เนรัตเกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๙ จากบุพการีซึ่งเป็นแรงงานเมียนมาที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว ..เขามีสิทธิในสัญชาติไทยแบบมีเงื่อนไข และเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองถูก เพราะบิดาของเขาเข้าเมืองถูก

Archanwell
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

กรณีศึกษาเด็กชายเนรัต : บุคคลซึ่งเกิดในโรงพยาบาลไทยเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๙ จากแรงงานไร้ฝีมือสัญชาติเมียนมาที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยหรือไม่ ? เพียงใด ?

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๙

-------------

ข้อเท็จจริง

-----------

ปรากฏข้อเท็จจริง[1] โดยเฉพาะตามสูติบัตรประเภท ท.ร.๓ สำหรับบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือในลักษณะชั่วคราว ที่ออกโดยสำนักทะเบียนท้องถิ่นเขตบางรัก กทม. ว่า เด็กชายเนรัต เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๙ เวลา ๙.๑๕ น. ณ โรงพยาบาลเลิดสิน เลขที่ ๑๙๐ ถนนศรีเวียง แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. เป็นบุตรลำดับที่ ๑ มีน้ำหนักแรกเกิด ๓,๐๑๐ กรัม

สูติบัตรนี้ระบุว่า มารดาของเด็กชายเนรัตมีชื่อว่า "นางมุยมุย" มีสัญชาติเมียนมา เกิดที่ประเทศเมียนมา อายุ ๓๕ ปี อาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ ๒๐๐ ถนนท่าดินแดง แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กทม. เธอผู้นี้มีเลขประจำตัว ๑๓ หลักตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรขึ้นต้นด้วยเลข ๐๐

ส่วนบิดานั้น สูติบัตรนี้ระบุชื่อว่า "นายเมี้ยน เตง" ถือหนังสือเดินทางเมียนมา ซึ่งออกโดยกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙ และมีผลถึงวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๔ หนังสือเดินทางนี้ระบุว่า เกิดในประเทศเมียนมา อายุ ๓๑ ปี สูติบัตรนี้ไม่ได้ระบุว่า เขาผู้นี้มีเลขประจำตัว ๑๓ หลักตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐไทยดังเช่นภริยา

ปรากฏตามสูติบัตรดังกล่าวต่อไปว่า เด็กชายเนรัตได้รับการเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านกลางเลขที่ ๕ ถนนนเรศ แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. โดยมีเลขประจำตัว ๑๓ หลัก ตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรขึ้นต้นด้วยเลข ๗ แต่สูติบัตรนี้ระบุว่า เด็กชายเนรัตไม่ได้สัญชาติไทย จนถึงปัจจุบัน บิดาและมารดายังไม่ได้ย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านกลางดังกล่าว

นอกจากนั้น บิดาและมารดาก็ยังไม่ได้แจ้งการเกิดของเด็กชายเนรัตในทะเบียนราษฎรเมียนมา บิดาได้ขอให้พี่สาวในเมืองย่างกุ้งแจ้งการเกิดของเด็กชายเนรัตในทะเบียนบ้านตามกฎหมายเมียนมาว่าด้วยการทะเบียนราษฎร แต่พี่สาวก็ยังไม่ได้แจ้งกลับมาว่า การแจ้งการเกิดเพื่อเด็กชายเนรัตในทะเบียนราษฎรเมียนมาทำได้หรือไม่ แต่หากพี่สาวไม่อาจทำแทนได้ บิดาและมารดาก็ตั้งใจที่จะเก็บเงินให้เพียงพอเพื่อเดินทางกลับประเทศเมียนมาเพื่อแจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรเมียนมาให้แก่เด็กชายเนรัต

นอกจากนั้น นายวีระ ชุบทอง น้องชายของนางมุยมุย ให้ข้อเท็จจริงว่า ทั้งนายเมี้ยน เตง และ นางมุยมุยต่างก็ได้เคยแสดงตนขึ้นทะเบียนแรงงานกับกระทรวงแรงงานของรัฐไทยในสถานะแรงงานสัญชาติเมียนมา ทั้งเขาและเธอจึงมีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนใน ท.ร.๓๘/๑ และถือเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๐๐ มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๗ ต่อมา ทั้งเขาและเธอก็ได้รับการรับรองโดย Ministry of Home Affair ของประเทศเมียนมาในสถานะคนสัญชาติเมียนมา ซึ่งช่วงแรก เป็นหนังสือเดินทางชั่วคราว (Temporary Passport หรือ TP) และต่อมา เป็นหนังสือเดินทางฉบับที่ใช้ปกติที่คนสัญชาติเมียนมาใช้กัน (Passport หรือ PP) ในปัจจุบัน บุพการีของเด็กชายเนรัตถือหนังสือเดินทางที่โดยทางการเมียนมาซึ่งออกเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙ และมีผลจนถึงวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๔

เราพบอีกว่า คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๙ ของรัฐไทยเพิ่งมีมติรับรองสิทธิอันจำเป็นของคนสัญชาติเมียนมา/ลาว/กัมพูชาที่ยอมรับขึ้นทะเบียนแรงงานกับกระทรวงแรงงาน สิทธิอันจำเป็นนี้ประกอบด้วย (๑) สิทธิขอรับใบอนุญาตทำงานในสาขาอาชีพที่ขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือในประเทศไทย (๒) สิทธิอาศัยของผู้ใช้แรงงานและผู้ติดตาม ตราบเท่าที่ยังได้รับอนุญาตให้ทำงาน และ (๓) สิทธิในหลักประกันสุขภาพของผู้ใช้แรงงานและผู้ติดตาม ตราบเท่าที่ยังได้รับอนุญาตให้ทำงาน

เราพบต่อไปว่า หนังสือเดินทางของนายเมี้ยน เตง ซึ่งออกโดย Ministry of Home Affair ของประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙ และได้รับการตรวจลงตรา (VISA) ที่สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสมุทรสาครเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙ และวีซ่านี้มีผลจนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๑ จึงสรุปได้ว่า เขาจึงมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกและมีสิทธิอาศัยชั่วคราวเพื่อทำงานในขณะที่เด็กชายเนรัตเกิดในวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๙

ส่วนนางมุยมุยนั้น ยังไม่ได้นำหนังสือเดินทาง ซึ่งออกโดย Ministry of Home Affair ของประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๙ ไปขอรับการตรวจลงตราที่สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสมุทรสาครพร้อมกับนายเมี้ยน เตง สามี ทั้งนี้ เพราะเธอตั้งท้องเด็กชายเนรัตและใกล้คลอดเต็มที่ ดังนั้น นายวีระ ชุบทอง ซึ่งเป็นน้องชายไปหารือกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสมุทรสาครแทนพี่สาว แต่มีเจ้าหน้าที่ในสำนักงานดังกล่าวให้ข้อมูลว่า นางมุยมุยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขอรับวีซ่าในหนังสือเดินทาง นายวีระจึงร้องขอคำปรึกษามายังบางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเขาต้องการให้นางมุยมุยมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง เขาตระหนักดีว่า การขอรับใบอนุญาตทำงานย่อมทำให้นางมุยมุยมีสิทธิอาศัยชั่วคราวเพื่อทำงานในประเทศไทย แต่เขาก็อยากให้นางมุยมุยมีสถานะเป็นคนเข้าเมืองถูกกฎหมาย ดังเช่นนายเมี้ยน เตง อีกด้วย

จากการสอบปากคำจากนายวีระ ชุบทอง น้องชายของนางมุยมุย เราจึงทราบว่า นางมุยมุยเกิดเมื่อราว พ.ศ.๒๕๒๑ ณ หมู่บ้านก้อเปงก้อเป้า รัฐมอญ ประเทศเมียนมา เป็นบุตรลำดับที่ ๑ ของนายหน่าย-โอ่ง ชุบทอง ซึ่งเป็นคนในชาติพันธุ์มอญ กับนางวาวา ซึ่งเป็นคนในชาติพันธ์มอญ ในขณะที่นายวีระเกิดในประเทศไทย เมื่อราว พ.ศ.๒๕๓๔ และเป็นบุตรคนที่ ๔ ของบิดาและมารดา แต่นายเมี้ยน เตง เกิดในรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา เมื่อราว พ.ศ.๒๕๒๙ และเป็นคนในชาติพันธุ์ยะไข่ เมี้ยน เตง นับถือศาสนาพุทธ

ในปัจจุบัน เด็กชายเนรัตได้รับการเลี้ยงดูโดยคุณตาและคุณยาย ซึ่งอาศัยอยู่ที่ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ส่วนบิดาและมารดาทำงานใน กทม. ในช่วงวันหยุด จึงจะได้มีโอกาสไปเยี่ยมเด็กชายเนรัต บิดาและมารดายังไม่เคยพาเด็กชายเนรัตไปประเทศเมียนมาเลย บุคคลทั้งสองอยากให้เด็กชายเนรัตเรียนหนังสือในประเทศไทยจนจบมหาวิทยาลัย

---------

คำถาม

---------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า จะต้องใช้กฎหมายใดบ้างกำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของเด็กชายเนรัต ? เพราะเหตุใด ? และด้วยข้อกฎหมายนี้ เขามีสิทธิในสัญชาติไทยหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? อย่างใด ? [2]

----------------

แนวคำตอบ

----------------

ประเด็นของเรื่องเป็นคำถามเพื่อให้กำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของมนุษย์/บุคคลธรรมดา จึงเป็นเรื่องของการพิจารณาสัมพันธภาพระหว่างรัฐอธิปไตยและบุคคลตามกฎหมายเอกชน เป็นกรณีของนิติสัมพันธ์ของเอกชนตามกฎหมายมหาชนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ จึงเป็นเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล สิทธิในสัญชาติของมนุษย์/บุคคลธรรมดา ย่อมเป็นไปตามกฎหมายมหาชนภายในของรัฐเจ้าของสัญชาติ ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีการกำหนดเป็นอย่างอื่น โดยทางปฏิบัติของนานารัฐ รัฐมักยอมรับรองสิทธิในสัญชาติของตนให้แก่มนุษย์ที่มีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับตน ซึ่งอาจจะเป็นจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิด หรือเป็นจุดเกาะเกี่ยวภายหลังการเกิด และหลักคิดที่นานารัฐมักใช้ในการกำหนดสัญชาติไทย ก็คือ (๑) หลักบุคคล/Personal Principle และ (๒) หลักดินแดน/Territorial Principle

โดยพิจารณาหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและทางปฏิบัติของนานารัฐ เพื่อกำหนดสิทธิในสัญชาติไทยของเด็กชายเนรัต เราจึงต้องเริ่มต้นพิจารณาจากกฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทยที่มีผลในขณะที่เด็กชายเนรัตเกิด อันได้แก่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒ และ ๓) พ.ศ.๒๕๓๕ รวมถึง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ และ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕ ทั้งนี้ เพราะเป็นกฎหมายสัญชาติไทยลายลักษณ์อักษรที่มีผลในเด็กชายเนรัตเกิด กล่าวคือ ในวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๙

เราพบว่า หลักกฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดดังปรากฏในกฎหมายไทยลายลักษณ์อักษรว่าด้วยสัญชาติไทยดังกล่าว บุคคลย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดในสถานการณ์ทั่วไป หากมีข้อเท็จจริงอันแสดงจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับประเทศไทยใน ๔ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

ในประการแรก เป็นบุคคลที่เกิดจากบิดาทั้งตามข้อกฎหมายและตามข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นคนสัญชาติไทย ทั้งนี้ เป็นไปตาม มาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ประกอบกับมาตรา ๗ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ จะเห็นว่า สัญชาติไทยในสถานการณ์นี้จึงเรียกกันว่า “สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดา”

ในประการที่สอง เป็นบุคคลที่เกิดจากมารดาซึ่งเป็นคนสัญชาติไทย ทั้งนี้ เป็นไปตาม มาตรา ๗ (๑) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ จะเห็นว่า สัญชาติไทยในสถานการณ์นี้จึงเรียกกันว่า “สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา”

ในประการที่สาม เป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนที่มีสิทธิอาศัยถาวรในประเทศไทย หากบุพการีทั้งสองเป็นคนต่างด้าว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่เป็นบุคคลที่มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ และทั้งสองฝ่ายจะต้องเป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะการเข้าเมืองแบบถาวร ทั้งนี้ เป็นไปตาม มาตรา ๗ (๒) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับดั้งเดิม จะเห็นว่า สัญชาติไทยในสถานการณ์นี้จึงเรียกกันว่า “สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนโดยผลของกฎหมาย”

ในประการที่สี่และเป็นประการสุดท้าย เป็นบุคคลที่เกิดในประเทศไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยในลักษณะไม่ถาวร โดยบุพการีต่างด้าวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่เป็นบุคคลที่มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมตลอดถึงมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดหลักเกณฑ์การได้สัญชาติไทยนี้ และมีคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอนุญาตให้ใช้สัญชาติไทยนี้ ทั้งนี้ เป็นไปตาม มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้มาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับดั้งเดิม จะเห็นว่า สัญชาติไทยในสถานการณ์นี้จึงเรียกกันว่า “สัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดนแบบมีเงื่อนไข”

โดยพิจารณาข้อเท็จจริงของเด็กชายเนรัตแล้ว จะเห็นว่า เขาย่อมมีสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติเป็น “คนสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยดินแดนแบบมีเงื่อนไข” ทั้งนี้ เพราะ นางมุยมุย ผู้เป็นมารดา และนายเมี้ยน เตง ผู้เป็นบิดา เป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะการเข้าเมืองแบบไม่ถาวร ซึ่งมิใช่คนต่างด้าวที่มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ สัญชาติไทยในสถานการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย แต่เป็นเพียงสัญชาติไทยในลักษณะที่มีเงื่อนไข ดังจะเห็นว่า มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ และ ๒ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งบัญญัติว่า

“ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิดบิดาตามกฎหมายหรือบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดาหรือมารดาของผู้นั้นเป็น

(๑) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย

(๒) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ

(๓) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายหรือเป็นการทั่วไปให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

จึงสรุปได้ว่า ในปัจจุบัน เมื่อไม่ปรากฏมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดหลักเกณฑ์การรับรองสิทธิในการใช้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนให้แก่เด็กชายเนรัต เขาจึงไม่อาจทำคำขอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อขออนุญาตใช้สิทธิในสัญชาติไทยนี้ได้ในขณะนี้ จะต้องรอจนมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับเขาเสียก่อน

แต่ในอนาคต หากปรากฏมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดหลักเกณฑ์การรับรองสิทธิในการใช้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนให้แก่เด็กชายเนรัต เขาก็อาจทำคำขอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อขออนุญาตใช้สิทธิในสัญชาติไทยนี้ ซึ่งสิทธิในสัญชาติไทยประเภทนี้ถือเป็น “สัญชาติไทยโดยการเกิด” เช่นกัน เพราะเป็นสัญชาติที่มาจากจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิด อันได้แก่ “การเกิดในประเทศไทย” เพียงแต่การใช้สิทธิในสัญชาติไทยประเภทนี้จะเริ่มต้นต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงครบเงื่อนไข ๒ ประการ ตามที่กำหนดในมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒

จึงสรุปในท้ายที่สุดว่า เด็กชายเนรัตจึงมีสิทธิในสัญชาติไทยแบบมีเงื่อนไข แต่ยังไม่อาจร้องขอบันทึกรายการสถานะคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย เขาจึงไม่อาจมีสถานะคนสัญชาติไทย รัฐไทยจึงเป็นรัฐที่มีจุดเกาะเกี่ยวโยการเกิดกับเขาเพราะเขาเกิดในประเทศไทย แต่รัฐไทยยังไม่มีสถานะเป็นรัฐเจ้าของสัญชาติของเขา เด็กชายเนรัตยังมีสถานะเป็นคนต่างด้าวสำหรับประเทศไทย แม้รัฐไทยจะรับรองว่า เขาเกิดในประเทศไทย




[1] เป็นข้อเท็จจริงที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงที่หารือเข้ามาโดยประชาชนเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๙ ยังโครงการบางกอกคลินิก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] เป็นข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา ๒๕๕๘ ภาคแก้ตัว ทั้ง (๑) ภาคปกติ ศูนย์รังสิต (๒) ภาคปกติ ศูนย์ลำปาง และ (๓) ภาคบัณฑิต ท่าพระจันทร์






บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Archanwell#People-Management



ความเห็น (0)