ตอนที่ 3 Project Based Learning
ได้มีโอกาสพูดคุยกับ Mentors กลุ่มอื่น โดยเฉพาะอาจารย์ท่านหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลหัวข้อเดียวกันของอีกกลุ่ม เธอสอน Industrial and Commercial Design ที่ National Taiwan University of Science and Technology ได้กล่าวชื่นชมเธอว่า workshop ครั้งนี้ ซึ่งจัดการเรียนการสอนแบบ Project Based Learning มีกลยุทธ์การสอนที่น่าสนใจ และสามารถทำให้ผู้เรียนจากหลากประเทศหลายสาขาวิชา ทำงานด้วยกันได้เป็นอย่างดี และคิดว่าจะได้ผลลัพธ์สุดท้ายเพื่อตอบโจทย์ที่เขาเรียกว่า Design Challenge ในที่สุดอย่างน่าทึ่ง
อาจารย์ท่านนั้นบอกว่า ในไต้หวันนั้นหลังจากมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ การเรียนรู้ใช้วิธีการ Project based learning นี้เป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้ผู้เรียนคุ้นเคยและมีความสนใจใคร่รู้ตลอดเวลา จึงไม่ค่อยรู้สึกแปลกใจที่เห็นผู้เรียนที่เป็นเด็กจากไต้หวันร่วมการแสดงความคิดเห็นอย่างคล่องแคล่วเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ส่วน Facilitators ประจำกลุ่มก็มีทักษะการทำงานที่ดี สามารถนำกลุ่มได้อย่างเป็นธรรมชาติ
นอกจากนั้น ผู้เข้าร่วมมากกว่าครึ่งหนึ่งของ workshop นี้มาจากสาขาการออกแบบต่างๆ ซึ่งในการเรียนสาขาเหล่านี้ใช้ project based learning เป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว
ขอบันทึกวิธีการจัดการเรียนรู้ของ workshop นี้เพื่อแบ่งปันคนอื่นๆที่สนใจ
โปรแกรมนี้ถูกออกแบบอย่างเป็นขั้นตอน วันแรกเริ่มด้วยการสร้างบรรยากาศความเป็น International school และแนะนำครูที่เชิญมาจากประเทศต่างๆ ด้วยการจัด Mentors talks ได้เนื้อหาและประสบการณ์หลากเรื่องหลายแนว คือ
- Technology for Smart Services จากประเทศญี่ปุ่น
- Elderly School จากประเทศไต้หวัน
- Community Based Healthcare จากประเทศไทย
- Smart Home จากประเทศสิงคโปร์
- Smart Healthcare and business models of Homecare จากประเทศเกาหลี
- Design to be Human จากประเเทศเยอรมัน
จากนั้นก็มีการบรรยายเพื่อแจงแนวคิดของ Service design for Elders พูดถึงวิธีคิดและการมองผู้สูงอายุในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะกลุ่ม และสร้างแรงบันดาลใจส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมประชุมคิดนอกกรอบ ไม่มองผู้สูงอายุแบบเดิมๆ โดยใช้ผู้บรรยายที่มีประสบการณ์และความสามารถสูงทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์และแง่คิดที่ดีหลังฟังจบ
ช่วงบ่ายจึงให้ทุกคนแยกย้ายเข้ากลุ่มเพื่อทบทวนคำถามและ theme ที่ต้องทำงานร่วมกัน เริ่มอุ่นเครื่องด้วยการระดมสมอง ใช้เทคนิค post-it โดยมีข้อตกลงในการระดมสมองทุกช่วง ว่าหลักการคือ
ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ criticism is ruled out แสดงความคิดออกมาเป็นภาพ visualized ideas ยินดีต้อนรับความคิดอย่างอิสระเสรี freewheeling is welcomed ยิ่งมากยิ่งดี quantity breeds quality ขอโดยสารและต่อยอดความคิดกันและกัน hitchhike and build on others’ ideas
โดย post-it หนึ่งแผ่นให้เขียนได้ 1 ความคิด เขียนด้วยปากกาเส้นหนา เขียนออกมาให้มากที่สุดจะกี่แผ่นก็ได้ จากนั้นค่อยมาช่วยกันจัดกลุ่มความคิดของทุกคนเข้าด้วยกัน และจะพบว่าจริงๆเราคิดคล้ายกันหลายประเด็น และอีกหลายประเด็นจะเป็นความคิดใหม่ที่มีประโยชน์ต่อเราและเราสามารถคิดต่อยอดกันและกันได้ จากนั้นให้อ่านและอธิบายความคิดในกระดาษ post-it เพื่อแบ่งปันความคิดให้คนในกลุ่มฟัง
มีการทบทวนกติกาการอยู่ร่วมกัน 4 อย่างคือ
Open your mind เปิดใจเรียนรู้ เข้าใจ และสื่อสาร ให้ใจและสมอง active และ engaged Listen and feel ฟังและรู้สึกด้วยใจ เพื่อพัฒนาการออกแบบที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ Act with Courage มีความกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่หรือไปในที่ใหม่ๆ มีทัศนคติที่เปิดกว้าง Embrace chaos ความวุ่นวายและความล้มเหลวเป็นสิ่งที่เกิดได้เสมอในกระบวนการร่วมกันสร้าง เชื่อว่ามีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์และยอมรับความวุ่นวาย
ในช่วงท้ายของวันแรกได้ไปเยี่ยม Learning site หรือที่เขาเรียกว่า Living lab ซึ่งเป็นศูนย์ผู้สูงอายุ (senior center) ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเกาสง ห้องเรียนของเราเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วงกลางวัน (daycare center) ที่ชาวเกาสงสามารถนำผู้สูงอายุที่มีอาการหลงลืมหรืออยู่คนเดียวไม่ได้มาฝากให้อยู่ในศูนย์ในช่วงกลางวัน เราได้เดินชมสถานที่จนทั่วและมีนักสังคมสงเคราะห์ (social worker) คนหนึ่งมาอธิบายการทำงานในศูนย์ให้ฟัง
จบวันแรก เราได้เข้าใจภาพการทำงานของ careworker ใน daycare แห่งนี้ และได้ลองระดมสมองใน แผ่น idea farm ที่ทุกคนสามารถเติมความคิดของ solutions ได้เสมอเมื่อมีอะไรใหม่ๆเข้ามาในหัว
วันที่สองและสาม เรากลับไปทำงานที่ learning site แห่งเดิมอีก โดยนักศึกษาได้ทำ in-depth interview คนที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้จัดการศูนย์ นักสังคมสงเคราะห์ อีก 2 คน และ careworker อีกสองคน โดยกระบวนกรได้ให้แนวทางการทำงานที่เขาเรียกว่า co-creation skills ว่าเมื่อสัมภาษณ์
เริ่มด้วยคำถามง่ายๆ สบายๆ ให้บทสนทนาเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ฟังอย่างตั้งใจ และตอบสนองอย่างเหมาะสม ถามคำถามเปิด ส่งเสริมให้ผู้ถูกสัมภาษณ์พูดเยอะๆ ใช้ถามต่อเนื่องจากคำถามหลักเพื่อได้ข้อมูลเชิงลึก สนใจคำตอบที่อาจได้ข้อมูลขัดแย้งกัน
ด้วยคำถาม design challenge ที่ได้รับมอบหมายของกลุ่มว่า "เมื่อมี care worker คนใหม่เข้ามา เราจะเติมทักษะทางวิชาชีพและทัศนคติแบบไหนที่จะทำให้เขาสามารถดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะหลงลืมได้" ในวันที่สาม กระบวนกรได้ค่อยๆพากลุ่มเดินทางมาจนถึงขั้นที่กลุ่มสามารถระบุปัญหาที่ชัดเจนและประเด็นสำคัญที่กลุ่มสนใจจะออกแบบวิธีการแก้ปัญหานั้น ด้วยเทคนิค POV ซึ่งเป็นประโยคที่ใช้ออกแบบบริการ (service design sentence) ที่ใช้กันในกลุ่มนักออกแบบ ผู้ร่วมกลุ่มต้องเขียนประโยค WHO Needs what, and Why or why not เช่น
เช่น ผู้ดูแลสาวคนใหม่ซึ่งไม่มีประสบการณ์ทำงานต้องการข้อมูลรายละเอียดเฉพาะบุคคลของผู้สูงอายุแต่ละคนเพื่อให้สามารถให้บริการได้ดีขึ้น "new young care worker without experiences needs detailed individualized information of elderly for they can take care of elderly efficiently"
เมื่อระดม service design sentence จากทุกคนแล้ว กลุ่มก็มาช่วยกันเลือกประเด็นที่น่าสนใจที่สุดที่จะนำมาออกแบบร่วมกัน โดยมีแนวทางการเลือกจาก 4 ปัจจัยคือ
Influence ให้ถามตัวเองว่าสิ่งนี้จะคงอยู่ได้นานหรือไม่ และมีคนมากเท่าไหร่ที่จะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราออกแบบ Feasibility จะเอาไปใช้ได้จริงมากแค่ไหน ใช้เงิน เวลา และมีความเสี่ยงอื่นแค่ไหน Innovation มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกันอยู่แล้วในตลาดหรือไม่ น่าทึ่งหรือไม่ Effectiveness จะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ประโยชน์คืออะไร
จากการทำงานร่วมกันจนถึงวันที่ 4 กลุ่มของเราวางแผนจะนำเสนอการใช้ smart technology เพื่อเก็บและเป็นพื้นที่การใช้ข้อมูลร่วมระหว่าง care workers, social workers และ ผู้ใช้กลุ่มอื่น เพื่อปรับปรุงบริการและทำให้ care worker ใหม่และคนที่มีประสบการณ์ทำงานร่วมกันได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถให้การดูแลรายบุคคลได้ดี มีการส่งข้อมูลส่วนบุคคลรวมทั้งข้อมูลที่สามารถปรับปรุงบริการให้ดีที่สุดได้ โดยกลุ่มต้องร่วมกันผลิตต้นแบบ (prototype) ของผลิตภัณฑ์พร้อมทั้งคลิปวีดีโอและโปสเตอร์เพื่อนำเสนอเรื่องราวและที่มาที่ไปของสิ่งที่ออกแบบ
ผลเป็นอย่างไรจะนำมาแบ่งปันในตอนต่อๆไป