ดิกชันนารีนั้นมีวิวัฒนาการมาเป็นเวลาหลายร้อยปี กล่าวคือ เริ่มใช้กันในปี ค.ศ. ๑๒๒๕ ในสมัยนั้นมันมีชื่อว่า “dictionarius" ซึ่งเป็นภาษาละติน แปลว่า "การสะสมคำ" สมัยก่อน dictionarius จะเต็มไปด้วยคำศัพท์ภาษาละตินที่คัดลอกไว้เป็นแถว ๆ เพื่อให้ง่ายแก่การท่องจำ และจะมีใช้ก็แต่เฉพาะในห้องเรียนภาษาละตินเท่านั้น
ในศตวรรษที่ ๑๕ dictionarius เริ่มมีภาษาอังกฤษเข้ามาปะปนอยู่ด้วย เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจภาษาละตินมากขึ้น คือมีคำศัพท์ภาษาอังกฤษปรากฏอยู่ประมาณ ๑๒,๐๐๐ คำโดยจะมีคำศัพท์ภาษาละตินที่มีความหมายเดียวกันขนาบข้างไว้ทุกคำ
ส่วนดิกชันนารีฉบับภาษาอังกฤษแท้ ๆ นั้นสันนิษฐานว่าพิมพ์ขึ้นในปี ค.ศ. ๑๕๕๒ โดยนาย Richard Huloet เป็นผู้เรียบ เรียงขึ้น แต่ก็ยังคงเรียกว่า “dictionarius” อยู่ จุดประสงค์ในการพิมพ์ขึ้นก็เพื่อใช้ประกอบการศึกษาภาษาละตินอยู่เช่นเดิม
สาเหตุที่ดิกชันนารีเล่มนี้ได้ชื่อว่าเป็นฉบับภาษาอังกฤษแท้ ๆ ก็เพราะว่านายริชาร์ดใช้ภาษาอังกฤษในการอธิบายความหมายของคำศัพท์แต่ละตัวก่อนแล้วจึงใช้ภาษาละตินอธิบายตาม เขาเป็นผู้มีอารมณ์ขันดีทีเดียว เห็นได้จากการ อธิบายความหมายของศัพท์บางคำ ในพจนานุกรมของเขาเป็นต้นว่า "รอยฟกช้ำ หมายถึง จุดดำ ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าหรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เกิดจากการถูกกระแทกอย่างแรง เช่น รอยฟกช้ำที่เบ้าตาของผู้เป็นภรรยา เกิดจากการกระแทกเข้ากับกำปั้นของสามีผู้แสนดีของหล่อน”
หนังสือประเภทรวบรวมคำศัพท์นี้ได้เพิ่มจำนวนขึ้นทีละน้อย ๆ หลายเล่มบรรจุคำศัพท์ไว้เพียง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คำส่วนมากจะเป็นคำศัพท์เฉพาะด้านที่รวบรวมขึ้นเพื่อจุดประสงค์ที่ชัดเจนบางอย่าง เป็นต้นว่าดิกชันนารีบางเล่มไม่ได้เรียงคำศัพท์ตามอักษรตัวแรกของคำ แต่เรียงตามตัวสะกดในพยางค์สุดท้ายของคำ ดิกชันนารีประเภทนี้ทำขึ้นเพื่อช่วยกวีในการหาคำที่ใช้ในบทกลอน อาจเรียกว่าเป็น "พจนานุกรมคำคล้องจอง" (rhyming dictionary) ก็ได้
ความจริงแล้วผู้รวบรวมและเรียบเรียงคำศัพท์จนได้เป็น dictionary ขึ้นมานั้นไม่ได้ตั้งใจจะรวมคำทุกคำที่มีมาไว้ด้วยกันเขาเพียงต้องการจะอธิบายคำยาก ๆ บางคำเท่านั้น แต่จากการริเริ่มนี้ ดิกชันนารีสมัยใหม่ก็ได้กลายมาเป็นหนังสือ ที่รวบรวมคำทุกคำในภาษาอังกฤษเข้าไว้ด้วยกัน