บทสัมภาษณ์ ประจักษ์ ก้องกีรติ เรื่องทหารกำลังจะทำอะไรในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้ ตอนที่ 3

3. มาดูที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้สักครั้ง เห็นได้ชัดเจนว่าพวกทหารต้องการจะสร้างตนเองให้กลายเป็นสถาบันทางการเมือง โดยอาศัยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือพูดในอีกแง่หนึ่ง พวกทหารต้องการจะอยู่ยาวในระบบการเมือง สิ่งที่ฉันอยากถามคุณก็คือทำไม และนานแค่ไหนพวกเขาจึงอยากอยู่ยาว?

ทหารมองตนเองว่าเพิ่งจะมีอำนาจมาสัก 5 ปี ตามที่พวกเขาพูดว่า ที่มีอยู่ในทางสาธารณะ แต่จริงๆแล้วนานกว่านั้นมาก เพราะว่าวุฒิสภามีตำแหน่ง 5 ปี และนายกฯสามารถเป็นได้แค่ ทหารมองตนเองว่าเพิ่งจะมีอำนาจมาสัก 5 ปี ตามที่พวกเขาพูดว่า ที่มีอยู่ในทางสาธารณะ 2 ครั้ง หรือ 8 ปี ในแต่ละรอบ ยิ่งไปกว่านั้น ในรัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ว่าทหารอาจกลับมาได้อีกครั้ง หากมีสถานการณ์พิเศษ เช่น ความจำเป็นในการควบคุมช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition) ซึ่งคำนี้เป็นคำที่พวกเขาเรียกเอง ทุกๆคนรู้ว่ารัฐเราอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านในระดับใหญ่มาก และในยุคของการเปลี่ยนผ่านนั้น โครงสร้างอำนาจชนชั้นสูงกำลังเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันด้วย ทหารไม่ต้องการสภาวะการสูญเปล่าทางการเมือง (a power vacuum) เพื่อจะให้สังคมเราเกิดความเสียหาย กองทัพบกคิดว่ามีแต่ตนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านนั้นมีแต่สันติสุข และยิ่งไปกว่านั้นอีก กองทัพบกว่าจะกั้นอะไรก็ตามที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านนั้น อย่าลืมว่าทหารเป็นชนชั้นการปกครองระบอบเก่า เป็นเพียงคนเดียวที่ครองอำนาจในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตยมานานแล้ว แต่อำนาจของทหารยังไม่หายไปจากสังคมไทยเลย

หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 1997 (2540) ชนชั้นนายทุน กระโดดมาสู่การเมืองมากขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ ก็คล้ายๆกับวิกฤตทางการเมืองในปัจจุบัน ที่ทหารได้หันมาปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้ ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดสำหรับพวกทหารก็คือการเปลี่ยนผ่านนี้ กล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไป จะมีปัจจัยแห่งความกลัว ได้แก่ 1. ความชอบธรรมแบบเก่าๆของชนชั้นปกครองกำลังเผชิญกับภาวการณ์ล่มสลาย 2. พรรคการเมืองหันกลับมาเล่นกันแรงมากขึ้น โดยอาศัยการนำของหมู่ประชากร 3. การเกิดขึ้นของการเมืองมวลชน (mass politics) ซึ่งเกิดมาจากอุดมการณ์ และผลประโยชน์ทางการเมือง ปัจจัยทั้งสามนี้เป็นเหตุผลที่ทหารพยายามจะอ้างสิทธิ์ในเรื่องตำแหน่ง, อำนาจ, และอิทธิพล เพราะปัจจัยแต่ละอันจะอยู่เบื้องหลังของการควบคุมโดยทหาร นี่เป็นเรื่องจริง หากคำนึงถึงการเมืองเรื่องการเลือกตั้ง (electoral politics) เพราะทหารไม่มีทักษะในด้านนี้ และไม่สามารถจะแข่งขันกับนักการเมืองได้

ดังนั้นทหารจะอยากที่จะ “ควบคุมเกมนี้ให้ได้” เพื่อที่ให้แน่ใจว่าระบบการเมืองที่เข้ามาใหม่จะดูคล้ายๆกับระบอบเก่า ซึ่งหมายถึงระบอบเก่าที่ดำรงอยู่มานานแล้ว และตอนนี้ถูกคุกขามมากขึ้น ใน “การควบคุมเกม” ทหารจำเป็นต้องจำกัดพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง ที่ส่งผลเสียต่อชนชั้นนำ ในเวลาเดียวกันพวกเขาพยายามที่จะกดบังคับกลุ่มทางการเมืองที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด เพื่อการป้องกันความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวเชิงมวลชนระหว่างการเปลี่ยนผ่านนั้น

จากเหตุผลที่ผมได้เสนอมาแล้ว ก็ยังมีประเด็นที่สำคัญอีกอันหนึ่ง ทหารกำลังอยู่ในระบบการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจอื่นๆ เช่น กลุ่มนานทุนที่มีชื่อเสียง (คล้ายๆกับยุคของสฤษดิ์ ซึ่งทหาร และกลุ่มนักทุนนิยมมาแบ่งสมบัติซึ่งกันและกัน) จากการที่เราเห็นหลังจากรัฐประหาร ทหารหาหนแห่งในการเป็นผู้ปกครองที่ใช้อุดมการณ์ครอบงำ, ใช้อำนาจในระยะยาว, และไม่ให้กลุ่มอื่นเข้าถึงอำนาจ หรือสร้างกลุ่มชนชั้นนำกลุ่มใหม่ขึ้นมา (an alternate elite group) เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเราสามารถเห็นสิ่งนี้ได้จากงบประมาณ เช่น การให้ผลประโยชน์ที่มากขึ้น, เงินเดือนที่มากขึ้น, การเพิ่มจำนวนทหารที่ขัดกับภารกิจของรัฐ, การขยายของสถานการณ์ในแง่ที่จะใช้อำนาจทหาร, และที่สำคัญที่สุดก็คืออำนาจในรัฐธรรมนูญ สิ่งนี้ใกล้เคียงกับคำว่าการสร้างพรรคการเมืองโดยทหาร เช่น พวกเขามีส.ส.จจำนวน 250 คน (ครึ่งหนึ่งของส.ส.) ที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง

แปลและเรียบเรียงมาจาก

Kornkritch Somjittranukit. Interview with Prajak Kongkirati on what military is trying to do during ‘the transition’ Translated from Thai to English by Andrew Alan Johnson.

http://www.prachatai.org/english/node/6137

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การวิจารณ์เพลง หนัง หนังสือ และสังคมร่วมสมัย



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีจ้ะอาจารย์ต้น

มาทักทายก่อนนอนจ้ะ

อาจารย์สบายดีนะจ๊ะ




เขียนเมื่อ 

สบายดีครับ