พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ในปีนี้เป็นปีแรกของรัชกาลที่ ๑๐ โปรดเกล้าให้สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ เสด็จแทนพระองค์ ไฮไล้ท์ของผมอยู่ตอนนั่งร่วมเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตน์ในขบวนของผู้ได้รับพระราชทานรางวัลและครอบครัว โดยมีนายกรัฐมนตรี และประธานองคมนตรี (พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ แทน)
ผมคิดว่าการสนทนาในปีนี้ลื่นไหลกว่าปีก่อนๆ ผู้รับพระราชทานรางวัลถามเรื่องพระกรณียกิจของสมเด็จพระเทพรัตน์ ทรงตอบว่า ๓ ด้าน คือ สาธารณสุข เกษตร และการศึกษา โดยมีกิจกรรมช่วยเหลือทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน
ทรงเล่าเรื่องการทำหน้าที่สอน ฝรั่งถามว่าสอนใคร ตอบว่าสอนนักเรียนนายร้อย ภรรยาของ ศ. ฮาชินสกี้ เป็นครูสอนภาษาละตินและฝรั่งเศส ถามเรื่องทรงเรียนภาษาละติน ทรงรับสั่งเล่าว่าตอนเด็กๆ จะต้องเรียนเปียโน ทรงขอแลกกับเรียนภาษาฝรั่งเศส ในหลวงรับสั่งว่าให้เรียนภาษาละตินก่อน
คุยกันเรื่องเกษียณอายุงาน พบว่าทุกคนในวงไม่เกษียณโดยความสมัครใจ ผมอ่านระหว่างคำว่าท่านเหล่านี้มีความสุขอยู่กับงาน งานไม่เป็นภาระ แต่เป็นความพึงพอใจ
พิธีพระราชทานรางวัลมีหลายเป้าหมาย เป้าหมายแรกเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนก สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช แต่เป้าหมายที่ผมคิดว่ามีคุณค่ายิ่งต่อโลก คือการใช้พระราชปณิธาน “ทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น” ในการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนทั่วโลก
ผมไม่ได้อยู่ร่วมพิธีพระราชทานเลี้ยงในตอนค่ำ ด้วยเหตุผลความเป็นคนแก่ ต้องการใช้เวลาเตรียมทำหน้าที่ในวันรุ่งขึ้น จึงกลับไปนอนที่โรงแรมเซนทารา เวิร์ล ด้วยความอิ่มเอิบใจ
อ่านข่าวพิธีพระราชทานรางวัลได้ ที่ ๑, ๒, ๓
วิจารณ์ พานิช
๓๑ ม.ค. ๖๐
ห้อง ๔๔๑๔ โรงแรมเซนทาราแกรนด์ แอท เซนทรัลเวิร์ล