แม่ไม่ค่อยให้ฉันเข้ามาในตลาดเท่าไหร่ทั้ง ๆ ที่บ้านก็อยู่ไม่ไกลจากตลาดสดนัก

แม่บอกว่า..."รถเยอะ ถนนก็ข้ามยาก" 

ฉันเป็นเด็กขี้เกียจ...ไม่ค่อยดื้อรั้นเท่าไร จึงฟังในสิ่งที่แม่เตือนทุกย่าง

โตขึ้น  แม่คงเห็นว่าฉันโตพอที่จะไปซื้อของในตลาดได้  แม่จะให้ฉันปั่นจักรยานไป ไปซื้อต้นหอมบ้าง ผักชีบ้าง เนื้อหมูบ้าง ตามแต่ที่แม่สั่ง แต่ก็นาน ๆ ทีจะได้ออกมาซื้อ เพราะแม่มักจะคิดไว้หมดแล้วว่าที่บ้านต้องมีอะไรบ้าง อีกอย่างเงินทองมักหายากในสมัยนั้น

ก่อนออกจากบ้านแม่จะกำชับกับฉันเสมอว่า "มองทางให้ดีหน้า มองซ้ายมองขวา มองหน้ามองหลังให้ดี"

ฉันปั่นจักรยานออกจากบ้านไปซื้อของตามที่แม่สั่ง บางครั้งก็เกินไป 10 บาท 20 บาท ถ้าเงินเหลือ ฉันมองซ้าย มองขวา เพื่อจะข้ามถนนได้อย่างระวัง  แต่ไม่เคยมองหน้ามองหลังสักที  มัวแต่หันไปหันมาคงไม่ได้ข้ามถนนกันพอดี

แม่บอกให้มองรอบทิศเพราะอันตรายอาจจะมาทางไหนก็ได้  ให้ฉันเป็นคนที่ระมัดระวังในทุกก้าวเดิน หรือการปั่นจักรยานก็ตาม

วันนี้ลองมองหน้ามองหลังดูบ้างอย่างที่แม่เคยบอก

มองหน้าคือ...มองไปในอนาคต

ส่วนมองหลังคือ...พิจารณาอดีตที่ผ่านมา

10 เรื่องมองหน้ามองหลัง  กับชีวิต

ชีวิตของฉันหรือของหลายคนมีอดีตกันทั้งนั้นซึ่งมันเปลี่ยนแปลงไปตามยุคอย่างรวดเร็ว 

บางครั้งคุณอาจจะมีอดีตที่คล้ายคลึงกับฉันก็ได้

มองหน้ามองหลังเรื่องที่ 1   โทรศัพท์

บ้านของฉันเป็นบ้านของชาวนาอย่าฝันเลยเรื่องการซื้อโทรศัพท์เพราะมันดูเหมือนไม่จำเป็นนั้น  จดหมายก็ยังใช้ได้ดี  

พี่สาวของฉันที่ไปเรียนกรุงเทพก็จะเขียนจดหมายมาหาพ่อกับแม่  ซึ่งฉันจะรับหน้าที่เป็นคนอ่าน  บางครั้งก็ตอบกลับพี่ไปบ้างตามคำสั่งของพ่อกับแม่  จนรู้สึกว่าครอบครัวเรามีญาติอีกคนคือคนส่งจดหมาย(บุรุษไปรษณีย์)

ต่อมาบ้านไหนที่ค้าขาย  เขามีโทรศัพท์

ยายเทียนอาจเป็นบ้านเดียวในรัศมี 100 เมตรจากบ้านเราที่มีโทรศัพท์  

แม่มักจะนัดกับพี่สาวว่าจะโทรมาเวลาไหน  แล้วแม่กับฉันจะเดินไปรอรับโทรศัพท์  บางทีพี่สาวก็จะเลยนัด ไปนั่งรอบ้านยายเทียนจนคุยจบเป็นสิบเรื่องก็ยังไม่โทรมา

เราใช้บริการบ้านยายเทียน 2-3  ปี ก็รู้จักกับเพจเจอร์  พี่สาวเก็บตังซื้อเพจเจอร์  ฉันก็จะโทรไปฝากเสียงกับเครือข่าย  แล้วเขาก็จะส่งข้อความที่ฉันพูดส่งเป็นตัวอักษรไปทางเพจเจอร์ของพี่สาว แต่มันเสียตรงที่ว่าพี่สาวจะตอบกลับมายาก ก็ต้องใช้บริการบ้านยายเทียนอีกอยู่ดีจึงจะคุยกันรู้เรื่อง

อีกไม่นานก็มีโทรศัพท์มือถือเป็นของที่บ้านโดยพี่สาวพาเจ้าเครื่องนี้กลับมาที่บ้านด้วย  ข้อดีคือเราไม่ต้องไปรบกวนบ้านยายเทียนอีก  แต่ข้อเสียคือเหนื่อยหน่อยเพราะต้องวิ่งไปหาคลื่น  บ้างครั้งไปไกลถึงกลางทุ่งนา

และไม่นานต่อมาโทรศัพท์ก็เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาอย่างรวดเร็ว  จากที่มันสามารถโทรและส่งข้อความได้แค่นั้น มันก็สามารถถ่ายรูปได้ คุยเห็นหน้าได้  สั่งพิซซ่าได้  แทบได้ว่าโทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยที่ 5 ของใครหลายคน (อาจเป็นฉันด้วย)

มองหน้า : อนาคตโทรศัพท์อาจจะเปรียบได้ดังแขนขาของคนเรา  เป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้

มองหลัง : โทรศัพท์เอาไว้ติดต่อสื่อสารกันด้วยเสียง

มองไปข้างหน้าแล้วฉันรู้สึกว่าเสียดายคุณค่าของโทรศัพท์  หน้าที่ของมันคือติดต่อสื่อสาร  แต่หลายคนยึดมันเป็นทุกอย่างของชีวิต  ซึ่งบางคนก็เลือกที่จะสบตาหน้าจอมากกว่าสบตาคนรัก...

มองหน้ามองหลังเรื่องที่ 2  ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและผู้ปกครอง

ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนแต่ก่อนกับสมัยนี้มันแตกต่างกัน 

ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กรู้สึกว่าครูคือมนุษย์ที่สุดยอดทำให้ฉันได้ความรู้   เปิดโลกใหม่ของฉัน

แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าครูหรือนักเรียนที่เปลี่ยนไป  อาจเป็นเพราะยุคสมัยด้วย

ครูต้องการลาภยศ ต้องการขั้น

นักเรียนไม่ต้องการความรู้

ทำให้มันไปคนละทาง  

ฉันทำงานเป็นครูเอกชน  โรงเรียนต้องประชุมบ่อยมาก  หัวข้อซ้ำซาก(ที่บอกว่าซ้ำซากเพราะบ่อยและน่าเบื่อเหลือเกิน) คือ เรื่องคำร้องเรียนของผู้ปกครอง

เช่น 

ตีเด็ก  นึกไปตอนที่เราเป็นเด็กคุณครูตีจนเลือดไหล  เรายังต้องยกมือไหว้ครูได้เดินเข้าห้อง  ครั้งต่อไปเราไม่ทำอีก

การสอนของครู  ครูแต่ละคนมีวิธีการสอนที่ไม่เหมือนกัน  นักเรียนก็เหมือนกันผู้ปกครองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเลือกปฏิบัติ  ลูกแต่ละคนคุณเลี้ยงยังไม่เหมือนกัน  นี่นักเรียนเป็นร้อย ๆ พัน ๆ จะใช้วิธีเหมือนกันก็ไม่ใช่

เพื่อน  เดี๋ยวนี้ผู้ใหญ่ก็ก้าวก่ายเด็ก  เด็กโกรธกันไม่เกินวันก็ดีกันเล่นกันเหมือนเดิม  แต่ถ้าผู้ใหญ่มาเกี่ยวข้องก็เรื่องใหญ่ทันที

บทบาทของครูต้องถูกลดทอนลงแน่  เพราะการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ครูจะเป็นแค่ coach  ผู้ที่ชี้แนะการเรียนรู้ให้แก่เด็ก  

มองหลัง :  ครูเป็นทุกอย่างของลูกศิษย์  เป็นแม่ก็ได้เวลาแม่ไม่ว่าง  วันแม่ก็ไหว้ครูแทนได้  เป็นเพื่อน  และอื่น ๆ 

มองหน้า : ครูที่จะต้องทำหน้าที่อยู่คือครูที่สอนจริยธรรม  เพราะความรู้เด็ก ๆ ในอนาคตเขาสามารถหาเองได้  แต่จริยธรรม  การเข้าร่วมสังคมจะต้องมีการเรียนการสอน  

การศึกษาไทยเท่าที่ฉันคิดก็ไม่ได้แย่นะ แต่คุณธรรมของคนไทยมันแย่...มั้ง