​บันทึกการเดินทาง “เล่าเรื่องจิตอาสา”

บันทึกการเดินทาง เล่าเรื่องจิตอาสา"

“ใครว่าการไปทำจิตอาสาต้องใช้เวลาในการทำนาน ถึงจะได้ชื่อว่าไปทำจิตอาสาจริงๆ

ประโยคนี้เป็นประโยคที่ใครๆหลายคนคิดเมื่อนึกถึงการทำจิตอาสา เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าถ้าจะทำจิตอาสา ต้องใช้เวลาทั้งวันในการทำ บางคนก็ชอบคิดว่าทำจิตอาสาต้องทำในเวลาว่างๆ ซึ่งความคิดเหล่านั้นก็เคยได้เข้ามาอยู่ในหัวของตัวเราเหมือนกัน แต่เมื่อเราได้มีโอกาสได้ไปทำจิตอาสา ณ ที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ที่เราผ่านบ่อยมาก เพราะเป็นทางจากมหาวิทยาลัยมาถึงบ้าน ที่แห่งนี้คือ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์



เนื่องจากวันนั้นเรากับเพื่อนๆมีธุระในช่วงเช้า เลยตั้งใจมาทำจิตอาสาในช่วงเวลาบ่ายๆ ซึ่งมูลนิธินี้สามารถเดินเข้าไปขอทำจิตอาสาได้เลย หรือที่เรียกง่ายๆว่า walk in ได้เลยนั่นเอง เมื่อเรากับเพื่อนๆเข้าไป ก็เจอพี่ๆแผนกจิตอาสา เพื่อให้พี่เขาแนะนำเรื่องการทำจิตอาสาที่นี่ ซึ่งเวลาที่เราไปตอนนั้น บรรยากาศที่นั่นคือมีโต๊ะ มีเก้าอี้ และเต็มไปด้วยเด็กวัยประถม จนถึงวัยมหาวิทยาลัยที่กำลังเล่นกันบ้าง ทำการบ้านบ้าง พูดคุยกับครอบครัวบ้าง ตอนนั้นเราก็เกิดความคิดที่ว่า….พี่แผนกจิตอาสาจะให้เราทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพี่แผนกจิตอาสาก็แนะนำเราให้พบกับพี่มหาวิทยาลัยปี 3 ซึ่งสิ่งที่เราไปช่วยพี่เขาทำ มี 2 อย่างคือ ช่วยพี่เขาแปลบทความและทำการบ้านภาษาอังกฤษ และต่อด้วยการพิมพ์สรุปของบทความที่พี่เขาได้ทำมาบ้างแล้ว

เริ่มแรกด้วยการแปลบทความวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นบทความเกี่ยวกับ ประโยชน์ของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเราก็ได้ช่วยพี่เขาเรื่องหลักไวยากรณ์ และเรื่องการออกเสียงในภาษาอังกฤษบ้าง ในที่สุดการแปลบทความนั้นก็สำเร็จ คำพูดที่พี่เขาพุดกับเราก็คือ “พี่ขอบคุณมากเลยนะ ถ้าไม่ได้น้อง พี่ไม่มีงานส่งพรุ่งนี้แน่ๆเลย ขอบคุณมากจริงๆ” เมื่อเราได้ยินประโยคนี้เราก็รู้สึกว่าแค่การช่วยแปล ช่วยทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษแค่นี้มันมีความหมายกับพี่เขามากๆ จากนั้นเราก็ถามพี่เรื่องสาระพัด จนได้ความว่า พี่เขาอยากเก่งภาษาอังกฤษเพราะจะเตรียมตัวไปสอบภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการเรียนต่อ และทำงาน เรารู้สึกพี่เขามีความมุ่งมั่นมากๆ เพราะพี่ได้บอกว่า “ถึงพี่จะตาบอด แต่พี่ก็ยังอยากมีงานทำนะ ไม่อยากอยู่เฉยๆอ่ะ” พี่พูดและอมยิ้มให้ทำให้เรามองว่า ขนาดพี่เขาตาบอดแต่ว่าพี่เขาก็มีความมุ้งมั่นที่จะทำงาน ดังนั้นเราก็ควรตั้งใจ และมุ่งมั่นที่จะมีเป้าหมายที่แน่ๆบ้าง

จากนั้นเราก็ได้ไปใช้ห้องคอมพิวเตอร์ของมูลนิธินี้ เราก็ได้ช่วยพี่เขาพิมพ์บทความที่คุณป้าของพี่เขาได้เขียนและสรุปให้แล้ว สิ่งที่ชอบและแปลกที่สุด เละไม่เคยเห็นมาก่อนคือ คอมพิวเตอร์ทุกตัวเมื่อลากเม้าส์ไปวางตรงที่มีตัวอักษร ก็จะมีเสียงพูดออกมา เพื่อเอื้ออำนวยให้กับคนตาบอด พี่เขาบอกว่า “เห็นไหมว่าคนตาบอดก็มีดีอย่างนี้แหละ ได้ใช้ในสิ่งที่คนปกติไม่ได้ใช้” จากนั้นพี่เขาก็กลับบ้านหลังจากที่เราช่วยพี่เขาพิมพ์งานและพิมพ์ออกมาแล้ว เวลานั้นเป็นเวลา ประมาณ 5 โมงกว่าๆแล้ว สิ่งที่เรารู้สึกคือ เรายังไม่อยากกลับเลย แต่ก็ต้องกลับเพราะว่าเด็กๆและคนที่อยู่ในมูลนิธินี้ต้องไปกินข้าวเย็นและพักผ่อนตามอัธยาศัย

สิ่งที่ได้ในวันนี้คือ อย่างแรกคือความรู้สึกก่อนและหลังทำต่างกัน คือตอนแรกมาเพราะอาจารย์สั่งให้มา แต่เมื่อได้ทำจิตอาสาแล้วรู้สึกเหมือนว่าเราไม่ได้มาทำตามคำสั่งของอาจารย์แต่เรารู้สึกว่าเราได้ทำจิตอาสาด้วยใจของตัวเอง และมีความรู้สึกว่าอยากจะกลับมาทำที่นี่อีกซักครั้ง

มันทำให้คำว่า…จิตอาสาต้องใช้เวลาในการทำนาน ถึงจะได้ชื่อว่าไปทำจิตอาสาจริงๆ ที่เป็นความคิดแรกเริ่มของเรา มันได้เปลี่ยนเป็นความคิดที่ว่า

“ถึงแม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แต่ก็รู้สึกได้ว่าตัวเองได้ทำประโยนช์มากมายให้กับคนอื่น”

ขอขอบคุณ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ทำอย่างไรจะพัฒนาศักยภาพของบุคคลหรือประชาคมเหล่านี้ให้มีสุขภาวะอยู่เย็นเป็นสุข



ความเห็น (0)