โลกอยู่ได้ด้วยเมตตาธรรม

ถวิล
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

โลกอยู่ได้ด้วยเมตตาธรรม

ดร.ถวิล อรัญเวศ
รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 4

-------------------------

มนุษย์โลกของเราทุกวันนี้ นับแต่จะมีความเป็นอยู่ที่ผจญ
กับหลายสิ่งหลายอย่าง จะประสบกับปัญหา มีความเป็นอยู่

ที่ยากลำบากยิ่งขึ้น และจะประสบกับปัญหาทั้ง
ปัญหาระดับครอบครัว สังคมและประเทศชาติ

ทั้งนี้เพราะ ทรัพยากรในการทำมาหากิน จะลดน้อยลง
เพราะมนุษย์เราใช้ไปทุกวัน ๆ ย่อมจะขาดแคลนเป็นธรรมดา
มนุษย์เราจะต้องหามาทดแทนให้จงได้


ปัญหาพื้นฐานของสังคมโลก ก็คงไม่หนีไปจากคำที่ว่า

แย่งอาหารกันกิน แย่งแผ่นดินกันอยู่
แย่งคู่พิศวาส แย่งอำนาจกันปกครอง”


ยิ่งโลกของเรามีความเจริญทางด้านวัตถุมากเท่าไร
มนุษย์เราก็ยิ่งต้องแสดงเมตตาธรรมให้กันและกันมากเท่านั้น
ทั้งนี้ ด้วยเหตุที่คนเราเกิดมาธรรมชาติให้มาไม่เท่ากัน
บ้างมีโชค บ้างอับโชค จุดนี้แหละที่พุทธองค์สอนให้เรา
ได้แสดงออกซึ่งความรัก ความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์
ผู้ยากไร้ ขาดโอกาสทางการศึกษา เศรษฐกิจ ที่พักพิง
เป็นการบริหารจัดการของมวลมนุษย์โลกเพื่อให้โลกนี้
สามารถดำรงไปได้อย่างสันติสุข แต่ถ้าไม่สามารถ
บริหารจัดการกันได้แล้ว แน่นอน ความโกลาหลย่อมตามมา

จะเกิดปัญหาสังคม การลักขโมย การปล้นจี้วิ่งราว
เพราะความไม่สมดุลของคนในสังคม

คนที่มั่งมีก็จะไม่ปลอดภัย อาจจะถูกขโมยไปลักทรัพย์

ฉะนั้น การแบ่งปันความสุข เติมเต็มให้แก่กันและกัน

สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ เพราะคนที่ยังขาดก็
มีความภูมิใจที่ยังมีคนดีศรีแผ่นดินมาช่วยเหลือ

ในส่วนที่ยังพร่องอยู่ เป็นการแสดงออกถึงมีไมตรีจิตมิตรภาพช่วย
เหลือกันและกัน นี้แหละคือความมีเมตตาธรรม ซึ่ง
การแสดงออกด้านเมตตาธรรม สามารถทำได้หลายประการ
เช่น ช่วยคนตกทุกข์เพราะประสบภัยพิบัติ ไร้โอกาส
ทางการศึกษา ประสบอัคคีภัย อุทกภัย ประสบอุบัติเหตุ
ขาดคนดูแล เป็นต้น


เมตตาธรรม คืออะไร

เมตตาธรรม คือคุณงามความดีที่แสดงออกด้านความรัก
ความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข
ทั้งทางกายและใจ ผู้ที่มีความเมตตาจะเป็นคนที่มี
ความโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือแบ่งปันสิ่งของแก่บุคคล
อื่นให้มีความสุขเท่าที่จะทำได้ไม่เบียดเบียนใครให้ได้
รับความทุกข์เดือดร้อน

การแสดงออกทางกาย ด้วยการให้สิ่งของทรัพย์สิน
แก่บุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือ ไม่รังแกทำร้ายผู้อื่น
และพร้อมที่จะปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า ให้ความรักและความเอ็นดู
ต่อสัตว์ ไม่ทำร้ายรังแกสัตว์ให้ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน
การเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันและกัน

การแสดงออกทางวาจา ได้แก่ การพูดจาสุภาพ
ปรับทุกข์ให้คำแนะนำให้คำปรึกษาแก่ผู้มีความทุกข์ทางใจ
ท้อแท้ใจไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาได้ เราควรใช้คำพูดที่ไพเราะ
ไม่ควรใช้คำพูดที่เยาะเย้ยถากถาง จนทำให้ผู้ที่มา
ขอคำปรึกษาท้อแท้ใจลงไปอีก

การแสดงออกทางใจ ได้แก่ส่งความรัก ความปรารถนา
ดีต่อกันและกัน ไม่ผูกอาฆาตพยาบาทกัน พร้อมที่จะให้
อภัยแก่ทุกคนและมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นด้วยเอาใจเขา
มาใส่ใจเรา

คนเราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ ถ้าเรามีความรักเมตตาต่อกัน
มีอะไรก็แบ่งปันกันได้ มองเห็นความทุกข์ยากของผู้อื่นเห็น
ผู้อื่นเดือนร้อนก็ให้ความช่วยเหลือโดยไม่นิ่งดูดายและเห็น
แก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
ควรมีเมตตาต่อคนและสัตว์เพื่อให้เป็นนิสัย
เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะได้มีความเมตตาต่อกัน
และจะได้อยู่ร่วมอย่างสงบสุขในสังคมและประเทศชาติสืบไป

เมื่อเรามีเมตตาธรรมต่อกันแล้ว โลกของเราก็จะอยู่ร่มเย็น
เป็นสุข เพราะแต่ละคนต่างก็มีความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน
ไม่เบียดเบียนกันและกัน พึ่งพาอาศัยกันได้ เป็นเพื่อนบ้าน
ที่ดีมีอะไรก็แบ่งปันกันได้ เท่ากับว่าได้สร้างรั้วบ้านที่ดีนั้นเอง
และจะนำเราไปสู่ความสุข หมดทุกข์ภัย ดังคำกลอนที่ว่า

อันผู้ใด มีเมตตาธรรม ประจำจิต

เป็นเนืองนิตย์ จะไร้ทุกข์ มีสุขสันต์

อันผู้ใด มีความเอื้อเฟื้อ และแบ่งปัน

พลันจะประสบสุข หมด ทุกข์ภัย

ยังมีคน มากมาย ในโลกนี้

ทนโศกี คับแค้น แสนสาหัส

ผจญกับ ปัญหา สารพัด

อัตคัด ขัดสน จนวันวาย

เด็กส่วนหนึ่ง บอบช้ำ แต่กำเนิด

ผู้ให้เกิด ทิ้งขว้าง หนีห่างหาย

ต้องกำพร้า หน้าเซียว อยู่เดียวดาย

ซังกะตาย อับจน สิ้นหนทาง

บ้างพิการ ซ้ำซ้อน นอนง่อยเปลี้ย

เจ็บละเหี่ย เพลียใจ ไม่รู้สร่าง

ชีวิตเจ็บ ทุรน บนเส้นฟาง

พร้อมอับปาง จบเห่ ทุกเวลา

อนิจจา เพื่อนร่วมโลก ผู้โชคร้าย

ชะตาคล้าย ถูกสาป มีบาปหนา

หวังเพียงใคร ไยดี ชุบชีวา

ช่วยเยียวยา บาดแผล มีแก่ใจ

คนร่ำรวย เนียรทุกข์ สุขวิศิษฏ์

เคยแบ่งจิต เอื้อเฟื้อ เกื้อกูลไหม

กรุณา สักนิด คิดห่วงใย

ช่วยเขาให้ บรรเทา จากเศร้าตรม

โปรดแสดง น้ำใจ อย่าได้ช้า

ซับน้ำตา แก้ไข คลายขื่นขม

ช่วยเหลือเด็ก ด้อยโอกาส ขาดรื่นรมย์

เท่าประเทือง สังคม สั่งสมคุณ

สร้างกุศล จุนเจือ เผื่อภพหน้า

ธรรมสัมมา จะย้อน อาทรหนุน

เกิดเป็นคน มุทิตา แผ่การุญ

ย่อมได้บุญ เสริมชีวาตม์ ทุกชาติไป

------------

ขอบคุณแหล่งข้อมูลคำกลอน

http://www.klonthaiclub.com/index.php?topic=18043.0

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทความทางวิชาการถวิล อรัญเวศ



ความเห็น (0)