จากการที่ได้เข้าร่วมรับฟังการเสวนาในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ ปี 2559 เมื่อวันที่ 20-21 สิงหาคม 2559 ได้สรุปสาระสำคัญจากการเสวนาเรื่อง ฉากทัศน์ทางการวิจัยของไทยใน 2 ทศวรรษหน้า (พุทธศักราช 2576) โดย ศาสตราจารย์มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ประธานมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายธานินทร์ ผะเอม รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายแพทย์วิพุธ พูลเจริญ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย ดร.เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม 2559 โดย ศ.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด กล่าวถึงฉากทัศน์ (Scenarios) ว่าเป็นสิ่งที่อาจเกิดในอนาคต มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีกระแสและแนวโน้มแน่นอน เช่น การเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย จำนวนนักท่องเที่ยว อิทธิพลของการใช้เทคโนโลยีดิจิตัลที่ทำให้เกิดสังคมก้มหน้าปัจจัยที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงสูง เช่น การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การลงทุนจากต่างประเทศและแรงงานข้ามชาติ โดยท่านมองว่าโอกาสที่ประเทศไทยจะมีฉากทัศน์แบบ “พระกระโดดกำแพง” เพราะมีวัตถุดิบราคาแพง ต่างชาติและคนไทยจะลงทุนที่ตลาดบน แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาเป็นแรงงานทักษะสุง เช่น แพทย์ พยาบาล ผลคือประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาท่องเที่ยว มีราคาค่าท่องเที่ยวแพง ค่าครองชีพจะสูง การรักษาพยาบาลแพง การกระจายรายได้ไม่ทั่วถึง และฉากทัศน์แบบ “ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว” เป็นการลงทุนแบบกระจัดกระจาย โดยเฉพาะนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากจีนจะทะลักเข้ามาอย่างล้นหลาม หากแต่วิสัยทัศน์ หรือสิ่งที่อยากให้เกิดควรเป็น “ผัดไทยกุ้งสด” มากกว่า เพราะเป็นเอกลักษณ์ไทยเป็นอาหารที่เสิร์ฟได้ทั้งตลาดโต้รุ่งและโรงแรม 5 ดาว ที่ใช้เสียภาษีและใช้ทรัพยากรตามกติกาดูน่าจะได้รับการต้อนรับจากชุมชนมากกว่า
นายธานินทร์ ผะเอม กล่าวว่ากรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ที่กำหนดวิสัยทัศน์ชาติ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” โดยเราต้องสร้างสังคมคุณภาพ สังคมชีวภาพ และค้นหาตังตนให้เจอ โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นในสังคม
นายแพทย์วิพุธ พูลเจริญ กล่าวว่า ฉากทัศน์ในอีก 20 ปีข้างหน้าความผันผวนจะกลายเป็นเรื่องปกติ เช่น ภูมิอากาศ เศรษฐกิจ การเมือง ค่านิยมและวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มย่อย วัฒนธรรมสร้างสรรค์ร่วมกัน ค่านิยม/วิถีชีวิตของคนแต่ละกลุ่มวัยเชื่องโยงกับโครงสร้างประชากรและเทคโนโลยี จะมีการเรียนรุ้ข้ามเครือข่าย เพราะฉะนั้นการก้าวเดินต่อไปต้องมีกรอบ โดยท่านมองว่าคนไทย “ไม่สร้างงานวิจัยเป็นเนื้อเดียวกับการเรียนการสอน” ส่วนใหญ่งานวิจัยเลยกลายเป็น “งานวิจัยกำพร้า”
ดร.เดชรัต สุขกำเนิด กล่าวสรุปว่า เราต้องตามคนรุ่นใหม่ให้ทันด้วยการเปิดพื้นที่ให้ ประเด็นเรื่องงานวิจัยของประเทศไทยร้อยละ 95 เป็นงานวิจัยที่ใช้ไม่ได้ แต่หน่วยงานภาครัฐก็ยังต้องการงบประมาณเพื่อการวิจัยที่มากขึ้น (1% GDP) โดยท่านมองว่าการทำวิจัยที่ดีที่ควรไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมาย การทบทวนวรรณกรรมให้ลุ่มลึก ปัญหาคืออะไร ผลการวิจัยจะตกที่ใคร ผลงานวิจัยจะไปมีผลกับใครบ้าง ต้องสร้างนักวิจัยในระดับโรงเรียน ชุมชน คนในพื้นที่มีส่วนร่วมเพื่อตอบโจทย์ระดับพื้นที่และสังคมให้ได้ ต้องยอมรับความคิดที่แตกต่าง “การดิ่งไปหาความต่างเราจะพบความเหมือน” “อย่าให้งานวิจัยที่เราทำเป็นชิ้นสุดท้ายของโลก”
วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2559 มีพิธีเปิดการประชุมโดย พลอากาศเอกประจินต์ จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาความว่า ปัญหาคอขวด เป็นประเด็นปัญหาของงานวิจัยมานาน จะได้รับการแก้ไขภายในปี 2560-61 ผลงานวิจัยของไทยจะต้องก้าวไปสู่ระดับ World Class ให้ได้ใน 2 ทศวรรษนี้ เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 โดยใช้การวิจัยและพัฒนา การนำเทคโนโลยีมาเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งด้าน Biotechnology, Nanotechnology เป็นต้น โดยจะต้องมีการปฏิรูปงานวิจัย การเพิ่มงบวิจัยให้ได้ 1% GDP มีการรวบรวมหน่วยงาน การใช้ประโยชน์จากนักวิจัย ผลผลิตจากงานวิจัยควบคู่ไปกับการวางรากฐานในระดับชุมชนเช่นเดียวกัน
จากนั้นเป็นการเสวนาเรื่อง นับถอยหลังสู่ความสำเร็จของการปฏิรูประบบวิจัย โดยศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ ศาสตราจารย์ ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง อดีตผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ นายธานินทร์ ผะเอม รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศาสตราจารย์นายแพทย์เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพรรณ ศฤงคารินทร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีสาระสำคัญคือ
ศาสตราจารย์ ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง กล่าวว่า จุดอ่อนของคนไทยคือ เวลา การทำงานวิจัยไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือมีประสิทธิภาพต่ำ งานวิจัยที่มีประโยชน์ควรนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งเชิงพาณิชย์ และวิชาการที่คนอื่นสามารถนำไปต่อยอดได้
นายธานินทร์ ผะเอม กล่าวว่า กลไกการปฏิรูปงานวิจัยในปัจจุบันมีหน่วยงานหลัก 7 หน่วยงาน โดยมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นผู้กำกับ โดยการขับเคลื่อนการวิจัยมุ่งเป้า
ศาสตราจารย์นายแพทย์เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (ด้านการวิจัย) ต่อจากนี้จะต้องก้าวตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ดังนี้
ปี พ.ศ. 2560-2564 เป็นระยะปฏิรูปประเทศ ต้องเร่งผลงานวิจัยที่มุ่งนำไปใช้ประโยชน์
ปี พ.ศ. 2565-2569 เป็นระยะเร่งพัฒนานวัตกรรมที่โดดเด่น
ปี พ.ศ. 2570-2574 เพิ่มเครือข่ายการวิจัย สู่ความเป็นเลิศในอาเซียน
ปี พ.ศ. 2575-2579 เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
โดยได้สรุปว่า “ถ้าเราทำตัวเหมือนเดิมไม่ต้องถามว่าจะไปถึงไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างไร”
รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพรรณ ศฤงคารินทร์ กล่าวถึงมุมมองการวิจัยว่าต้องต่อจิ๊กซอให้ได้ จะถ่ายทอดได้อย่างไร นำผลการวิจัยสู่ผู้ประกอบการได้อย่างไร และสามารถสร้างกำลังคนได้อย่างไร
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ กล่าวว่า งานวิจัยต่อไปนี้เปรียบเสมือนการจะสร้างบ้านงานวิจัยขึ้นมา 1 หลัง ที่ประกอบด้วยห้องหลายห้อง หลายแบบ แล้วนำคนเข้าไปอยู่จะบริหารจัดการกันอย่างไร การปฏิรูประบบวิจัยสู่ไทยแลนด์ 4.0 ผู้เกี่ยวข้องต้องกำหนดบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน การสร้างวัฒนธรรมสู้ความเป็นเลิศโดยผู้เกี่ยวข้องต้องมีการประเมินแบบเอาจริง กล้าทำโทษคนที่เหลาะแหละ ยกย่องคนทำดี ไม่ลูบหน้าปะจมูก และต้องตอบโจทย์ของสังคม ท้องถิ่น ประเทศชาติได้
รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพรรณ ศฤงคารินทร์ กล่าวว่า การทำวิจัยแต่ละเรื่อง คนทำต้องมีจิตวิญาณในเรื่องนั้น หวังผลชัดเจน ขยายผลสู่สาธารณะ นักวิจัยไม่ควรยึดติดรูปแบบเดิมๆ หรือคิดเฉพาะส่วนของตนเอง ต้องคิดจากมุมมองภายนอก บูรณาการในทุกภาคส่วน