6 ต.ค 19 – 6 ต.ค.59 >>>> 40 ปี เหมือนเราจะยังไม่ไปไหนไกล

6 ตุลาคม 2519 – 6 ตุลาคม 2559 >>>> 40 ปี เหมือนเราจะยังไม่ไปไหนไกล

ความจริงคือ เกิดมาไม่ทันช่วงเหตุการณ์ แต่อาศัยการเสาะหาอ่านเอกสาร ตำรา บันทึกประวัติศาสตร์ที่ได้บันทึก และตำราเรียน ทั้งรูปแบบบันทึกข้อเท็จจริง (ซึ่งความจริงจากแต่ละฝ่ายไม่เหมือนกัน) และประเภทบันทึกผ่านวรรณกรรม ....ปัจจุบันมีสื่อสังคมออนไลน์ ให้ได้ข้อมูลเชิงลึก หลากแนวมากขึ้น ทั้งภาพประกอบและเคลื่อนไหว ..ทำให้รู้ว่า บางตำราที่เคยอ่าน บางเรื่องราวที่เคยฟัง บางเหตุการณ์ที่เคยได้ยิน ...ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงไปมาก

ด้วยความคิดเห็นส่วนตัว จากาการสรุปเรื่องราวต่างๆ ด้วยหัวสมองอันกิ๊กก๊อกของตัวเอง.....เรื่องราวเหตุการณ์เมื่อ 40 ปี เมื่อ 20 ปี เมื่อ 10 ปี หรือปัจจุบัน ...โลกหมุน โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน บริบทประเทศไทยก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ดูเหมือนเหตุการณ์ยังวนเวียนอยู่ที่เดิม คนในสังคมยังมีแนวคิดเรื่องการเมืองการปกครอง หรือวุฒิภาวะของสังคมไทยยังไม่ไปไหนไกล หลักการเมืองการปกครองที่พร่ำสอนในมหาวิทยาลัย แทบไม่ได้ช่วยอะไรต่อแนวคิดที่ซ่อนอยู่ในจิตสำนึกที่แท้จริง นักปกครองสามารถพลิกแพลงเหตุผล หลักการเพื่อเข้ามาแนวทางตัวเอง นักกฏหมายก็หาช่องกฏหมายเพื่อความได้เปรียบ จนก่อเกิดวาทกรรม น่ารัก ๆ มากมายให้ได้ขบคิดตาม

ไม่ว่ายุคสมัยใด สังคม ชนชาติใด แนวคิดจะแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือพวกอนุรักษ์นิยม กับพวกแนวคิดเสรีก้าวหน้านิยม โดยจะเรียกชื่อต่างๆ อย่างสวยงามตามระบบว่าประชาธิปไตย สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ

อนุรักษ์นิยม.................สิ่งเดิมดีที่สุด ดีอยู่แล้ว เต็มใจถูกให้ปกครอง ให้ชี้นำ แน่นอนคือพวกกลุ่มชั้นนำ ของสังคมและที่อิงแอบ ที่ได้ (เคยได้ และได้เปรียบ) ประโยชน์ ได้โอกาส ทางด้านสิทธิ์ ด้านทรัพยากร ด้านการพัฒนาก่อน จึงต้องเบียดเอาคนอีกกลุ่มใหญ่อีกกลุ่ม เพราะทรัพยากรมีจำกัด การเฉลี่ยไกล่เกลี่ยได้อย่างทั่วถึงและยุติธรรม จึงเป็นเพียงแค่อุดมคติ จึงไม่อยากให้สภาพตัวเองถูกเปลี่ยนแปลงไป จากความได้เปรียบที่มีอยู่แล้ว จึงต้องรักษาไว้อย่างเทียบเท่าชีวิตเลย

เสรี (ก้าวหน้า) นิยม..........ต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่ (สิ่งที่คิดว่า) ดีกว่าเดิมที่เป็นอยู่ ต้องการมีส่วนร่วม ชี้นำในการปกครองมากกว่าเดิมที่เป็นอยู่ สิทธิ์ความเป็นพลเมืองที่เท่าเทียมที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่ตัวอักษรในรัฐธรรมนูญที่ฉีก ๆ เขียนๆ เป็นของเล่น ตลอดถึงการได้รับ เข้าถึงทรัพยากรได้อย่างแสมอภาค เท่าเทียมกับคนอีกกลุ่ม จึงจำเป็นต้องแสวงหาแนวทาง เพื่อความเปลี่ยนแปลง เพื่อแชร์ผลประโยชน์จากอีกกลุ่มให้เกิดความเสมอภาคมากที่สุด

แล้วไงต่อ......การต่อสู้ แย่งชิง การต่อรอง ก็เริ่มขึ้น..โดยแนววิธีอารยะการต่อสู้คือ การตั้งพรรคการมือง ซึ่งคือตัวแทนแนวความคิด เพื่อก้าวเข้ามามีอำนาจอย่างชอบธรรม โดยผ่านการรับจากประชาชนส่วนใหญ่ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มี พรรค ดีโมแครต (Democratic Party) และ พรรครีพับรีกัน (Republican Party) ในขณะที่ฝั่งอังกฤษ ก็มี พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) กับ พรรคแรงงาน (Labour Party) หากจะเทียบเคียงของประเทศไทย ก็น่าจะฝั่งพรรคเพื่อไทย (พลังประชาชน ,ไทยรักไทย เดิม) กับฝั่งพรรคประชาธิปปัตย์ (ซึ่งอาจหมายถึงรวม พรรคสามัคคีธรรม และ พรรคเสรีมนังคศิลา)

เพราะฉะนั้นการต่อสู้เพื่อช่วงชิงโอกาสในการเข้ามาใช้อำนาจกำหนดทิศทางในแนวทางอุดมการณ์ของตัวเอง โดยผ่านระบบพรรคการเมือง ตัวแทนของกลุ่มแนวความคิด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะ 100 กว่าปี 50 ปี 40 ปี หรือปัจจุบัน แนวความคิดที่ต่างขั้วก็ยังมีเหมือนเดิม แต่ความแตกต่างของประเทศที่ที่ขึ้นชื่อว่าพัฒนาแล้ว กับประเทศยังด้อยพัฒนาคือ การอดทนยอมรับการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ กับวิธีการช่วงชิงอำนาจมา

ตามอารยะแนวทางปฏิบัติใช้อำนาจมา 4 ปี แล้วให้คนส่วนใหญ่มาช่วยกันตัดสินใจเลือกกันใหม่ แต่สำหรับประเทศไทย กะลาแลนด์ การช่วงชิงอำนาจโดยการบีบบังคับใช้กำลังแห่งความกลัวจนกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่ออีกฝ่ายรู้ว่าไม่มีโอกาสที่แข่งขันในระบบ จึงหาวิธีนอกระบบ

กล่าวหา.....สร้างประเด็น....สร้างวาทกรรม.....ก่อให้เกิดความวุ่นวาย.....สร้างเงื่อนไข.....สุดท้ายปูแนวทางสู่การนำอำนาจนอกระบบเข้ามา ...วนเวียนอยู่แบบนี้ .....จะเมื่อ 40 ปีก่อนหรือปัจจุบัน เพียงแต่วิธีการ เนื้อเรื่อง ตัวละคร บทแสดงมีความซับซ้อน แนบเนียนมากยิ่งขึ้นแค่นั้นเอง บุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ถูกสร้างเป็นเงื่อนไข ถูกกระทำ เป็นผู้กระทำ ต่างเป็นเพียงแค่ตัวละคร

วาทกรรม.......อำมาตย์ กับ รากหญ้า แบ่งชนชั้นทางสังคม และแนวความคิดที่แตกต่างทางสถานะได้ชัดเจนผ่านทางความนิยมต่อพรรคการเมือง

คนเมืองหลวง กับคนต่างจังหวัด เลือกพรรคไหน สนับสนุนกลุ่มอำนาจใด ก็สะท้อนความแตกต่างในความรู้สึกต่อสิทธิ อำนาจ เพื่อคงต้องรักษาความได้เปรียบหรือช่วงชิงให้ได้คืนมา

คนภาคเหนือ ภาคอีสาน กับคนภาคกลาง ภาคใต้ (ยกเว้น 3 จังหวัดใต้)................แนวทางความแตกต่างที่แสดงออกในการนิยมทางการเมือง ก็สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ ที่สองภูมิภาคแรกอยากให้เปลี่ยน แต่กับอีกส่วนที่ต้องการคงความได้เปรียบเข้าไว้

ฉะนั้นก็พอจะสรุปได้ว่า แนวทางความคิด หรืออุดมคติทางการเมือง ยังไงเสีย ต้องมีสองขั้วใหญ่ๆ นี้ คือฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์ให้ตัวเองคงความได้เปรียบ กับ กลุ่มต้องการให้มีการเปลี่ยนให้พวกตัวเองมีส่วนร่วมให้มากขึ้น เป็นแนวทางคู่ขนานกันตลอดไป

40 ปีที่เราไม่สามารถเดินไปไหนไกล ประวัติศาสตร์ยังมาหลอกหลอน ก็เพราะประเทศไทยเรา ยัง มีวุฒิภาวะไม่เพียงพอ ในการที่จะบริหารจัดการกับความแตกต่างทางความคิดทั้งสองแนวทางให้ที่ต่างยอมรับกันได้ มาคุยเพื่อพบกันคนละครึ่งทาง หากแต่คนอีกฝ่ายยังเห็นด้วย ยินดี สะใจ กับการใช้อำนาจนอกระบบมากดหัวอีกฝ่ายไว้ ไม่ให้มีโอกาสได้แสดงแม้แต่ความเห็น ความแตกต่าง ...ก็เชื่อได้ว่า แม้อีก 60 ปี 80 ปี ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อ ชาติเชื้อ (ไทย ลาว คนเมือง มอญ พม่า กะเหรี่ยง ญวน ฝรั่ง ฯลฯ) จะยังคงครื้นเครงไม่จบสิ้นเอยยยย............

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อย่างมีสาระ สไตล์คนกิ๊กก๊อก



ความเห็น (0)