เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง  ครู  ครั้งแรกในชีวิต  ที่โรงเรียนใน จ.บุรีรัมย์                  ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  พลศึกษา  จะพบปัญหาในเรื่องของความเข้าใจของนักเรียน  ชั้น  ป.3 ป.6  ว่ามาเรียนวิชาพลศึกษาแล้วจะต้องได้เล่นอะไรก็ได้ตามที่ตนอยากเล่น  ในช่วงสัปดาห์ที่  1  และ  2  ก็สอนตามหลักการของเขาที่เรียนมา  เด็กนักเรียนไม่สนใจ และไม่ร่วมกิจกรรม  เมื่อประสบปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ก็ได้มานั่งคิดว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร  นักเรียนจึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือ  ในการจัดกิจกรรมการเรียน  ในชั่วโมงสอนต่อมาก่อนการเรียนการสอน  ป.6  ได้สอบถามนักเรียนแต่ละคนว่าทำไมถึงไม่อยากทำกิจกรรม  ได้คำตอบจากเด็กนักเรียนทุกคนเหมือนกันว่า   ที่ผ่านมาไม่เคยเรียนอย่างนี้  ส่วนมากลงมาก็เล่นเลย  ผู้ชายก็จะเล่นฟุตบอล  ผู้หญิงจะเล่นอยู่ใต้ร่มไม้หรือวอลเล่ย์บอล  เลยไม่ต้องเรียนตามขั้นตอนกิจกรรมการเรียนรู้  ในชั่วโมงนั้นเลยให้เด็กเล่นตามใจของนักเรียน  หมดชั่วโมงนัดหมายว่าจะสอบทักษะในกีฬาที่นักเรียนเลือกเล่น  เช่น  ฟุตบอล  จะสอบเดาะบอลหลังเท้า  วอลเล่ย์บอลจะสอบ  อันเดอร์ลูก  2  มือล่าง  สัปดาห์ต่อมา  ก็ทำการสอบตามที่นัดหมาย  เด็กนักเรียนปฏิบัติไม่ได้  และให้เล่นทีมแบ่งข้างก็เล่นไม่สนุก  หมดชั่วโมง  ครูจึงทำความเข้าใจกับนักเรียนว่า  ในการเรียนวิชา  พลศึกษานั้นไม่ใช่ชั่วโมงเล่น  มาเรียนพละศึกษาเพื่อให้นักเรียนไม่พักผ่อนสมอง  และพัฒนาทักษะทางด้านกีฬาและเสริมสร้างสมรรถภาพทางด้านร่างกาย  และได้ตกลงกับนักเรียนว่าจะเรียนตามกิจกรรมที่ครูจัดในการสร้างเสริมทักษะทางด้านกีฬาและท้ายชั่วโมงจะให้นักเรียนเล่นโดยนำทักษะกีฬาที่นักเรียนได้เรียนลองมาใช้ในการเล่นและพัฒนาทักษะต่อไป                 ผลชั่วโมงต่อๆ  ไป  นักเรียนเรียนวิชาพละศึกษาอย่างมีความสนุกสนาน  และมีทักษะเพิ่มเติม          

บันทึกขุมความรู้  ( Knowledge Asset )  หรือความรู้ที่ได้จากเรื่องเล่า  ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้งานสำเร็จ             

    1.  สร้างความตระหนัก            

     2.  สร้างบุคลิกภาพ             

    3.  สร้างความเชื่อมั่น                

4.  สร้างความเป็นกันเอง              

   5.  สร้างทักษะ                

 6.  สร้างความสามัคคี            

     7.  เรียนรู้จากสถานการณ์จริง  

    แก่นความรู้ ( Core Competencies  

ฝึกซ้ำๆ 

ทำบ่อยๆ

แก้ไขข้อบกพร่อง

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ