วิธีการใช้คำกริยา

คำริยา(verb)

คือคำที่แสดงการกระทำหรือบอกสภาพของประธานของประโยค

1. ประเภทของคำกริยา คำกริยาอาจแบ่งออกเป็น main verbs และ auxiliary verbs

1.1Main verbs คือคำกริยาแท้หรือคำกริยาหลักในประโยค ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ intransitive verbs, transitive verbs และ linking verbs

1.Intransitive verbs คือคำกริยาที่ไม่ต้องการกรรมมารองรับ เช่น run, fly swim, shout เป็นต้น

ตัวอย่าง

Jimmy ran in the field.

Some birds fly across the country.

John swims every morning.

Jane shouted for help.

2)Transitive verbs คือคำกริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับ เช่น eat, cut, give, produce, provide เป็นต้น

ตัวอย่าง

Mary ate her dinner early today. (ate เป็นกริยาแท้ dinner เป็นกรรม)

Mother cut the cake into eight pieces. (cut เป็นกริยาแท้ cake เป็นกรรม)

Father gave John a watch. (gave เป็นกริยาแท้ John เป็นกรรมรอง watch เป็นกรรมตรง)

3) Linking verbs คือคำกริยาที่เชื่อมประธานกับคำนามหรือคำคุณศัพท์ที่ตามมา ได้แก่ รูปต่าง ๆ ของคำกริยา BE, seem, look, become, turn, smell, sound, taste, feel, etc. คำกริยาประเภทนี้จะต้องมีส่วนเสริมประธาน (subject complement) ส่วนเสริมประธานอาจเป็นคำนามหรือคุณศัพท์ก็ได้

ตัวอย่าง

Peter is a businessman. (is เป็น linking verb และ businessman เป็นคำนามที่ทำหน้าที่เป็นส่วนเสริมประธาน)

Mary looks happy today. (looks เป็น linking verb และ happy เป็นคำคุณศัพท์ที่ทำหน้าที่เป็นส่วนเสริมประธาน)

Jack became a famous politician. (became เป็น linking verb และ politician เป็นคำนามที่ทำหน้าที่เป็นส่วนเสริมประธาน famous เป็นคำคุณศัพท์ที่ทำหน้าที่ขยาย politician)

3.1.2 Auxiliary verbs แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ primary auxiliary verbs และ modal auxiliary verbs

1) Primary auxiliary verbs ได้แก่ รูปต่าง ๆ ของคำกริยา BE, DO และ HAVE คำกริยาประเภทนี้อาจเป็นได้ทั้งกริยาแท้และกริยาช่วย

ตัวอย่าง

She does her homework every night. (does เป็นกริยาแท้)

She does not like to go out at night. (does เป็นกริยาช่วย)

I am a computer engineer. (am เป็นกริยาแท้)

I am going to Singapore next Saturday. (am เป็นกริยาช่วย going เป็นกริยาแท้)

Susan has a beautiful house on the mountain. (has เป็นกริยาแท้)

Nobody has seen Susan since Monday. (has เป็นกริยาช่วย seen เป็นกริยาแท้)

2) Modal auxiliary verbs ได้แก่ can, could, shall, should, will, would, may, might, must, ought, to, need, dare กริยาประเภทนี้จะใช้คู่กับกริยาแท้ของประโยค จะอยู่ตามลำพังไม่ได้ ยกเว้นในกรณีตอบคำถามแบบสั้นหรือใช้ในกรณีที่มีการละกริยาแท้เนื่องจากมีการกล่าวถึงมาแล้ว

ตัวอย่าง

A: We will fly Thai International.

B: Wouldn’t you like to fly other airlines?

A: No, I wouldn’t.

If John is going to the concert, I will, too.

3.2ตำแหน่งของคำกริยาในประโยค

คำกริยามักอยู่หลังประธานของประโยค ในประโยคที่มีกริยาช่วย กริยาช่วยจะอยู่หน้ากริยาแท้ ยกเว้น ในประโยคคำถาม ซึ่งกริยาช่วยจะอยู่หน้าประธาน

ตัวอย่าง

John works at the ABC company.

Peter will leave for Hong Kong next week.

Students should spend more time studying.

Does John work at the ABC company?

Will Peter leave for Hong Kong next week?

Should students spend more time studying?

3.3รูปของคำกริยา

คำกริยาแท้โดยทั่วไปจะมี 5 รูปคือ

3.3.1รูปที่ยังไม่ได้ผัน (base form) เช่น walk, speak, hear, cut

3.3.2รูปที่ลงท้ายด้วย s (-s form) เช่น walks, speaks, hears, cuts

3.3.3รูปอดีต (past form) เช่น walked, spoke, heard, cut

3.3.4รูป present participle เช่น walking, speaking, hearing, cutting

3.3.5รูป past participle เช่น walked, spoken, heard, cut

รูป past form และ past participle ตามปกติจะเกิดจากการเติม –ed ท้ายรูปที่ยังไม่ได้ผัน ยกเว้นคำกริยา irregular verbs ซึ่งจะมีวิธีผันเฉพาะตัว การจดจำรูป past form และ past participle ของ irregular verbs เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

รูปของคำกริยาจะผันไปตาม tense และพจน์และบุรุษของประธาน



กริยาช่วย มีทั้งหมด 24 ตัว ที่ใช้บ่อย

กริยาช่วย

รูปปฎิเสธ

คำย่อ

is

is not

isn't

am

am not

-

are

are not

aren't

was

was not

wasn't

were

were not

weren't

do

do not

don't

does

does not

doesn't

did

did not

didn't

has

has not

hasn't

have

have not

haven't

had

had not

hadn't

can

can not

can't

could

could not

couldn't

may

may not

mayn't

might

might not

mightn't

will

will not

won't

would

would not

wouldn't

shall

shall not

shan't

should

should not

shouldn't

must

must not

mustn't

need

need not

needn't

dare

dare not

daren't

ought

ought not

oughtn't

used to

used not to

usedn't to

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน English grammar



ความเห็น (0)