(ที่มารูป : http://www.oknation.net/blog/somchoke101/2011/05/0... )

ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านของผมเล่าว่า มีแม่และลูกชายซึ่งเป็นชาวนายากจน ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ชายทุ่ง ตั้งแต่พ่อถึงแก่กรรมแล้วเป็นหน้าที่ของลูกชายที่จะต้องทำไร่ทำนาแทนพ่อของตน ส่วนแม่อยู่หุงหาอาหาร ตักบาตรพระ เสร็จแล้วแม่จะนำก่องข้าวไปส่งลูกชายที่นาเพื่อให้ทันมื้อเที่ยง

วันหนึ่งแม่รู้สึกไม่สบายและนอนตื่นสาย แต่ด้วยความเป็นห่วงลูก จึงรีบเร่งเอาอาหารใส่ก่องข้าวน้อยๆ เนื่องจากที่นาอยู่ไกลบ้าน ประกอบกับความชรา และรู้สึกว่าตัวเองเป็นไข้ จึงทำให้ไปที่นาช้าผิดไปจากวันก่อนๆ ฝ่ายลูกชายเฝ้ารอแม่จนเลยเที่ยงวัน อาหารมื้อเช้ายังไม่ได้ตกถึงท้องจึงรู้สึกหิวและตาลาย ยิ่งเห็นแม่เดินมาช้าและเห็นก่องข้าวใบเล็กจึงทำให้โมโหหนักขึ้น เมื่อแม่เดินเข้ามาใกล้ๆ ลูกก็บันดาลโทสะเอาแอก (ไม่วางขวางบนคอวัว) ตีแม่อย่างไม่ยั้งมือ จนแม่ฟุบแน่นิ่งไป ขณะเดียวกันลูกก็นั่งลงเปิบข้าวทันที ปรากกฏว่า

กินสักเท่าไรข้าวในก่องก็ไม่หมด เพราะแม่อัดมาแน่น เมื่ออิ่มแล้วลูกก็หันมามองแม่และรีบอุ้มแม่ที่นอนฟุบนั้นขึ้นมา แต่ปรากฏว่าผู้บังเกิดเกล้าสิ้นใจเสียแล้วลูกชายรู้สึกโศกเศร้าและเสียใจที่ตนเองเป็นผู้กระทำมาตุฆาตจึงรีบไปสาระภาพความผิดต่อเจ้าเมืองและขอบวชเพื่อไถ่บาปกรรมเจ้าเมืองก็อนุญาต เมื่อลูกชายเป็นพระภิกษุแล้วก็ปฏิบัติธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

จนเจ้าเมืองและชาวบ้านพากันเลื่อมใสศรัทธา จึงพากันมาถวายไม้กวาดลานวัดซึ่งด้ามทำด้วยทองคำ ภายหลังหมู่บ้านนั้นมีชื่อว่า “บ้านตาดทอง” (ตาดเป็นภาษาถิ่นอีสาน หมายถึงไม้กวาดด้ามยาว)

ต่อมาพระภิกษุผู้เป็นลูกได้สร้างพระธาตุเจดีย์เพื่อไถ่บาปที่ฆ่าแม่ เมื่อชาวบ้านทราบเช่นนี้จึงมาช่วยกันสร้างพระธาตุเจดีย์สูงเท่าลำตาล เรียกกันว่า “พระธาตุก่องข้าวน้อย” ปัจจุบันอยู่ที่บ้านตาดทอง อำเภอเมืองจังหวัดยโสธร ครับ


***********************

57011225043 นายณัฐวุฒิ ไพอุปลี ระบบพิเศษ คณะวิทยาการสารสนเทศ สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม