ตำนานบุญเบิกฟ้า

บุญเบิกฟ้า เป็นชื่องานประเพณีที่จังหวัดมหาสารคาม จัดเป็นประจำทุก ๆ ปี ตั้งแต่ปี 2531 แล้ว

มีความเป็นมาของงาน ดังนี้

คำว่า บุญเบิกฟ้า เป็นชื่องานประเพณีที่สืบเนื่องมาจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนอีสาน ที่ชาวอีสานจัดขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่าพื้นดินมีพระคุณต่อมนุษย์ เพราะนอกจากพื้นดินจะให้ที่อยู่อาศัยแก่มนุษย์แล้ว ดินยังมีบุญคุณต่อคนที่ให้อาหารเลี้ยงดูมนุษย์อีกด้วย ดังนั้น คนอีสานจึงจัดงานเพื่อทดแทนบุญคุณของแผ่นดินโดยมีสำนึกที่ว่าเมื่อดินเป็นผู้ให้อาหารหรือผลิตผลอาหารแก่มนุษย์ มนุษย์จึงต้องรู้จักทดแทนบุญคุณ โดยจัดการบำรุงดินด้วยการให้อาหารแก่ดินเป็นการตอบแทน อาหารของดิน คือ ปุ๋ย คนอีสานเห็นว่า ปุ๋ยคอกหรือขี้วัวขี้ควาย นั้นมีแร่ธาตุ ที่ดินต้องการเพื่อจะให้ความเจริญแก่พืชที่เกิดจากดิน ดังนั้น คนอีสาน จึงจัดให้มีวันเติมปุ๋ยให้แก่ดินขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี

ทำไมคนอีสานจึงถือเอา วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันที่จะให้อาหารแก่ดิน

ทั้งนี้ เพราะชาวอีสานแต่อดีตเห็นว่าเดือน 3 เป็นเดือนที่ชาวอีสานจะเสร็จสิ้นจากการเพราะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ชาวอีสานจะเก็บเกี่ยวผลิตผลต่างๆเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในเดือน 3

“เดือน 3” จึงเป็นเดือนที่คนอีสานเห็นว่าเป็นเดือนที่ “มหัศจรรย์”หลายอย่าง นอกจากเป็นเดือนที่อุดมสมบูรณ์ในรอบปีแล้วยังยังเป็นเดือนที่ “ฟ้าร้อง” เป็นครั้งแรกของปีที่ฟ้าร้องครั้งแรกของปีนั้น คนอีสานจะสังเกตปฏิกิริยาว่าฟ้าจะร้องทางทิศใด การร้องของฟ้าในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 นี้จะเป็นสัญญาที่บอกความอุดมสมบูรณ์ของฝนในปีนั้นๆ ด้วย จากการวิจัยของคนโบราณนั้น ได้พิสูจน์ความแม่นยำในการทำนายสถิติของฝนมาแล้ว และชาวอีสานได้บันทึกคำทำนายเป็นกลอน “โสลกฝน” ซึ่งบันทึกเอาไว้ ดังนี้

“พอเมื่อเดือน 3 ขึ้น ฤดูกาลแถมถ่ายมานั้น

อันว่า ดวงฤกษ์ฟ้า ไขทางป่องฝน

จึงได้ เค้าเงื่อนว่า ฟ้าฮ่องฮ่ำ เดือน 3

ออกใหม่สามค่ำขึ้น เงี่ยงหูฟังฟ้าฮ่ำ

เพื่อให้ ฮู่เหตุเบื้อง ประตูน้ำแห่งฝน

*คันแม่น ฟ้าฮ่ำฮ้อง หนแห่งบูรพา

ทางนั้น ปักตูอาโป ห่าฝนลินย้อย

คนจัก มีแฮงได้ ทำบุญบ่ได้ขาด

ฝูงข้าวกล้า นาฮ่างกะฮุ่งเฮือง

*ปีได๋ฟ้าลั่นก้อง ไข แห่งแกแมว(ทิศตะวันตกเฉียงใต้)

ทางนั้น ปักตูหิน ห่าฝนมีน้อย

คนจัก ตายลงท้อง ของกินขี่จวก

*สิอดอยากล้า ทั้งค่ายทั่วแดน

*ปีได๋ ฟ้าลั่นก้อง ไขแห่งทักษิณ

ทางนั้น ปักตูทอง ห่าฝนแถวเท้า

น้ำจัก ท่วมเข่ากล้า ยังแท้ส่วนสอง แท้แหล่ว

ปูปลาล้น ไหลนองอนันต์เนก

ฝูงเข้ากล้า ยังได้ส่วนสาม

*ปีได๋ ฟ้าลั่นก้อง ปักตูกั่วแกมซิน

ทางนั้น เป็นแกเสือ ห่าฝนงามย้อย

ผลผลา กล้วยอ้อย พร้าว ม่วง หมากขาม

เทิ่ง เว่อส้ม ตาลหมี่หมากผล

กับเทิง ปูปลาล้น เนืองนองคับทุ่ง

ไซใส่ไว้ ปลากุ้งหลั่งลง

ฝูงเข้ากล้า ในนาเขียวอ่อน

ประเสริฐแท้ ปีนั้นมั่งมี

*ปีได๋ ฟ้าลั่นก้อง ไขแห่งปัจฉิม

ทางนั้น ปักตูเหล็ก ห่าฝนมีน้อย

คนสิ บายเสียมได้ ไปดงคอนกะต่า

เที่ยวก่น มันอีมู่ มันอ้อนหมู่กอย

*สอยวอยหน้า ฝูงคนอึดอยาก

ฝูงเข้ากล้า ตายเสี่ยงง่องฝน

*ปีได๋ ฟ้าลั่นฮ้อง ไ ขแห่งแกหนู(ตะวันตกเฉียงเหนือ)

ทิศนั้น ปักตูหิน ห่าฝนมีแท้

คนจัก มีสุขย้อน หญิงชายหน้าชื่น

*ฝูงเข้ากล้า ในนาบานเบิก

ยังอีก ปูปลาน้อย เขินขาดเวิงวัง

อีกผลาผลสังกะ ขาดเสียเหลียน่อย

คนจัก เกิดพยาธิฮ้าย เทิงซ้ำป่วยตาย แท้แหล่ว

*ปีได๋ ฟ้าลั่นก้อง ไขแห่งนาโค (ทิศเหนือ)

แม่นเป็น ปักตูเงิน ห่าฝนหลายล้น

คนจักสุข สำบายบ้าง บ่มีหยังบังเบียด

ฝูงเข้ากล้า ในนาเขียวอ่อน

พญาแถน นั่งฟากฟ้า ปูนให้ห่าฝน แท้นา

*ปีได๋ ฟ้าฮ่ำฮ้อง ไขแห่งอีสาน

ทางนั้น ปักตูดิน ห่าฝนเลิงล้วน

*ตกแต่ต้น เถิงปลายบ่ได้ขาด

*ฝูงเข้ากล้า ในนาเต็มท่ง

คนสนุกม่วนล้ำ ปีนั้นอยู่กะเสิม แท้แหล่ว”

มหัศจรรย์แห่งเดือน 3

“เดือน สาม” ถือว่าเป็นเดือนพิเศษยิ่งของคนอีสาน คนอีสานถือเป็นเดือนแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่สุดของปี เพราะคนอีสานจะเก็บเกี่ยวผลิตผลขึ้นยุ้งฉางเก็บตุนไว้เพรียบพร้อมจึงเป็นเดือนที่สมบูรณ์ที่สุดในรอบปี ดังคำอีสานที่ท่านบันทึกไว้ว่า

“ออกใหม่ขึ้น สามค่ำเดือนสาม

มื้อที่กบบ่มีปาก นาคบ่มีฮู้ขี่

หมากขามป้อม แสนส้มกะเหล่าหวาน”

ซึ่งหมายความว่าในวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 มีความอิ่มเต็มโดยอัตโนมัติ ซึ่งแม้แต่กบไม่ได้กินอะไรเลย ก็จะอิ่มทิพย์อิ่มเองโดยไม่ต้องกินถ้าจะจับกบมาดูในวันนั้น(วันขึ้นสามค่ำเดือนสาม) จะเห็นว่า

ที่ปากของกบจะมีเยื่อบาง ๆ สีขาวปิดปากอยู่แสดงว่ากบนั้นไม่ต้องกินอะไรเลยก็อิ่มเองและหากใครเอามะขามป้อมมาเคี้ยวกินในวันนั้น มะขามป้อมซึ่งมีรสเปรี้ยว ก็จะมีรสหวานได้อย่างน่าอัศจรรย์

นอกจากนั้นในวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ชาวอีสานจะต้องขนปุ๋ยคอก คือขี้วัวขี้ควายไปใส่แปลงนาทุกคนทุกเรือน

และในวันดังกล่าวฟ้าจะร้องเป็นครั้งแรกในรอบปีอีกด้วย

ที่มาของบุญเบิกฟ้า

เมื่อปี พ.ศ. 2528 นายสาย โสรธร เกษตรอำเภอเชียงยืน ได้ชักชวนชาวบ้านแบก ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน ฟื้นฟูประเพณีหาบฝุ่นปุ๋ยคอกไปใส่แปลงนาทุกครัวเรือนเพื่อเป็นการฟื้นฟูประเพณีบำรุงดินแบบอีสานและปรากฏว่า ชาวบ้านแบกได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และผลปรากฏว่าผลิตผลข้าวปีนั้นเพิ่มจำนวนขึ้น 50 % ทำให้ชาวบ้านพอใจมาก ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2529 เกษตรอำเภอเชียงยืนได้ย้ายแหล่งรณรงค์เพิ่มผลผลิตแบบอีสาน ไปจัดที่บ้านหนองซอน อำเภอเชียงยืน ในปีนี้นายนิคม มากดี เกษตรจังหวัดได้เชิญสื่อมวลชนไปทำข่าว เผยแพร่ด้วย ปีนั้นนอกจากจะปลุกชาวบ้านให้ช่วยหาบปุ๋ยคอกไปใส่แปลงนาแล้วยังทำพิธีบูชาเทพแม่ธรณีด้วย เครื่องสังเวยต่างๆ

มีเหล้า ไห ไก่ต้มทั้งตัว และของหวานกล้วยอ้อยพร้อมมูลตามแบบพิธีดั้งเดิมที่คนอีสานเคยทำกันมาแต่เลิกร้างการจัดไปหลายปีแล้วแต่ฟื้นขึ้นมาทำใหม่ งานนี้ถือเป็นการจัดประเพณีที่สมบูรณ์แบบของชาวอีสาน คณะสื่อมวลชนจังหวัดมหาสารคาม นำโดย นายประสาสน์ รัตนะปัญญา ประธานชมรมฯ เห็นว่าเป็นประเพณีที่ดีและน่าจะนำมาเป็นงานประจำปีของจังหวัดมหาสารคามด้วย จึงได้ทำโครงการ “งานบุญเบิกฟ้า” เสนอต่อนายไสว พราหมมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น เพื่อให้จัดร่วมกับงานกาชาดประจำปีจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดได้นำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประจำประจำเดือนของจังหวัดโดยได้นิมนต์ พระอริยานุวัติ เจ้าอาวาสวัดมหาชัย ซึ่งเป็นปราชญ์ที่ชาวอีสานยกย่องให้มาให้คำแนะนำและให้ความคิดเห็นด้วย ที่ประชุมได้อภิปรายในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ที่สุดก็มีความเห็นสมควรที่จะจัดเป็นงานประจำปีควบกับงานกาชาด แต่ในปี 2530 นั้น นายไสว พราหมณี ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเสียก่อน เลยไม่มีการจัดงานบุญเบิกฟ้าในปีนั้น เมื่อ ดร.จินต์ วิภาตะกลัต ได้มารับตำแหน่งผู้ว่าราชการคนใหม่ นายประสาสน์ รัตนะปัญญา ได้นำเรื่องนี้เสนอผู้ว่าคนใหม่ ซึ่ง ดร. จินต์ ก็เห็นด้วยที่จะจัดงานนี้ให้เป็นงานประเพณีประจำปีของจังหวัดมหาสารคาม โดยการ

ร่วมกับงานกาชาดในปี 2531 เป็นปีแรก และจังหวัดมหาสารคามได้กำหนดจัดงานบุญเบิกฟ้าและงานกาชาดประจำปี 2531 รวม 7 วัน 7 คืน โดยเริ่มงานในวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 เป็นต้นมา งานบุญเบิกฟ้าจึงเริ่มตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป

วัตถุประสงค์หลักของการจัดงานบุญเบิกฟ้าฯ

1.เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาอีสานเกี่ยวกับการบำรุงดินให้คงไว้

2.เพื่อกระตุ้นเตือนให้เกษตรกรรู้คุณค่าของการบำรุงดิน

3.เพื่อให้ความรู้ด้านการเกษตรไร้สารเคมีเป็นพิษแก่ผู้บริโภค

4.พื่อแสดงถึงวิทยาการก้าวหน้าของการผลิตเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชประสงค์

5.เพื่อหารายได้ส่งเสริมกิจการการเกษตรแลละกาชาด

ดังนั้น การจัดงานบุญเบิกฟ้าและกาชาดของจังหวัดมหาสารคามจึงมีคุณค่าต่อการอยู่ดีกินดีของประชาชน ที่ควรค่าแก่การสืบทอด ซึ่งสมควรจัดให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของงานให้มากที่สุดด้วย

อ้างอิงภาพhttp://board.postjung.com/528209.html

อ้างอิงข้อมูลhttp://www.oknation.net/blog/psec/2008/05/19/entry...


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ตำนานบุญเบิกฟ้าจังหวัดมาหาสารคาม



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

นิสิต เคยเข้าร่วมประเพณีนี้ในลักษณะใดบ้าง ครับ

นี่คือประเพณีหลักที่จังหวัดมหาสารคามใช้เป็นหนึ่งในกระบวนการประชาสัมัพนธ์จังหวัดสู่สาธารณะ