สิ่งไร้จุดเริ่มต้น เริ่มต้นอย่างไม่สิ้นสุด

27. สิ่งไร้จุดเริ่มต้น เริ่มต้นอย่างไม่สิ้นสุด


ถาม  วันก่อน ผมถามท่านเกี่ยวกับการเจริญเติบโตสองแบบ – การสละและความรื่นรมย์ (โยคะและโภคะ)

ความแตกต่างระหว่างทั้งสองไม่มากมายเหมือนที่เห็น – โยคีสละความรื่นรมย์ ส่วนโภคีรื่นรมย์ในความสละ

โยคีสละก่อน

ตอบ  แล้วยังไง? ปล่อยให้โยคีทำตามโยคะของท่านไป ปล่อยให้โภคีทำตามโภคะของท่านไป

 

ถาม  สำหรับผม โภคะดูจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า

โยคีนั้นเหมือนมะม่วงที่ยังเขียวอยู่ ถูกเด็ดจากต้นตอนที่ยังไม่แก่จัด และเก็บไว้ในตะกร้าโดยไม่มีอะไรคลุม

การขาดอากาศและความร้อนเกินควร ทำให้มันสุก แต่มันสูญเสียรสชาดและกลิ่น

มะม่วงที่อยู่คาต้นจนโตเต็มที่ สีสวยเต็มที่ ความหวานเต็มที่ จะเป็นสิ่งควรแก่การชื่นชมอย่างยิ่ง

แต่ไม่รู้ว่าทำไม โยคะเป็นสิ่งที่ได้รับการยกย่องนับถือ ส่วนโภคะมีแต่คำตำหนิ

ตามความเห็นของผม โภคะนั้นดีกว่าโยคะ

ตอบ  อะไรทำให้เธอพูดเช่นนั้น?

 

ถาม  ผมเฝ้ามองเหล่าโยคีและความพยายามอย่างหนักของพวกเขา

แม้เมื่อพวกเขาบรรลุธรรม ก็ยังมีบางอย่างที่ขมขื่นและเฝื่นฝาดเกี่ยวกับมัน

ดูเหมือนว่าพวกเขาใช้เวลาอย่างมากในการเข้าสภาวะเคลิบเคลิ้มดื่มด่ำกับสมาธิ และเมื่อพงกเขาพูด พวกเขาก็แค่พูดซ้ำกับสิ่งที่มีในคัมภีร์

ผู้รู้เหล่านั้น อย่างดีที่สุดก็เป็นได้แค่ดอกไม้ – สมบูรณ์แบบแต่ก็เป็นแค่ดอกไม้ดอกเล็กๆ ส่งกลิ่นหอมไปได้ไม่ไกล

มีผู้รู้อื่นๆบางคน ซึ่งเปรียบเหมือนป่าใหญ่ – ร่ำรวย หลากหลาย กว้างใหญ่ เต็มไปด้วยสิ่งน่าอัศจรรย์ใจ เป็นโลกทั้งโลกในตัวเอง

มันน่าจะต้องมีเหตุผลสำหรับความแตกต่างนี้

ตอบ  เธอได้พูดแล้ว

ตามความเห็นของเธอ มีบุคคลที่ถูกกักกั้นอยู่ในโยคะของเขา ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเจริญรุ่งเรืองในโภคะ

 

ถาม  ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหรือ?

โยคีนั้นเป็นพวกกลัวชีวิตและแสวงหาความวงบสันติ ในขณะที่โภคีเป็นนักผจญภัย เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ ก้าวไปข้างหน้า

โยคีผูกยึดอยู่กับสิ่งอุดมคติ ในขณะที่โภคีนั้นพร้อมจะสำรวจสิ่งใหม่อยู่เสมอ

ตอบ  มันเป็นเรื่องของการตั้งความต้องการไว้มากหรือพอใจกับสิ่งเล็กน้อย

โยคีนั้นเป็นผู้ทะยอทะยาน ในขณะที่โภคีแค่ชอบผจญภัย

โภคีของเธออาจดูเหมือนว่าร่ำรวยมากกว่า และน่าสนใจกว่า แต่ความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น

โยคีนั้นคับแคบเหมือนขอบของคมมีด

พวกเขาต้องเป็น-ต้องตัดเฉือนลงลึกและเรียบ เพื่อเจาะเข้าไปอย่างแม่นยำในชั้นต่างๆมากมายของสิ่งอันไม่จริง

โภคีจะทำการกราบไหว้บูชาตามสถานที่ต่างๆ แต่โยคีไม่ได้รับใช้ผู้ใดเลยนอกจากธรรมชาติเดิมแท้ของตน

มันไม่มีประโยชน์ใดในการเปรียบเทียบระหว่าง โยคีและโภคี

เส้นทางของการส่งออกไปภายนอก (pravritti) จำเป็นต้องเกิดก่อนเส้นทางการกลับเข้าภายใน (nivritti)

การมัวนั่งตัดสินและให้คะแนนเป็นเรื่องไร้สาระ

ทุกสิ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์แบบสูงสุด

บางคนพูดว่าความจริงแท้มีสามแง่มุม – ความจริง ปัญญา ความสุข – ผู้แสวงหาความจริงดำเนินตนเป็นโยคี ผู้แสวงหาปัญญาดำเนินตนเป็นผู้รู้ ผู้แสวงหาความสุขดำเนินตนเป็นโภคี

 


ถาม  มีคนบอกผมเรื่องความสุขเมื่อเข้าถึงความจริงแท้

ตอบ  ความสุขเช่นนั้นเป็นธรรมชาติของความสงบสันติอย่างยิ่ง

ความเพลิดเพลินใจและความเจ็บปวดเป็นผลของการกระทำ – ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่ถูกต่อศีลธรรมหรือชั่วร้าย

 

ถาม  มันต่างกันตรงไหน?

ตอบ  ความแตกต่างอยู่ที่การให้และการโลภ

แต่ไม่ว่าจะใช้วิถีทางต่างกันอย่างไร ผลสุดท้ายทุกสิ่งจะกลายเป็นหนึ่งเดียว

 

ถาม  ในเมื่อเป้าหมายไม่ต่างกัน ทำไมวิถีทางจึงแตกต่างกันเล่า?

ตอบ  ปล่อยให้แต่ละคนแสดงบทบาทไปตามธรรมชาติของเขา

เป้าหมายสูงสุดจะบังเกิดแก่พวกเขาทุกคน

การแบ่งแยกและการจำแนกของเธอมันก็ใช้ได้อยู่ แต่มันเป็นสิ่งไม่มีอยู่ในกรณีของฉัน

เหมือนกับการบรรยายความฝันอาจละเอียดและถูกต้อง แม้ว่าจะไม่มีพื้นฐานใดๆ รูปแบบของเธอจะไม่ได้เหมาะสมกับอะไรอื่นเลยนอกจากสมมติฐานของเธอเอง

เธอเริ่มต้นด้วยแนวคิดและจบลงด้วยแนวคิดเดียวกัน ภายใต้เสื้อผ้าที่ต่างกันเท่านั้นเอง

 

ถาม  ท่านมองเห็นสิ่งต่างๆอย่างไร?

ตอบ  แต่ละสิ่งและทุกสิ่งล้วนเหมือนกันสำหรับฉัน

ความรู้ตัว (chit) อันเดียวกัน ปรากฏขึ้นในลักษณะของสรรพสิ่ง (sat)  และความสุข (ananda) การเคลื่อนที่ของ chit คือ Ananda และ สรรพสิ่งคือ chit ที่ไม่เคลื่อนที่

 

ถาม  ท่านก็ยังคงสร้างความแตกต่างระหว่างการเคลื่อนที่และการไม่เคลื่อนที่

ตอบ  การไร้ความแตกต่างพูดในความเงียบ

คำพูดทำให้เกิดความแตกต่าง

ความมีอยู่เป็นอยู่ (nirguna) ไม่มีชื่อเรียก ชื่อทั้งหลายบ่งบอกถึงสิ่งที่ปรากฏขึ้นจากความมีอยู่เป็นอยู่ (saguna) มันไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามใช้คำพูดเพื่อแสดงถึงสิ่งที่อยู่เหนือคำพูด

ความรู้ตัว (chidananda) คือจิตวิญญาณ (purusha) ความรู้ตัวคือสสาร (prakriti)

จิตวิญญาณที่ไม่สมบูรณ์คือสสาร สสารที่สมบูรณ์คือจิตวิญญาณ

ในตอนเริ่มต้นและในตอนจบ ทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียว

การแบ่งแยกทั้งหมดอยู่ในใจ (chitta) แต่จะไม่มีอยู่ในความจริงแท้ (chit)

การเคลื่อนที่และการหยุดนิ่งคือสภาวะของใจ และไม่สามารถมีอยู่ได้ถ้าไม่มีสิ่งตรงข้ามกับมัน

แต่ด้วยตัวมันเอง ไม่มีอะไรเคลื่อนที่ ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง

มันเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงในการสร้างตัวตนทางใจให้แก่ความจริงแท้

ไม่มีอะไรอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง

 

ถาม  ดูเหมือนท่านจะพยายามบอกว่าสภาวะหยุดนิ่งกับสภาวะสูงสุดคือสิ่งเดียวกัน

ตอบ  มันมีความหยุดนิ่งที่เป็นสภาวะของใจ (chidaram) และความหยุดนิ่งที่เป็นสภาวะของการมีอยู่เป็นอยู่ (atmaram)

ความหยุดนิ่งที่เป็นสภาวะของใจนั้นมาแล้วก็ไป ในขณะที่ความหยุดนิ่งที่แท้จริงเป็นหัวใจของการกระทำทั้งปวง

โชคร้ายที่ภาษาเป็นเครื่องมือทางใจและทำงานได้เฉพาะในโลกของธรรมคู่

 

ถาม  ในฐานะของผู้เฝ้าดู ท่านกำลังทำงานหรือหยุดนิ่ง?

ตอบ  การเฝ้าดูคือประสบการณ์ และความหยุดนิ่งคือความเป็นอิสระจากประสบการณ์

 

ถาม  มันจะอยู่ร่วมกันไม่ได้หรือ เหมือนกับความวุ่นวายของคลื่นและความเงียบสงบของน้ำลึกที่อยู่ร่วมกันในมหาสมุทร

ตอบ  เหนือใจจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์

ประสบการณ์เป็นธรรมคู่

เธอไม่สามารถพูดถึงความจริงแท้ในฐานะของประสบการณ์

ทันทีที่เธอเข้าใจตรงนี้ เธอจะไม่มองหาอัตตาตัวตนและการมีอยู่อย่างแปลกแยกจากสิ่งอื่น

ในความจริงแท้ ทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียว แบ่งแยกไม่ได้ เหมือนรากและกิ่งก้านของต้นไม้ต้นเดียวกัน

ทั้งสองมีอยู่ได้เฉพาะในแสงสว่างของความรู้ตัว ซึ่งเกิดขึ้นในการตื่นรู้ของความรู้สึก “ฉันเป็น”

นี่คือความจริงขั้นต้น

ถ้าเธอพลาดตรงนี้ เธอพลาดทุกอย่าง

 

ถาม  ความรู้สึกมีอยู่เป็นอยู่เป็นผลผลิตของประสบการณ์เท่านั้นหรือ?

สิ่งที่กล่าวในคัมภีร์ (Mahavakya) tat-sat เป็นแค่โหมดของการให้คำปรึกษาเท่านั้นหรือเปล่า?

ตอบ  สิ่งที่พูดกันก็เป็นแค่คำพูด

สิ่งที่คิดกันก็เป็นแค่ความคิด

ความหมายที่แท้จริงไม่สามารถอธิบายได้ แม้ว่าจะสัมผัสได้ด้วยประสบการณ์ตรง

 Mahavakya เป็นจริง แต่ความคิดของเธอไม่จริง เพราะทุกความคิด (kalpana) ล้วนไม่จริง

 

ถาม  ความเชื่อว่า “ฉันคือนั้น” ไม่เป็นจริงใช่ไหม?

ตอบ  แน่นอน ความเชื่อเป็นสภาวะทางใจ

ใน “นั้น” จะไม่มี “ฉันเป็น”

เมื่อความรู้สึก “ฉันเป็น” เกิดขึ้น “นั้น” จะถูกบดบังไป เหมือนดวงดาวที่จางแสงหายไปเมื่ออาทิตย์ขึ้น

แต่เมื่อมีดวงอาทิตย์ แสงสว่างก็จะมี ดังนั้นเมื่อมีความรู้สึกถึงธรรมชาติเดิม ความสุข (chidananda) จะมี

สาเหตุของความสุขถูกเสาะหาใน “ไม่ใช่- ฉัน” และดังนั้นการยึดจะเริ่มขึ้น

 

ถาม  ในชีวิตประจำวันของท่าน ท่านจะมีความรู้ตัวถึงสภาวะที่แท้จริงของท่านเสมอหรือเปล่า?

ตอบ  ฉันไม่ได้รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว

ฉันไม่ต้องการการตัดสินว่าทำผิด

ฉันมีชีวิตอยู่กับความกล้าหาญ

ความกล้าหาญคือแก่นแท้ของฉัน ซึ่งคือความรักของชีวิต

ฉันเป็นอิสระจากความทรงจำและความคาดหวัง ไม่ใส่ใจว่าฉันเป็นอะไร และฉันไม่เป็นอะไร

ฉันไม่เสพติดคำอธิบายถึงตัวเอง soham และ brahmasmi “ฉันคือพระองค์” “ฉันคือธรรมชาติสูงสุด”) ล้วนไม่มีประโยชน์สำหรับฉัน ฉันมีความกล้าหาญที่จะไม่เป็นอะไรเลย และเห็นโลกอย่างที่มันเป็น – ไม่เป็นอะไรเลย

มันฟังดูง่ายมาก ลองดูสิ

 

ถาม  แล้วอะไรที่ทำให้ท่านมีความกล้าหาญ?

ตอบ  เธอช่างมีมุมมองในทางที่ผิดอะไรเช่นนี้

ความกล้าหาญต้องมีการให้มาด้วยหรือ?

คำถามของเธอหมายรวมว่าความกังวลเป็นสภาวะปกติและความกล้าหาญเป็นสภาวะไม่ปกติ

ความจริงมันตรงกันข้าม

ความกังวลและความหวังเกิดขึ้นจากจินตนาการ – ฉันเป็นอิสระจากทั้งสองอย่าง

ฉันเป็นแค่ความมีอยู่เป็นอยู่ และฉันไม่ต้องการสิ่งใดเพื่อพึ่งพิง

 

ถาม  ถ้าท่านไม่รู้จักตัวเอง ความมีอยู่เป็นอยู่จะมีประโยชน์อะไรแก่ท่าน?

การจะมีความสุขกับสิ่งที่ท่านเป็น ท่านต้องรู้ก่อนว่าท่านคืออะไร

ตอบ  ความมีอยู่เป็นอยู่ส่องสว่างในรูปของการรู้ การรู้อบอุ่นอยู่ในความรัก

ทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียว

เธอจินตนาการการแบ่งแยกขึ้นมาและทำให้ตัวเองลำบากด้วยคำถามต่างๆ

อย่าทำให้ตัวเองกังวลมากเกินไปด้วยกฏเกณฑ์ต่างๆ

การมีอยู่เป็นอยู่ที่บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายได้

 

ถาม  ถ้าสิ่งใดที่ไม่สามารถรู้ได้และไม่สามารถชื่นชมได้ สิ่งนั้นไม่มีประโยชน์สำหรับผม

อันดับแรก มันต้องเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ของผม

ตอบ  เธอกำลังฉุดดึงความจริงแท้ให้ลงมาอยู่ในระดับเดียวกับประสบการณ์

ความจริงแท้จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ได้อย่างไร ในเมื่อมันเองคือพื้นฐาน (adhar) ของประสบการณ์

ความจริงแท้อยู่ในเนื้อแท้ของประสบการณ์ ไม่ใช่อยู่ในธรรมชาติของมัน

นอกจากนี้ ประสบการณ์เป็นแค่สภาวะของใจ ในขณะที่การมีอยู่เป็นอยู่นั้นไม่ใช่สภาวะของใจอย่างแน่นอนที่สุด

 

ถาม  ผมสับสนอีกแล้ว

การมีอยู่เป็นอยู่ แยกต่างหากจากการรู้หรือ?

ตอบ  การแยกเป็นลักษณะปรากฏ

เช่นเดียวกับที่ความฝันไม่แยกออกจากผู้ฝัน การรู้ก็ไม่แยกออกจากการมีอยู่เป็นอยู่

ความฝันคือผู้ฝัน ความรู้คือผู้รู้ ความแตกต่างเป็นแค่คำพูดเท่านั้น

 

ถาม  ตอนนี้ผมเห็นแล้วว่า sat และ chit เป็นหนึ่งเดียวกัน

แต่ความสุข (ananda) ล่ะ?

การมีอยู่เป็นอยู่และความรู้ตัวมักมีอยู่ร่วมกัน แต่ความสุขจะกระพริบเพียงบางครั้ง

ตอบ  สภาวะที่ไม่ถูกรบกวนของการมีอยู่เป็นอยู่ คือความสุข สภาวะที่ถูกรบกวนคือสิ่งที่ปรากฏในรูปของโลก

ในธรรมหนึ่ง มีความสุขเกิดขึ้น ในธรรมคู่ – ประสบการณ์เกิดขึ้น

สิ่งที่มาและไปคือประสบการณ์ ซึ่งมีธรรมคู่ของความเจ็บปวดและความเพลิดเพลิน

ความสุขไม่ใช่สิ่งถูกรู้

บุคคลมักเป็นสุข แต่ไม่ได้เต็มไปด้วยความสุข

ความสุขไม่ใช่คุณลักษณะ

 

ถาม  ผมมีอีกหนึ่งคำถาม โยคีบางท่านได้บรรลุเป้าหมาย แต่มันไม่มีประโยชน์สำหรับผู้อื่น

ท่านเหล่านั้นไม่รู้ หรือไม่สามารถแบ่งปันความรู้

บางท่านที่สามารถแบ่งปันสิ่งที่ท่านมี จะช่วยจุดประกายให้ผู้อื่นได้

สองกลุ่มนี้ต่างกันอย่างไร?

ตอบ  ไม่มีความแตกต่าง

วิธีการมองของเธอนั้นผิด

มันไม่มีผู้อื่นให้ช่วยเหลือ

ชายผู้ร่ำรวย เมื่อเขาให้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เขามีแก่ครอบครัวของเขา ไม่มีเหลือแม้แต่เหรียญเดียวที่จะให้แก่คนขอทาน

เช่นเดียวกัน ท่านผู้มีปัญญา (jnani) ได้ปลดออกทั้งอำนาจและทรัพย์สิ่งของทั้งหมด

ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะนำมากล่าวเกี่ยวกับท่าน

ท่านไม่สามารถช่วยใครได้ เพราะท่านกับทุกคนคือหนึ่งเดียว

ท่านคือผู้ยากจนและท่านคือความจนของท่าน ท่านคือขโมยและความเป็นขโมยของท่าน

เราจะบอกว่าท่านช่วยได้อย่างไร เมื่อท่านไม่ได้แยกออกจากผู้อื่น?

ใครที่คิดว่าตนแยกต่างหากจากโลก ก็ปล่อยให้เขาช่วยโลกไปเถอะ

 

ถาม  แต่มันก็มีธรรมคู่ มีความเศร้าโศก มีความต้องการการช่วยเหลือ

ถ้าประกาศว่ามันเป็นแค่ความฝัน ก็ไม่มีการบรรลุผลใดๆ

ตอบ  มีอย่างเดียวที่ช่วยได้คือการตื่นจากความฝัน

 

ถาม  ก็จ้เป็นต้องมีผู้ปลุกให้ตื่น

ตอบ  ใครเล่าที่อยู่ในความฝัน

ผู้ปลุกให้ตื่นบ่งชี้การเริ่มต้นของจุดจบ

ไม่มีความฝันที่เป็นนิรันดร์

 

ถาม  แม้ว่าเมื่อมันไม่มีจุดเริ่มต้นเช่นนั้นหรือ?

ตอบ  ทุกอย่างเริ่มต้นที่ เธอ

มีอะไรอีกเล่าที่ไร้จุดเริ่มต้น?

 

ถาม  ผมเริ่มต้นที่การเกิด

ตอบ  นั่นคือสิ่งที่คนอื่นบอกเธอ มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?

เธอเห็นตัวเธอเองหรือเปล่าในตอนที่เริ่มต้น?

 

ถาม  ผมเริ่มเดี๋ยวนี้นี่เอง อื่นๆนั้นล้วนเป็นแค่ความทรงจำ

ตอบ  ถูกต้อง สิ่งไร้จุดเริ่มต้น เริ่มต้นอย่างไม่สิ้นสุด

ในทำนองเดียวกัน ฉันให้อย่างไม่รู้จบ เพราะฉันไม่มีอะไรเลย

การไม่เป็นอะไรเลย การไม่มีอะไรเลย การไม่เก็บอะไรเพื่อตัวเองเลย เป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นความใจกว่างอย่างสูงสุด

 

ถาม  ไม่มีความกังวลเกี่ยวกับตัวเองหลงเหลืออยู่เลยหรือ?

ตอบ  แน่นอนว่าฉันกังวลเกี่ยวกับตัวเอง แต่ตัวเองของฉันคือทุกสิ่ง

ในทางปฏิบัติ มันแสดงออกในรูปของความปรารถนาดีอย่างไม่ท้อถอยและอย่างทั่วถึง

เธออาจเรียกมันว่าความรัก แผ่ซ่านไปในทุกสิ่ง ช่วยกอบกู้ทุกสิ่ง

ความรักเช่นนี้เป็นสิ่งซึ่งดำเนินไปอย่างสูงส่ง – โดยไม่รู้สึกว่ามีการทำ

 

ศรี นิสาร์กะทัตตะ มหาราช

“I AM THAT”

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน i am that 25



ความเห็น (0)