ข้อสังเกต 10 ประการในเรื่องความผิดปกติด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะการอ่าน ที่ครูทุกคนจะต้องรู้

คนที่เป็นครู เมื่อเห็นเด็กๆมีปัญหา ซึ่งเรามักจะคิดว่าเป็นเด็กที่มีความผิดปกติด้านการเรียนรู้ โดเฉพาะการอ่าน (dyslexia) เรามักจะช่วยเด็กๆเหล่านั้นในทันที แต่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับความไม่สามารถในการเรียนรู้ในเรื่องของภาษานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ความผิดปกติในเรื่องการอ่าน (dyslexia) มีลักษณะหลากหลาย และสิ่งที่เรารู้กับเด็กคนหนึ่งอาจใช้ไม่ได้กับเด็กอีกคนหนึ่ง

ดร. นิคโคลา วูฟ เนลสัน ได้แบ่งปันข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อทำความเข้าใจกับนักเรียนที่มีความผิดปกติด้านการอ่าน และเทคนิคในการให้ความช่วยเหลือเด็กๆในชั้นเรียน

1. ความผิดปกติด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะการอ่าน (dyslexia) เป็นความไม่สามารถในการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาเท่านั้น

ความผิดปกติด้านเรียนรู้ดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น ไม่เกี่ยวอะไรกับความฉลาดทางสติปัญญา (intelligence) และไม่เกี่ยวอะไรกับความขี้เกียจด้วย ความผิดปกติดังกล่าวเกี่ยวข้องกระบวนการทางสมองในเรื่องการพูดและการเขียนเท่านั้น เนลสันกล่าวว่าผู้คนที่มีความผิดปกติด้านการอ่านนั้นจะไม่สามารถจับคู่ระหว่างตัวอักษรจนกลายเป็นเสียง และจากเสียงจนกลายเป็นตัวอักษรได้ นักเรียนที่มีความผิดปกติโดยมากแล้วจะมีปัญหาด้านการอ่าน และยังมีปัญหาด้านการสะกด, การเขียน, หรือแม้แต่การออกเสียงคำ

เนลสันยังย้ำอีกถึงลักษณะย่อยๆที่สำคัญของการอ่าน 2 ประการ ได้แก่ 1. ความรู้เรื่องโครงสร้างของคำ (word structure knowledge) และ การทำความเข้าใจภาษา (language comprehension) และทั้งสองประการนี้ได้สร้างประเด็นนี้ขึ้นมา ประเด็นก็คือ “การถอดรหัสคำ (word decoding) ที่ปราศจากความเข้าใจ ก็ไม่ถือเป็นการอ่าน” และ “การสร้างความหมาย (making up meaning) ที่ปราศจากการถอดรหัสคำที่ถูกต้อง ก็ไม่ถือเป็นการอ่านเช่นเดียวกัน” หากอันใดอันหนึ่งใน 2 ประการนี้มีความบกพร่อง ก็จะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เนลสันอธิบายว่า หากเด็กๆคนใดมีลักษณะไม่เชี่ยวชาญในการอ่านในแบบเก่าจะมีทักษะการเรียนรู้ภาษาเป็นอย่างดี เมื่อพวกเขาได้ฟัง เป็นเพียงแค่การอ่านเท่านั้น ที่เด็กๆพวกนี้จะมีปัญหาด้านโครงสร้างของคำ ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการถอดรหัส และการสะกด รวมทั้งอาจแทรกแซงความสามารถในทำความเข้าใจเมื่อพวกเขาอ่านด้วย

2.ความผิดปกติด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะการอ่าน (dyslexia) เป็นกรรมพันธุ์ และเป็นตลอดชีวิต

ความผิดปกติด้านการเรียนรู้โดยเฉพาะการอ่านไม่ใช่จะเป็นช่วงวัย หรือบางสิ่งที่ต้องก้าวผ่าน ถึงแม้ว่าสภาวะนั้นอาจปรากฏได้แตกต่างกัน ในแต่ละช่วงพัฒนาการ บ่อยครั้งที่การวินิจฉัยเด็กจะทำให้พ่อแม่รู้แล้วว่าลูกๆของตนมีสภาวะด้านการเรียนรู้โดยเฉพาะการอ่าน อาการของเด็กๆจะเห็นได้ชัดเจน เนลสันกล่าวว่า “ความผิดปกติด้านการเรียนรู้โดเฉพาะการอ่านนั้นเป็นสิ่งที่ปรากฏตลอดชีวิต และนักการศึกษาจะต้องลงแรงมากกว่าที่เคยเป็น แต่สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กๆที่มีสภาวะความผิดปกติด้านดังกล่าวนั้นไม่สามารถเรียนรู้ได้ แต่พวกเขามีปัญหาแค่การมีความสุขกับการอ่านเท่านั้น”

นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่า หลังจากที่บ่งชี้ความผิดปกติด้านดังกล่าวนั้นกับนักเรียนนั้น งานของครูต้องมีความสำคัญ พวกครูจะต้องมีบทบาทในการช่วยเหลือนักเรียนในการท้าทายกับสภาวะต่างๆในชั้นเรียน

เนลสันกล่าวว่า “หนึ่งในบรรดาอาการของความผิดปกติด้านการอ่านนั้นคือการมีปัญหากับเสียงที่อยู่ในรูปถ้อยคำ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สามารถสอนได้ พวกเขาต้องการคำสั่งที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา เพื่อที่จะพัฒนาการตระหนักรู้ในตัวอักษร (phoneme awareness) เท่านั้น”

3. ความผิดปกติด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะการอ่าน (dyslexia) เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปเกินกว่าที่ใครๆจะคิดได้

สมาคมความผิดปกติด้านการเรียนรู้โดยเฉพาะการอ่าน (dyslexia) นาๆชาติ ได้ประมาณไว้ว่าประชาชนจำนวน 15-20% มีอาการของความผิดปกติดังกล่าวอยู่ เช่นมีปัญหาด้านการอ่าน, การสะกด, การเขียน หรือแม้แต่การประสมคำลักษณะต่างๆ ความผิดปกติดังกล่าวส่งผลต่อผู้คนที่มีภูมิหลังทุกประเภท นักเรียนประมาณ 13-14% จำเป็นต้องได้รับการศึกษาพิเศษ (special education services) 7% ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติด้านการเรียนรู้ (a learning disability) และ 85% ของนักเรียนเหล่านี้มีปัญหาด้านความผิดปกติด้านการเรียนรู้ ในการอ่าน และกระบวนการใช้ภาษาทางสมอง (language processing)

เนลสันกล่าวว่า “คนบางคนกังวลว่าความผิดปกติด้านการอ่านนั้นจะมีปัญหาด้านสถานภาพที่เหลื่อมล้ำกัน (the privileged) ระหว่างคนรวยและคนยากจน เป็นความจริงที่ว่าเด็กๆที่สถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจต่ำนั้นจะได้พบสภาวะความผิดปกติด้านการอ่านนั้นน้อย นอกจากนี้เป็นสิ่งที่ยากในการพบสภาวะความผิดปกติในการอ่านไม่ออกในเด็กๆที่ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก เพราะเครื่องมือในการวินิจดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเฉพาะคนที่ได้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก”

เนลสันยังให้คำแนะนำว่า การเสนอคำสั่งที่ชัดเจนในการเชื่อมโยงระหว่างตัวอักษร-เสียง (เช่น จากเด็กๆในเรื่องการเติม ed หรือ การเติม ing ) ผสมกับการอ่าน,การถอดรหัส (decoding), และการสะกดคำ เธอยังกล่าวเสริมอีกว่าเด็กๆทุกคนสามารถได้รับประโยชน์จากคำสั่งแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนเรียนอนุบาลหรือประถมศึกษา

4.ก่อนการเข้าเรียน ความผิดปกติด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะการอ่าน (dyslexia) อาจยังไม่ชัดเจน

เมื่อนักเรียนที่ฉลาดๆบางคนมีปัญหาในการผสมระหว่างเสียงและตัวอักษรเป็นเวลาหลายๆวัน ครูจะได้รับธงสีแดง เนลสันเน้นว่าครูมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าจะอยู่แถวหน้า เมื่อพบว่าเด็กๆมีความผิดปกติด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะการอ่าน คำแนะนำของเนลสันก็คือว่าเมื่อพบเด็กๆมีปัญหาด้านการผสมกันระหว่างเสียงกับตัวอักษร ครูๆต้องดำเนินการทันที โดยปกติแล้วจะมีการพบสภาวะความผิดปกติด้านการเรียนรู้โดยเฉพาะการรอ่านกับนักเรียนชั้นอนุบาลหรือประถมศึกษาปีที่ 1 แต่หากพบเรื่องนี้กับเด็กๆที่มีอายุมาก ก็จำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ เพราะเงื่อนไขนี้ยังไม่ปรากฏจนมีอายุมากแล้ว ยิ่งพบเร็วเท่าไร การแก้ไขก็เร็วเท่านั้น

5. ไม่มีการแก้ไขแบบหน้าเดียว

นักเรียนบางคนที่มีปัญหาด้านการอ่าน, การถอดรหัส, และการสะกดคำ คล้ายๆกับคนที่มีความผิดปกติด้านการอ่าน อาจไม่มีลักษณะดังกล่าวก็ได้ เนลสันกล่าวว่า มีปัญหาทางภาษาด้านอื่นๆในเรื่องการอ่าน แต่ไม่ใช่ความผิดปกติด้านการอ่าน สมควรได้รับความสนใจในโรงเรียน ทีมวิจัยทางการศึกษาสามารถใช้เครื่องมือที่ชื่อ Test of Integrated Language and Literacy Skill (TILLS) ซึ่งเนลสันเองเป็นผู้นำในการผลิต ในการค้นหาว่านักเรียนคนใดมีปัญหาทางด้านภาษา หรือปัญหาในการอ่านออกเขียนได้ (literacy) ที่จำเป็นต่อความสำเร็จในชั้นเรียน

เนลสันยังได้เสนอว่าครู พ่อแม่ หรือแม้แต่ตัวนักเรียนที่มีปัญหาด้านการอ่านเองก็ตาม สมควรวางแผนร่วมกันเพื่อให้เกิดความสำเร็จทางการศึกษา แบบทดสอบ the Student Language Scale (SLS) ซึ่งแบบประเมินนักเรียน 12 ข้อคำถาม และสามารถใช้กับ TILLS ได้เป็นอย่างดี ครูอาจส่งแบบทดสอบนี้ไปให้ผู้ปกครองและนักเรียนทำที่บ้าน ก่อนที่จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างครูและผู้ปกครอง

6. มันไม่มีความง่ายเหมือนกับที่มันเป็น

เนลสันกล่าวว่า หากเด็กๆสามารถถอดรหัสคำได้ แต่ไม่มีความเข้าใจในที่นั้น การอ่านก็ยังไม่เกิดขึ้น พูดง่ายๆก็คือ นักเรียนต้องรู้ว่าคำนั้นออกเสียงว่าอะไร และต้องรู้ว่าคำนั้นหมายความว่าอย่างไรด้วย สิ่งนี้ทำให้เกิดเครื่องมือที่เรียกว่าหนังสือเสียง (audiobooks) เกิดขึ้นเพื่อช่วยนักเรียน การฟังคนอื่นๆอ่านให้ฟังสามารถช่วยสร้างคำศัพท์, ความรู้เกี่ยวกับคำ (word knowledge), และความคุ้นเคยเกี่ยวกับโครงสร้างที่สลับซับซ้อนของภาษาเขียนได้ อย่างไรก็ตาม เนลสันยังเตือนอีกว่า หากจะให้เด็กๆฟัง แต่เด็กๆต้องไม่มีปัญหาทางด้านการฟัง หล่อนยังกล่าวว่า คุณต้องให้แน่ใจว่านักเรียนมีการพัฒนาด้านการอ่าน, การถอดรหัสคำ, และทักษะการสะกดที่จะอยู่คู่กับความผิดปกติด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะการอ่าน หล่อนยังเสริมว่า “จงจำไว้ว่า นักเรียนจะได้ดีขึ้น ด้วยคำสั่งและการฝึกหัดที่ดี ดังนั้นคุณต้องให้แน่ใจว่าเด็กๆควรจะมีความสุข และสามารถอ่านได้ด้วยตนเองเกี่ยวกับสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน”

7. สำหรับนักเรียนที่มีสภาวะผิดปกติด้านการเรียนรู้โดยเฉพาะการอ่าน (dyslexia) คำบางคำ และกิจกรรมบางอย่างอาจมีปัญหามากกว่าคำและกิจกรรมอื่นๆ

คำบางคำที่เด็กๆที่มีความผิดปกติด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะการอ่านนั้น อาจสร้างความประหลาดใจให้กับคุณได้ บ่อยครั้งคำที่สามัญและสั้นๆที่ไม่อาจไม่มีปัญหากับเด็กๆทั่วไป เช่น from, of, the, to, for, what, that, where, who, และ how เป็นต้น แต่อาจมีปัญหากับเด็กๆที่มีความผิดปกตินั้น เนลสันกล่าวว่า บางครั้งเด็กๆที่มีความผิดปกติ เมื่อมาเจอคำเหล่านี้ในแบบทดสอบ ก็เหมือนทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นการสอนโครงสร้างของตัวอักษร (letter-pattern cues) ที่สร้างคำให้แตกต่างจากคำอื่นๆนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ในชั้นเรียนนั้น หลีกเลี่ยงการให้เด็กๆที่มีความผิดปกติดังกล่าวนั้นอ่านคนเดียวหน้าชั้น ซึ่งอาจทำให้เด็กๆอับอายได้ วิธีการที่ดีอีกวิธีหนึ่งก็คือให้เด็กๆอ่านพร้อมๆกัน การอ่านพร้อมๆกันทำให้เกิดการอ่านได้คล่องแคล่วขึ้น และให้เด็กๆที่มีปัญหาดังกล่าวมีโอกาสในการเข้าร่วมกับเพื่อนๆร่วมชั้น

ในขณะที่เนลสันไม่ได้ปฏิเสธวิธีการเก่าๆ แต่การอ่านออกเสียงคนเดียวหน้าชั้น จะทำให้ผู้อ่านเป็นจุดสนใจ ครูที่ต้องสอนกับนักเรียนที่มีปัญหาดังกล่าวสามารถฟังนักเรียนอ่านคนเดียว ก็ต่อเมื่อนั่งอยู่กับครูแบบเดี่ยวๆ แล้วฟังเพื่อวิเคราะห์ปัญหา

เนลสันยังเสริมอีกว่าการทำกิจกรรมระดมสมอง หลังจากการอ่านบทที่ได้คัดเลือกไว้ เพื่อเป็นการสนับสนุนการอ่านแบบคล่องแคล่ว (active comprehension) และหาความหมายที่ไม่ได้บอกไว้อย่างชัดแจ้ง หล่อนกล่าวว่า “หากไม่มีคำตอบที่ถูกต้องอยู่คำตอบเดียว นักเรียนหลายคนจะรู้สึกถึงการเข้าร่วมอย่างเต็มที่ สิ่งนี้ก่อให้เกิดทักษะแบบคิดวิพากษ์ (critical-thinking skills) ซึ่งเป็นจุดแข็งสำหรับนักเรียนที่มีความผิดปกติด้านการอ่านนั้น

8. จงให้การบ้านแบบฉลาดๆ โดยให้เป็นคู่ซ้อมเท่านั้น

เนลสันกล่าวว่าภาระงานอาจเป็นเรื่องที่ง่าย และรวดเร็วสำหรับคนโดยทั่วไป แต่เมื่อใช้กับเด็กที่มีความผิดปกติด้านการอ่านแล้ว จำเป็นต้องให้เวลาแบบพิเศษในการทำภาระงาน การบ้านนั้นต้องมีปัญหาสัก 2-3 อย่าง เพื่อให้ไม่เป็นฝันร้ายสำหรับเด็กๆที่มีความผิดปกติดังกล่าว เมื่อมีการอ่านออกเสียงดังๆ เด็กบางคนจะมีความเข้าใจในเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี หรือพวกเขาสามารถมีความเข้าใจได้ หากได้ฟังหนังสือที่มีเสียงประกอบ (audiobook) แทนที่จะอ่านหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว เพราะความทรงจำด้านการฟังอาจถูกแทรกแซงโดยการอ่านหนังสือก็ได้ เนลสันยังกล่าวเสริมอีกว่า หากมีการให้คำสั่ง ทางที่ดีก็ควรจะเขียนข้อมูลสำคัญ (key information) เช่น หน้าหนังสือ และหัวข้อปัญหาที่จะต้องทำให้เสร็จบนกระดานดำ

9. ยุทธวิธีในการช่วยเด็กๆที่มีความผิดปกติด้านการเรียนรู้โดยเฉพาะการอ่านจะช่วยนักเรียนทุกคน

ลองใช้วิธีที่เป็นสากลกับนักเรียนทุกคนในการให้ความใส่ใจกับโครงสร้างคำ, เสียง, และโครงสร้างประโยค จะเป็นผลดีต่อนักเรียนที่มีอากรผิดปกติด้านการอ่านอีกด้วย

10. ให้กำลังใจกับนักเรียนที่มีความผิดปกติด้านการอ่าน จะช่วยในการนำทางพวกเขาได้

แปลและเรียงเรียงจาก

Nickola Wolf Nelson. 10 Things About Dyslexia Every Teacher Needs to Know.

https://www.weareteachers.com/things-about-dyslexia-every-teacher-needs/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการเรียนการสอน, การวัดผลประเมินผล,การสอนภาษาอังกฤษ, ภาษาอังกฤษ



ความเห็น (0)