โครงการพัฒนาเครือข่ายทางสังคมแบบสหวิชาชีพ หลักการและเหตุผลการปฏิรูประบบราชการ พ.ศ.2545 ได้มีการจัดแบ่งกระทรวงใหม่จาก 14 กระทรวง เป็น 20 กระทรวงส่งผลให้เกิดกระทรวงใหม่ขึ้น 6 กระทรวง ได้แก่ 1. กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา 2. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 3. กระทรวงเทคโนโลยี่การสนเทศและสื่อสาร 4. กระทรวงพลังงาน 5.กระทรวงยุติธรรม 6.กระทรวงวัฒนธรรมซึ่งกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับงานสังคมสงเคราะห์โดยตรงก็คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(กรมประชาสงเคราะห์เดิม)มีการปรับปรุงภารกิจใหม่สนับสนุนส่งเสริมแทนการการจัดบริการ ส่งผลให้หน่วยสังคมสงเคราะห์ซึ่งเคยส่งผู้ป่วยไปรับบริการต้องหยุดชะงัก ทางออกที่ต้องทำคือ การพัฒนากลยุทธ์การทำงานใหม่ เพื่อก้าวให้ทันกับปัญหาสังคมใหม่และคิดค้นรูปแบบการให้บริการที่หลากหลายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการเข้าถึงบริการ โดยการทำงานแบบสหวิชาชีพ สร้างเครือข่าย และพัฒนาเครือข่ายการทำงานขององค์กรวิชาชีพในทุกระดับ การทำงานที่ส่งเสริมให้ผู้รับบริการได้สร้างศักยภาพที่เข้มแข็งของตนขึ้นมา นักสังคมสงเคราะห์ต้องปรับบทบาทมาเป็นผู้ประสานงาน ผู้สนับสนุนเสริมสร้างและผลักดันผู้รับบริการให้เข้าถึงโอกาสและแหล่งทรัพยากรอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม ตามแผนพัฒนางานสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2545-2549) ได้ให้ความหมายของความมั่นคงของมนุษย์ไว้ว่า คือ การที่ประชาชนได้รับหลักฐานด้านสิทธิ ความปลอดภัย การสนองตอบต่อความจำเป็นขั้นพื้นฐาน สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ประสบปัญหาความยากจน ไม่สิ้นหวังและมีความสุข ตลอดจนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ต้องสร้างงานใหม่มารองรับโดยเริ่มจากการทำโครงการเพื่อส่งผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี บุตรผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยพิการ เข้ารับทุนการศึกษาจากสำนักส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อป้องกันปัญหาครอบครัวซึ่งจะกลายเป็นปัญหาสังคมและเศรษฐกิจได้ ดังนั้นการประสานสร้างเครือข่ายทางสังคมกับหน่วยงานใหม่ทั้งนอกและในเพื่อที่จะได้รับการสนับสนุนทางสังคมได้แก่ การช่วยเหลือด้วยเงิน วัตถุ สิ่งของที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยและครอบครัว อีกเหตุผลอีกประการหนึ่งคือเมื่อคนมีปัญหาภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังส่งผลกระทบต่อบุคคลและครอบครัวมีความหลากหลายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคพยาธิสภาพที่หลงเหลืออยู่และสิ่งแวดล้อมทางครอบครัวว่าสามารถให้การสนับสนุนได้มากน้อยเพียงใดกล่าวคือนอกจากตัวผู้ป่วยจะต้องมีส่วนรับผิดชอบในการดูแลตนเองแล้วยังต้องการได้รับการช่วยเหลือดูแลจากบุคคลในเครือข่ายของสังคมได้แก่แพทย์พยาบาลเจ้าหน้าที่ในทีมสุขภาพอื่นๆตลอดจนครอบครัวของผู้ป่วยและบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่ง Cluff (1981) กล่าวว่าเป็นวิธีการเดียวที่จะสามารถช่วยให้ผู้ป่วยเผชิญกับโรคและทำหน้าที่ต้างๆได้สูงสุดตามความจำกัดของโรคที่มีอยู่นั้นคือต้องการได้รับการสนับสนุนทางสังคมซึ่งรายละเอียดจะได้นำมากล่าวเป็นอันดับต่อไป ดังนั้นจึงเห็นความสำคัญในการเร่งทำโครงการนี้เมื่อมนุษย์เกิดปัญหา มนุษย์ต้องการเครือข่ายทางสังคม (Social network) ได้แก่ ครอบครัว ญาติ เพื่อน นักวิชาชีพ เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานจากหน่วยต่างๆ เพื่อที่จะได้รับการสนับสนุนทางสังคม (Social support ) หรือแรงสนับสนุนทาสังคม ได้แก่ คำปรึกษาแนะนำ การช่วยเหลือด้วยเงิน วัตถุ สิ่งของ Kaplan and Antonucci (อ้างถึงใน Tilsen, 1985) ให้ความหมายแรงสนับสนุนทางสังคมไว้ว่า เป็นการติดต่อกันระหว่างบุคคลซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบ 1 อย่างหรือมากกว่าก็ได้คือ 1. การแสดงออกทางอารมณ์ในทางบวกได้แก่ความรักความชอบความนับถือความชื่นชม 2. การแสดงออกถึงการรับรองได้แก่การเห็นด้วยการยอมรับพฤติกรรมที่เหมาะสมของผู้อื่น 3. การช่วยเหลือได้แก่การให้บริการหรือการให้สิ่งของHouse (อ้างถึงใน Tilden, 1985) ให้ความหมายแรงสนับสนุนทางสังคมไว้ว่าประกอบด้วยการให้แรงสนับสนุนทางสังคม 4 ด้านคือ 1. แรงสนับสนุนด้านอารมณ์ (Emotion Support) หมายถึงการให้การสนับสนุนด้านความรักการยกย่องเห็นคุณค่าให้ความห่วงใยให้ความไว้วางใจและการตั้งใจฟัง 2. แรงสนับสนุนด้านการประเมิน (Appraisal Support) หมายถึงการให้ข้อมูลย้อนกลับการให้การรับรองการเปรียบเทียบตนเองกับผู้ที่อยู่ร่วมกันในสังคม 3. แรงสนับสนุนด้านด้านข้อมูลข่าวสารหมายถึงการให้คำแนะนำให้ข้อเสนอแนะให้แนวทางและการให้ข้อมูลข่าวสาร 4. แรงสนับสนุนด้านสิ่งของการเงินและแรงงาน (Instrumental Support) หมายถึงการให้การช่วยเหลือโดยตรงต่อความจำเป็นของบุคคลในเรื่องสิ่งของการเงินและแรงงาน Caplan,et al (อ้างถึงใน Suls, 1987) ให้ความหมายแรงสนับสนุนทางสังคมไว้ว่าหมายถึงสิ่งที่บุคคลได้รับโดยตรงจากบุคคลได้รับโดยตรงจากบุคคลหรือกลุ่มซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้รับไปสู่เป้าหมายที่ผู้รับต้องการบุญเยี่ยม (2528) ให้ความหมายแรงสนับสนุนทางสังคมไว้ว่าแรงสนับสนุนทางสังคมหมายถึงผู้ที่ผู้รับแรงสนับสนุนทางสังคมได้รับการช่วยเหลือด้านข้อมูลข้าวสารวัสดุสิ่งของหรือการสนับสนุนด้านจิตใจจากผู้ให้การสนับสนุนซึ่งอาจจะเป็นบุคคลหรือกลุ่มแล้วมีผู้ให้ผู้รับนำไปปฏิบัติในทิศทางที่ผู้รับต้องการความหมายแรงสนับสนุนทางสังคมที่กล่าวมาสรุปได้ว่าความหมายแรงสนับสนุนทางสังคมหมายถึงสิ่งที่บุคคลได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนทางอารมณ์สังคมข้อมูลข่าวสารวัสดุสิ่งของจากบุคคลที่มีการติดต่อสัมพันธ์กันซึ่งแรงสนับสนุนทางสังคมนี้จะมีผลช่วยให้ผู้รับแรงสนับสนุนทางสังคมไปสู่จุดหมายที่ผู้รับต้องการ หลักการของแรงสนับสนุนทางสังคมหลักการที่สำคัญของปรงสนับสนุนทางสังคมจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญดังนี้ (บุญเยี่ยม, 2528) 1. จะต้องมีการติดต่อสื่อสารระหว่าง“ผู้ให้”และ“ผู้รับ”แรงสนับสนุน2. ลักษณะของการติดต่อนั้นประกอบไปด้วย 2.1 ข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะที่“ผู้รับ”เชื่อว่ามีคนสนใจเอาใจใส่มีความรักความหวังดีในตนอย่างจริงใจ2.2 ข้อมูลข่าวสารมีลักษณะที่“ผู้รับ”รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและเป็นที่ยอมรับในสังคม2.3 ข้อมูลข่าวสารมีลักษณะที่“ผู้รับ”เชื่อว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้3. ปัจจัยนำเข้าของแรงสนับสนุนอาจอยู่ในรูปข้อมูลข่าวสารวัสดุสิ่งของหรือจิตใจ4. จะต้องช่วย“ผู้รับ”ได้บรรลุถึงจุดหมายที่ต้องการในที่นี้คือการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ปริมาณการสนับสนุนทางสังคม(Amonunt of Support)ปริมาณการสนับสนุนทางสังคมอาจแปรเปลี่ยนไปตามคุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้ป่วยตลอดจนคุณลักษณะด้านสถานการณ์ (Norbeck, 1981) เช่นเพศหญิงมีความต้องการการสนับสนุนจากเพศชายนอกจากนี้ความแตกต่างระหว่างบุคคลเกี่ยวกับการรับรู้เหตุการณ์ต่างๆรวมทั้งความเชื่อภายใน–ภายนอกตนเองทำให้เกิดความต้องการการสนับสนุนทางสังคมที่แตกต่างกันส่วนด้านสถานการณ์ที่ทำให้ความต้องการการสนับสนุนทางสังคมที่แตกต่างกันได้แก่ภาวะวิกฤติหรือภาวะที่มีความเครียดเช่นวิตกกังวลซึมเศร้าภาวะเจ็บป่วยบุคคลจะมีความต้องการปริมาณการสนับสนุนทางสังคมในระดับสูงส่วนสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตและเอื้ออำนวยต่อการฟื้นฟูสภาพบุคคลจะต้องการการสนับสนุนในระดับปานกลางสำหรับการช่วยเหลือเกี่ยวข้องกับกิจวัตรประจำวันเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและแสดงบทบาททางสังคมตามปกติจะต้องการการสนับสนุนในปริมาณเพียงเล็กน้อย (Norbeck, 1987) นั่นคือขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์เช่นผู้ป่วยที่พิการเป็นอัมพาตทั้งแขนขาจะมีความต้องการความช่วยเหลือมากกว่าผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่าง (McNett, 1987) อย่างไรก็ตาม Hendeson และคณะ (1982) อ้างถึงใน Gottlieb (1985) พบว่าคุณภาพของการสนับสนุนจะมีผลในการทำนายภาวะสุขภาพของบุคคลได้ดีกว่าปริมาณการสนับสนุน
วัตถุประสงค์
1. ประสิทธิภาพของการบริการของหน่วยงาน คือสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยโดยสร้างเครือข่ายในการให้บริการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ครอบครัว ให้เข้าถึงบริการอย่างเสมอภาค เป็นธรรม เพื่อให้ดำรงชีวิตป่วย2.การพัฒนามนุษย์ทุกคนในสังคมให้เกิดความมั่นคงในชีวิตและสังคมโดยให้โอกาสทางการศึกษา3. คิดค้นรูปแบบการให้บริการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเสมอภาค และสร้างความเป็นธรรมในสังคม
4.การบริหารการจัดการโดยนักสังคมสงเคราะห์ต้องทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อแสวงหาทรัพยากรและใช้ทรัพยากรทุกประเภทที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายและหน่วยงาน5.เพื่อการบริการที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานส่งเสริมการรักษาพยาบาลให้มีประสิทธิภาพสูงโดยการจัดหาทีมงาน6.ส่งเสริมศักยภาพและสร้างพลังความเข้มแข็งในระดับบุคคลและกลุ่ม
7. การสร้างเครือข่าย การจัดบริการสวัสดิการสังคมเป็นภารกิจร่วมของนักวิชาชีพต่างๆ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะแสวงหาแนวทางในการสร้างโอกาสและตอบสนองต่อความต้องการของบุคคลกลุ่มต่างๆในสังคม ก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน .
ผลการดำเนินงาน เครือข่ายภายใน การทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพทั้งแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล นักกิจกรรมบำบัด1. แพทย์ ผศ.นพ. ณัฐเศรษฐ มนิมนากร ดูแลรักษาการรับประทานยา / ยาเสื่อมสภาพผลการรักษาที่ดีมีประสิทธิภาพ <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #d4d0c8"><div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p></div></td></tr></tbody></table>
|
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #d4d0c8"><div class="shape" style="padding-right: 7.2pt; padding-left: 7.2pt; padding-bottom: 3.6pt; padding-top: 3.6pt"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p></div></td></tr></tbody></table>
</span>