอันดับแรก 

 โดยการบังคับตัวเองให้ยิ้ม 

 รู้ว่าปากกำบังยิ้ม 

 นำความสนใจไปที่กลางอกภายในซึ่งเป็นที่แสดงอาการของใจ 

 จะรู้สึกถึงอาการโปร่ง เบา สบายเรัยกว่าเบิกบาน

ใจนั้นจะแสดงอาการได้ทีละอย่าง 

 เมื่อใจต้องเบิกบานเพราะปากกำลังยิ้ม 

 อาการทุกข์ใจจะหายไปโดยอัตโนมัติ 

 สามารถออกจากความคิดมาอยู่กับสภาวะรู้ได้

นี้เป็นการออกจากความคิด 

ออกจากอารมณ์ความรู้สึกในเชิงลบอย่างง่ายๆ 

 แต่ยังไม่สามารถขจัดต้นตอแห่งการยึดติดได้ 

 ขั้นต่อไปนำความสนใจลงไปที่กลางอกภายใน 

 แล้วสังเกตว่ารู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่ที่นั่น 

 แค่สังเกต สัมผัสความรู้สึกที่มีอยู่ตรงนั้น ในขณะนั้นจริงๆ

หากปากยังยิ้มอยู่ ทุกคนจะสัมผัสได้ในสิ่งเดียวกันคืออาการกระเพื่อมไหวตัวน้อยๆของใจ

เป็นอาการของความเบิกบาน

จากนั้นให้สังเกตว่า ความเบิกบานเป็นสิ่งถูกรู้

มีธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง กำลังทำหน้าที่รู้ความเบิกบาน

ให้หันความสนใจมาที่ธรรมชาติที่กำลังทำหน้าที่เฝ้าดู เฝ้ารู้นี้

มันมีลักษณะอย่างไร

จะพบว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายได้

 มันเงียบอย่างยิ่ง ไร้อารมณ์ความรู้สึกอย่างยิ่ง

ขั้นที่สาม  เราจะถามเข้าไปที่นี่ทุกครั้งที่เกิดอารมณ์ความรู้สึกเชิงลบขึ้นมา 

 เช่น บางคนทำให้เราโกรธ 

 ให้สังเกตอาการของความโกรธที่แสดงอยู่ภายใน มันคือสิ่งถูกรู้

หันความสนใจเข้าไปหาธรรมชาติรู้ 

 แล้วถามเข้าไปในธรรมชาติรู้ว่าใครโกรธ 

 คำตอบคือ เงียบ 

 ใจจะรับเอาข้อมูลใหม่ที่ได้นี้แล้วแปลผลว่า ไม่มีใครโกรธ 

 ความโกรธที่เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย เกิดขึ้นตามนิสัย ความเคยชินก็จะดับไป

ถามอย่างนี้เนืองๆ ทุกครั้งที่อารมณ์ความรู้สึกทั้งทางลบและทางบวกเกิดขึ้น 

 ใครสุข เงียบ 

 ใครทุกข์ เงียบ 

 ใครพอใจ เงียบ 

 ใครไม่พอใจ เงียบ

แล้วสังเกตผลที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง

ใจจะค่อยๆยอมรับว่าทุกอารมณ์ความรู้สึก เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย 

 ห้ามไม่ได้ บังคับไม่ได้ 

 เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่มีเจ้าของ 

 มันเกิดเอง แล้วก็ดับเอง 

 ไม่มีความคิดที่จะดึงมันขึ้นมาใหม่ 

 การดับนั้นเป็นการดับถาวร

ความรู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกเป็นเรา เป็นของเราจะคลายออกไปเรื่อยๆ 

 เกิดการปล่อยวางอัตตาตัวตนโดยไม่ต้องทำอะไร 

 แค่มีสติ ตามดู ตามรู้ กายและใจอย่างที่มันเป็น 

 ที่เรียกว่ารู้ซื่อๆ เห็นซื่อๆ 

 สนใจอยู่กับความเงียบของธรรมชาติรู้ให้เนืองๆ 

 จนกลายเป็นความเคยชืนใหม่

ลองทำดูนะคะ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน What am I



ความเห็น (0)