ไม่ยาก...ถ้าอยากช่วย


ครั้งนี้คงเป็นครั้งที่ 4 สำหรับการไปทำจิตอาสาที่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย

ทุกครั้งที่ไปทำเพราะไปด้วยที่อยากช่วย ไปคนเดียวบ้างชวนเพื่อนไปบ้าง และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เงื่อนไขของการไปเพิ่มขึ้น นั้นก็คือ การได้รับมอบหมายงานจากอาจารย์ให้ไปทำจิตอาสาและต้องนำมาเสนอหน้าชั้นเรียนเพื่อเล่าความรู้สึก

"เมื่อรู้ว่าต้องทำจิตอาสา" ความคิดแรกที่เข้ามาว่าจะไปมูลนิธิคนตาบอดก็เข้ามาในหัวทันที เพราะที่นี่ไม่ต้องทำเอกสารแค่มีใจเป็นอาสาสมัครอยากช่วยเหลือก็สามารถเข้าไปได้ทุกวัน ทุกครั้งที่ผ่านมาความประทับใจต่างกันออกไปไม่เคยซ้ำกัน เพราะงานอาสาสมัครที่นี่มีหลากหลายให้อาสาได้ทำ ครั้งนี้ก็เช่นกันพวกเรารวมกลุ่มกันไปทำงานอาสาที่นี่กันประมาณ 6 คน เราไปตอนหลังเลิกเรียนตอนนั้นก็ประมาณบ่ายโมงเราก็ไปถึงที่มูลนิธิเวลาที่เราไปตอนนั้น ถือว่าเร็วไปหน่อยเพราะน้องๆผู้พิการทางสายตายังไม่เลิกเรียน และไม่มีผู้พิการทางสายตาจากข้างนอกมาขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อเราไปถึงเราก็ได้เข้าไปติดต่องานอาสาที่ห้องอาสา ตอนนั้นก็มีงานให้เราทำอยู่นั่นคือ ตัดรูปในหลวงรัชกาลที่9 จากปฏิทินเก่า มาแปะบนกระดาษแข็งและนำไปเป็นของที่ระลึก ซึ่งเป็นงานของมูลนิธิพวกเราจึงมีโอกาสได้เข้าไปช่วยระหว่างรอน้องๆ

"ครั้งแรก" ที่มาทำงานอาสารู้สึกสงสารและคิดว่าน้องเขาคงจะรู้สึกลำบากแน่ที่มองไม่เห็นแต่เมื่อได้มาสัมผัสจริงๆ และยิ่งบ่อยครั้งเข้าทำให้รู้เลยว่า ขามีความสุขมาก สายตาที่มองไม่ชัดหรือมองไม่เห็นก็ไม่ได้ทำให้เขาใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปไม่ได้ เขาใช้คอมพิวเตอร์ได้ดีมาก เล่นดนตรีเพราะสุดๆ เขามีความฝัน มีพลังบางอย่างที่คนตาดีอย่างเราไม่มี ทุกครั้งที่ไปทำงานอาสาสิ่งที่ได้กลับมาคือ ความสุข ความประทับใจ และคำกล่าวขอบคุณที่มีความจริงใจสุดๆ สิ่งตอบแทนเหล่านี้คือ พลังที่ดึงดูดอยากให้กลับไปอีกหลายๆครั้ง และทุกครั้งที่มีโอกาสหรือผ่านไปแถวนั้น แล้วต้องรอเวลาเพื่อที่จะทำอย่างอื่น ก็จะไปทำงานอาสาที่นั้นเพราะคิดว่าดีกว่านั่งรอเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เข้าไปแค่ไม่กี่นาทีเราก็สามารถช่วยเหลือเขาได้ เรื่องง่ายๆของเราแค่เราเห็นแล้วบอกเขาว่าเห็นอะไร แค่นี้ก็เป็นสิ่งที่มีค่ากับเขามาก



"ความรู้สึกทุกครั้งที่มาที่นี่" งานของอาสาที่มาช่วย คือ การมาเป็นดวงตาให้น้องๆนั่นเอง บางครั้งเราแค่มองเห็นแล้วบอกในสิ่งที่เห็น หลังจากนั้นน้องๆเขาก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้โดยต้องให้เราช่วยคิดหรือตัดสินใจ และวันนี้ก็เช่นเดียวกัน มีน้อง ก นามสมมุติมาขอความช่วยเหลือให้ช่วยจัดรายงายในprogram Microsoft wordตอนแรกก็กลัวว่าจะทำไม่แต่แต่ก็สามารถช่วยน้องเค้าได้ในที่สุด เนื้อหาทุกอย่างน้องมีพร้อม น้องแค่มาขอช่วยให้จัดรูปแบบให้ เมื่อจัดเสร็จก็อธิบายให้น้องฟังว่ารูปแบบที่เราจัดเป็นอย่างไร น้องพอใจไหม หรือต้องการให้ปรับอะไรอีก ในตอนแรกๆที่เจอน้องก็ดูเกร็งๆ แต่พอเริ่มพูดคุยถามเรื่องเรียน เรื่องกิจกรรมต่างๆ ชวนคุยเรื่องตลกๆ น้องดูผ่อนคลายและกล้าเล่นมากขึ้น



ความสุข” ที่คิดว่าได้รับจากการไปครั้งนี้ คือ 70% โดยความรู้สึกส่วนตัวคิดว่าการไปครั้งก่อนๆของตัวเองมีความสุขมากกว่า เพราะเราไปแบบโล่งๆ ไม่มีอะไรต้องคิด ไม่ต้องคิดว่าทำแล้วเราจะเอาอะไรมานำเสนอให้อาจารย์และเพื่อนๆฟัง แต่การไปครั้งนี้ทำให้ เห็นว่าการที่เราไปทำงานอาสาตรงนี้เรากำลังใช้ clinical reasoning(เหตุผลทางคลินิก) โดยไม่รู้ตัว เพราะในวันที่ไปทำงานอาสา ส่วนตัวแล้วยังไม่มีความเข้าใจใน เหตุผลทางคลินิก แต่ไปทำงานอาสาในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง เหมือนอย่างที่หลายๆคนทำกันแต่เมื่อเรียนไปเรื่อยๆแล้วเอากิจกรรมที่ไปทำงานอาสามาวิเคราะห์กลับมีเหตุผลต่างมากมายมารองรับ ถึงแม้ขณะที่เราทำไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากอยากช่วยเหลือ



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน นางสาวอคัมย์สิริ คงจันทร์



ความเห็น (0)