ผู้อำนวยการ NIH เยือนประเทศไทย

NIH เป็นองค์กรวิจัยและสนับสนุนการวิจัยด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก งบประมาณปีละ ๓๒.๓ พันล้านดอลล่าร์ หรือเกือบ ๑.๒ ล้านล้านบาทดังนั้นเมื่อผู้อำนวยการของ NIH มาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๑๗ - ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๙ วงการวิจัยด้านสุขภาพของไทยจึงต้อนรับขับสู้เต็มที่ โดยมี รศ. ดร. ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา ผู้อำนวยการ สถาบันสุขภาพโลก มหาวิทยาลัยมหิดล (MUGH – Mahidol University Global Health) เป็นผู้ประสานงาน กับผู้อำนวยการ Fogarty International Center ของ NIH คือศาสตราจารย์ Roger Glass ผู้กว้างขวางในวงการวิจัยสุขภาพไทย ในการกำหนดรายการเยี่ยมเยียนพบปะบุคคลและสถานที่ ต่างๆ

ผมมีโอกาสไปร่วมกิจกรรมต้อนรับและพบปะหารือที่มหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา ในวันที่ ๑๗ มิถุนายน ในบางช่วงเวลาได้สังเกตเห็นบุคลิกและเป้าหมายของการมาเยี่ยม ของศาสตราจารย์ Francis Collins แล้วก็มี ความประทับใจในความเป็นคนง่ายๆ เอาจริงเอาจังในสาระวิชาการ และรู้ลึกในความก้าวหน้าของศาสตร์ ด้านต่างๆ

ที่ประทับใจที่สุดคือ ความตั้งใจมาแสวงหาโอกาสของความร่วมมือโดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือ เปิดขอบฟ้าใหม่ของความรู้หรือการแปรความรู้ไปสู่สุขภาพในส่วนที่สหรัฐอเมริกาทำไม่ได้ ความถ่อมตนของผู้บริหารสูงสุดขององค์กรยักษ์ใหญ่ในประเทศมหาอำนาจที่ตระหนักว่า มีบางส่วนที่ตนไม่ถนัด มีคนอื่น ในประเทศอื่นทำได้ดีกว่า หรือสะดวกกว่า เป็นยุทธศาสตร์การทำงานที่เยี่ยมยอดสำหรับผม </p>

ในช่วงบ่ายวันที่ ๑๗ ศ. Francis Collins ใช้เวลา ๑ ชั่วโมง บรรยายเรื่อง Exceptional Opportunities in Biomedical Research และตอบข้อซักถามท่านบอกว่า ไม่เคยมีมาก่อนในยุคใดๆ ที่วงการวิจัยชีวการแพทย์จะมี โอกาสกว้างขวางมากมายอย่างในปัจจุบัน

จริงๆ แล้ว NIH เน้นการวิจัยด้าน behavioral ด้วยเพราะมีความสำคัญต่อสุขภาพคนอย่างยิ่งและต่อเนื่องจากความสำเร็จของ Human Genome Project ที่ ศ. ฟรานซิส คอลลินส์ เป็นผู้อำนวยการทำให้เกิดโครงการศึกษาต้นเหตุของความเจ็บป่วยที่ยังวินิจฉัยโรคไม่ได้เรียกชื่อว่า UDP – Undiagnosed Diseases Program เป็นโปรแกรมการวิจัยที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้พบในช่วงชีวิตของผมแต่เมื่อฟัง ศ. สุรเดช หงส์อิง ท่านก็เอ่ยว่าประเทศไทยมีการจัด Rare Disease Day ด้วยผมตกข่าวนี้

จากโปรแกรมนี้คนป่วยที่เข้าข่ายว่าหาการวินิจฉัยโรคไม่ได้ได้รับการทำ whole genome sequencingและวินิจฉัยโรคได้ประมาณร้อยละ ๒๕ผมเดาว่ากระบวนการนี้จะนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจกลไกทางชีววิทยา เพิ่มขึ้นมากมาย

อีกเรื่องหนึ่งที่มากับยุคจีโนม คือ Precision Medicine Initiative ที่อาจเรียกว่า “การแพทย์เฉพาะบุคคล” คือออกแบบการรักษาเป็นรายตัวได้ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลกำลังพัฒนาขึ้น

เรื่องถัดมาคือ BRIAN Initiative ที่มีเป้าหมายทำความเข้าใจสองของมนุษย์ ว่าทำงานอย่างไร

ข้างต้นเป็นเรื่องสร้างความรู้ใหม่ต่อไปเป็นเรื่องเอาความรู้ไปสร้างสุขภาพ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า แม้สหรัฐอเมริกาจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ยังต้องการความร่วมมือทั่วโลกเรื่องแรกคือการสร้าง “โลกไร้โรคเอดส์”เรื่องที่สอง ควบคุมโรคมาลาเรียนั่นคือสองเรื่องใหญ่ด้านโรคติดเชื้อส่วนโรคไม่ติดเชื้อ เรื่องแรกคือโรคหัวใจขาดเลือด เขามีโปรแกรมร่วมมือทั่วโลกชื่อย่อว่า ISCHEMIA และความร่วมมือด้านโปรแกรมศัลยกรรม ในชื่อย่อว่า STICH (Surgical Treatment of Ischemic Heart Failure) และ STICHES (STICH Extension Study) ที่มี ศิริราช, มช., และโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ร่วมด้วย

GACD (Global Alliance for Chronic Disease) เป็นอีกเครือข่ายหนึ่ง ที่ต้องร่วมมือทั่วโลกจึงจะรับมือโรคเรื้อรังไหวเขาฉลาดมากที่ไม่เพียงทุ่มเงินของตนเองแต่พยายามชักชวนแหล่งทุนต่างๆ มาร่วมมือลงขันเพราะนี่เป็นเรื่องใหญ่และยากมากโดยมีเป้าหมายที่ ๓ กลุ่มโรคใหญ่ คือเบาหวานความ ดันโลหิตสูงและโรคปอด

ความรู้ไม่มีพรมแดนหน้าที่ของ NIH คือเปลี่ยนความรู้สู่สุขภาพ

ตามด้วยการนำเสนอของ ศ. นพ. เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม เรื่อง การวิจัยโรคเอดส์ของสภากาชาดและ การวิจัยวัคซีนของจุฬาการวิจัยเอดส์ร่วมมือกับ มช.ศึกษาการใช้ยารักษาส่วนการวิจัยวัคซีน เน้นโรคเอดส์ไข้เลือดออกเล็ปโตและภูมิแพ้

ศ. นพ. วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ นำเสนอเรื่อง การฝึกอบรมการวิจัยวัณโรคที่เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มหิดลกรมควบคุมโรคMethodist Hospital, Houston Texasและบริษัท Westat ฝึกอบรมให้แก่ประเทศในภูมิภาคนี้ ที่มีปัญหาวัณโรคมาก

พญ. ศิรินทร์ทิพย์ ศรีเจริญชัย ภาควิชากกุมารฯ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เสนองานของศิริราช ที่มีหลากหลายด้านและหลายหัวหน้าทีมวิจัย ที่ได้รับทุน NIH

รศ. พญ. เจตสุมน สัตตบงกช ประชุมศรี รองคณบดีฝ่ายวิจัยคณะเวชศาสตร์เขตร้อน เสนองานวิจัย ของคณะ ที่มีมากมาย และได้รับทุน NIH หลายแหล่งรวมทั้งทุนจากแหล่งทุนอื่นอีกหลายแหล่งและร่วมมือหลายประเทศ

ตบท้ายด้วยการนำเสนอของ ศ. นพ. สุรเดช หงส์อิง แห่งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เสนอเรื่อง Genomic medicine, stem cells, cell and gene therapy, และ drug discovery จากการทำ high throughput screening ที่คณะวิทยาศาสตร์

ฟังแล้วผมตระหนักในความไม่รู้ของตนเองว่า วงการวิจัยด้านสุขภาพของไทยก้าวหน้ากว่า ที่ผมคิดมากผมเป็นคนที่ตามความก้าวหน้าในการวิจัยไทยไม่ทันเสียแล้ว

หลังพักครึ่งเวลา เป็นการคุยกับกลุ่มผู้ได้รับทุนหรือเป็นดาวรุ่งโดยแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ให้ ศ. Collins คุยกลุ่มหนึ่ง ศ. Glass คุยอีกกลุ่มหนึ่ง พอเวลาผ่านไป ๔๕ นาที แขกทั้งสองก็สลับกลุ่ม ผมไปฟังในกลุ่มที่มี PMA Youth Scholar มาร่วมคุยกับ ศ. Collins สักครู่ ก็ออกไปทำงานอื่น เพราะมีนัด กับทีม จากมหาวิทยาลัสงขลานครินทร์

ค่ำวันอาทิตย์ที่ ๑๙ มิถุนายน สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ Prof. Francis Collins และคณะผมได้รับเชิญด้วย รวมผู้เข้าร่วมโต๊ะเสวย ๑๐ คนเป็นฝ่ายอเมริกัน ๕ (ศ. คอลลินส์ และภรรยา, ศ. กลาส, ท่านเอกอัครราชทูตอเมริกาและภรรยา)ฝ่ายไทย ๖ (รมต., อธิการบดีอุดม, คณบดีปิยะมิตร, ศ. ดร. ชื่นฤทัย กาญจนจิตรา, นพ. ... กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, และผม)

ตอนนั่งคุยรอเวลาในห้องรับแขกในวังสระปทุมได้คุยกันในกลุ่มทีมไทยผมได้เรียนรู้เรื่อง Genomics Project ของไทย ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์คุยความร่วมมือกับ NIH ว่าจะศึกษาโรคหายากโดยทำ genome sequencing ในผู้ป่วย ๑ พันคน เป็นความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล ฟังแล้วผมดีใจว่า ประเทศไทยเราเข้าสู่ยุคทำวิจัยแบบ Big Science เร็วอย่างที่ผมไม่เคยคาดฝันมาก่อน เพราะผลของโปรแกรมการวิจัยนี้จะเปิดขอบฟ้าใหม่ในความรู้ด้านชีววิทยา และพยาธิวิทยาของมนุษย์ แบบก้าวกระโดด

ทรงคุยสารพัดเรื่องส่วนใหญ่เกี่ยวกับคนในพื้นที่ห่างไกลทั้งเรื่องโภชนาการเรื่องพันธุกรรมเรื่องคนมีลูกมาก ถึง ๒๒ คนมาคนที่ ๒๒ เป็นเด็กพิการเรื่องรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลทุนเยาวชน รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลเรื่องที่ทรงช่วยเหลือค่ายาแก่คนที่ติดเชื้อเอ็ชไอวีจนตอนหลังระบบคุ้มครอง สุขภาพถ้วนหน้ารับจ่ายค่ายาทั้งหมดและอื่นๆ

ศ. คอลลินส์ ชมว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จมากในการดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์และการประสบความสำเร็จ ที่สามารถลดอัตราถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้ต่ำกว่าร้อยละ ๒ เป็นประเทศแรกในเอเซียรวมทั้งการจัดให้มีโครงการเยาวชน รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล

ระหว่างร่วมโต๊ะเสวย สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ รับสั่งว่าในเรื่อง Genome Sequencing ไทยเรามีบทบาทมาก ในเรื่อง rice genomeทำให้ ศ. คอลลินส์กล่าวว่า ความรู้เรื่องจีโนมของข้าว ที่รู้ว่าข้าวมีจำนวนยีนมากกว่า จำนวนยีนของคนทำให้มนุษย์เรารู้ว่าเราเข้าใจผิดมานานว่า เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนที่สุดในจักรวาลที่จริงแล้วพืชซับซ้อนกว่าเหตุผลอาจอยู่ที่พืชวิ่งหนีศัตรูไม่ได้เป็นคำพูดที่เปิดกระโหลกผมอย่างมากผมกลับมาที่บ้านค้นพบ ที่นี่ ว่าจำนวนยีนของคนคือ ประมาณ ๒๑,๐๐๐ส่วนของข้าวอยู่ระหว่าง ๔๖,๑๒๒ ถึง ๕๕,๖๑๕ และมีคำอธิบายว่าทำไมจำนวนยีนของคนจึงมีน้อยกว่าที่คิด ที่นี่ คือเรามีระบบอิมมูนที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องมียีนไว้สร้างโปรตีนสู้ศัตรูหรือป้องกันโรคเท่าจำนวนโรคนอกจากนั้น คนเรายังมีความสามารถใช้ยีนยีนเดียว สร้างโประตีนได้หลายชนิด

ก่อนทูลลากลับ ทรงรับสั่งย้ำกับ ศ. คอลลินส์ และท่านทูตว่า ประเทศไทยยังต้องการความร่วมมือ กับสหรัฐเอมริกาอีกมากในด้านการพัฒนาสุขภาพ

สรุปว่า การมาเยือนของผู้อำนวยการเอ็นไอเอ็ชครั้งนี้ มีประโยชน์ต่อวงการวิจัยสุขภาพไทยมากทำให้เห็นโอกาสร่วมมือวิจัยระดับโลกเพิ่มขึ้นซึ่งหมายความว่า มีโอกาสหาทุนได้เพิ่มขึ้นด้วยโดย ศ. โรเจอร์ กลาส อีเมล์มาบอกผมว่า ศ. คอลลินส์เข้าใจประเทศไทยขึ้นมาก และประทับใจในความเข้มแข็งและความพยายาม สร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยสุขภาพและจะนำมาซึ่งความร่วมมือกันเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ผมสรุปกับตนเองว่า เคล็ดลับสำหรับสร้างความเข้มแข็งของเราคือ (๑) ฝึกวิทยายุทธของเราเอง ให้เข้มแข็ง อย่าทำงานวิจัยเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าทำวิจัยหรือมีผลงานต้องทำงาน และมีผลงานที่มีความหมาย (๒) หาความร่วมมือให้มาก

วิจารณ์ พานิช

๒๐ มิ.ย. ๕๙


1 บรรยากาศในห้องประชุมช่วงเช้า


2 ส่วนหนึ่งของผู้เข้าร่วมประชุม



3 ระหว่างบรรยายช่วงบ่าย


4 หัวข้อบรรยาย


5 ทีมไทยที่นำเสนอ


6 Prof. Collins ลุกขึ้นมาถาม



7 ศ. พญ. ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล ตอบ



8 Prpf. Roger Glass ให้ความเห็นชื่นชมความเข้มแข็งของไทย



9 คุยกันในกลุ่มย่อย


10 อีกกลุ่มหนึ่ง


11 ข้อความในสมุดเยี่ยมคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล



12 ภายภาพหมู่กับสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)