อดีต ปัจจุบัน อนาคต วิกฤตไทย วิกฤตโลก กับความจำเป็นที่ต้องน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดย อาจารย์ทนง ขันทอง (บรรณาธิการอาวุโส) (๓) คุยกับอาจารย์ผู้สอน ปศพพ.

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ช่วงบ่ายของวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ หลังจาก อ.ทนง ขันทอง ได้บรรยายพิเศษเรื่อง " อดีต ปัจจุบัน อนาคต วิกฤตไทย วิกฤตโลก กับความจำเป็นที่ต้องน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" เราเชิญท่านมาเปิดวงสนทนากับ อาจารย์ผู้สอนรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเชิญ อาจารย์พีรวัศ กี่ศิริ มาเป็นกระบวนกรอำนวยการแลกเปลี่ยน โดยผมเองทำหน้าที่เขียน จับประเด็น เป็น "คุณลิขิต"

อาจารย์ผู้สอนรายวิชา ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข้าร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนทั้งสิ้น ๑๘ ท่าน ได้แก่ อ.ธวัช อ.พัฒนพล อ.บังอร อ.จันทร์ฉาย อ.พรทิพย์ อ.เบญพร อ.วรากร อ.วรัญญู อ.เกรียงศักดิ์ อ.วิลาวัลย์ อ.ปณรัตน์ อ.มารตี อ.สิริภัค อ.มัณฑนา อ.สายไหม อ.ขวัญใจ อ.ประภัสสร และ อ.เบญจวรรณ ... เสียดายที่สองท่านสุดท้ายติดภาระการสอน เลยไม่ได้เข้าร่วมเต็มเวลา ๑๓:๓๐ น. - ๑๕:๐๐ น. ของการสนทนาอันเข้มข้นนี้






วิธีการของ อ.พีรวัศ น่าสนใจยิ่ง ช่วงแรกๆ ท่านใช้วิธีการตั้งคำถามให้ อ.ทนงตอบ เมื่อถาม-ตอบไปมาสักระยะ อาจารย์ท่านอื่นๆ ก็เริ่มตั้งคำถามบ้าง กลายเป็นการสนทนาที่สนุกและประเทืองปัญญาอย่างยิ่ง ... ผมจะเขียนสรุปไว้เฉพาะส่วนที่น่าจะเผยแพร่ได้ ส่วนที่เผยแพร่ไม่ได้ ก็คงต้องเก็บไว้ให้ลืมไปเป็นธรรมดา ....

ผม BAR กับ อ.พีรวัศ ว่า อยากจะเน้นประเด็น "วิกฤตเศรษฐกิจไทย ปี ๒๕๔๐" หรือ วิกฤตต้มยำกุ้ง เพราะเป็นบทเรียนแรกในเอกสารประกอบการสอนของรายวิชาฯ ที่เรานำมานำสู่บทเรียน หลังจบการสนทนา ผม AAR ว่า บรรยายกาศการคุยที่สนุกจนลงลึกและขยายออกไปหลายประเด็นมาก

ผมฟัง อ.ทนง แล้วเอาความคิดของท่านมาเขียนขยายความ ... ผิดถูกอย่างไร อย่าได้เชื่อถือทันทีนะครับ ท่านบอกประมาณดังนี้ว่า...

หากจะเข้าใจสาเหตุรากเหง้าของวิกฤตเศรษฐไทย คือให้ ยกเอาบทพระราชนิพนธ์เรื่อง "พระมหาชนก" ตอนสุดท้าย...ที่ท่านทรงช้างไปเจอต้นมะม่วง ๒ ต้น ต้นหนึ่งมีผลงามและอีกต้นต้นไม่มีผล ต้นมีผลถูกคนรุมแย่งโค่นล้ม ส่วนต้นไม่มีผลไม่มีคนสนใจ สามารถยืนตระหง่านสวยงามอยู่ได้ไม่ถูกใครรุมทึ้ง



ต้นมะม่วงก็คือประเทศไทย หากเป็นเหมือนต้นมะม่วงมี่ผลเต็มต้น ก็จะถูกคน ทั้งฝรั่ง แขก ไทย จีน เข้ารุมกินโต๊ะ สุดท้ายก็ถูกโค่นตายไป นี่คือสิ่งที่ในหลวงท่านทรงเห็นและเตือนสติคนไทยมาโดยตลอด โลกใหม่ของคนไทยไม่ใช่สร้างประเทศไทยให้เป็นมะม่วงไม่มีผลแบบต้นแรก แต่การฟื้นฟูประเทศใหม่ โลกใหม่ของประเทศไทย ไม่ใช่ทำให้ต้นมะม่วงไม่มีผล แต่ท่านทรงแนะว่าทุกคนต้องช่วยกัน ต้องรวมกัน ต้องสามัคคีกัน ต่างคนต่างต้องทำหน้าที่ คนนี้ตัดแต่งกิ่ง คนหนึ่งรดน้ำ คนหนึ่งพรวนดิน คนหนึ่งขยายพันธุ์ ฯลฯ เมื่อได้ผลมะม่วงมาก็นำมากิน ถ้าเหลือให้เอาไปเผื่อแผ่ แบ่งปัน จากนั้นค่อยนำไปขายเป็นกำไรต่อไป

วิธีที่ในหลวงทรงแนะไว้ สำหรับการสร้างโลกใหม่ของคนไทยนั้นมีหลากหลายถึง ๙ วิธี โดยใช้ความสามัคคีและการรู้จักหน้าที่ของแต่ละคน แต่ละวิธีของการฟื้นฟูต้นมะม่วงที่ท่านทรงนิพนธ์ไว้ ๙ แบบ มีความนัยแยบยลยิ่ง โปรดอ่านบทตีความเรื่อง ถอดรหัส ๙ วิธีฟื้นฟูชาติ จากพระมหาชนก ของอาจารย์ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร


ที่มา: ๙ วิธี”ฟื้นฟูต้นมะม่วง”มิถิลานคร(ปริศนาธรรม“พระมหาชนก”๒)

อ. ทนง เน้นว่า ... นี่คือ เศรษฐกิจพอเพียง นี่คือแนวคิดของในหลวง นี่คือโลกใหม่ของไทย ที่เน้นให้คนไทย สังคมแบบ "ธรรมาธิปไตย" ไม่ใช่ยึดเอาสิทธิของคนส่วนใหญ่นำพาประเทศไปในทางที่ไม่ถูกต้อง คือ เอาธรรมะมาเป็นหลักในการปกครอง

ที่มาของวิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐

  • สหรัฐอเมริกา เอาดอลลาร์ดอกเบี้ยถูกๆ มาให้กู้ รัฐบาลขณะนั้นก็กู้เข้ามา ส่งเสริม (ความจริงคือบีบ) ให้ประเทศไทยเปิดประเทศ เปิดเสรีด้านการค้ามากขึ้น เปลี่ยนประเทศที่ดำเนินตามแนวคิด "พอเพียง" มาเป็นประเทศผู้ผลิต เปิดประเทศให้ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งโรงงานเพื่อผลิต ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ไม่ได้ผลิตเพื่อบริโภคภายในก่อน เหมือนแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง
  • เหตุที่ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศเรา เพราะสหรัฐอเมริกาไปสร้างข้อตกลงด้านการค้าในปี 1985 บีบบังคับให้ญี่ปุ่นขึ้นค่าอัตราแลกเปลี่ยน ในขณะที่ตนเองลดอัตราดอกเบี้ยลง ทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถที่จะแข่งขันได้ จึงจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิต
  • พอดีกับที่เปิดประเทศไทยรอไว้แล้ว ญี่ปุ่นจึงเข้ามาได้เต็มที่ "ตามสคลิป" ที่อเมริกาวางหมากไว้
  • ข้อสังเกตคือ .... การพัฒนาประเทศแบบนี้ สวนทางกับแนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างสิ้นเชิง .... ในหลวงสอนให้ผลิตเพื่อยังชีพ ถ้าเหลือจึงส่งออก ไม่ใช่ผลิตเพื่อขายและส่งออก
  • การส่งออกนั้น ผู้ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่คือผู้ส่งออก โครงสร้างที่ไม่ดีทำให้ประชาชนถูกกดนี่มาตลอด
  • นี่คือจุดเริ่มต้นของ "ความไม่พอเพียงของการพัฒนาประเทศ" เพราะเมื่อเปลี่ยนแนวคิดว่า จะมาผลิตไว้ขาย เรื่องการพัฒนาเรื่องเงิน ทอง ตราสารหนี้ เปิดประเทศด้านการเงิน เปิดตลาดหุ้น ฯลฯ เริ่มมีเพื่อให้สอดคล้องกับแนวความคิดนั้น ตามมา
  • เมื่อเปิดประเทศทางการเงิน ต้นปี ๙๐ แบงค์ต่างชาติก็เอาดอลลาร์ดอกเบี้ยถูกๆ ก็ไหลเข้ามาในประเทศ กู้ดอกเบี้ยถูกๆ มาปล่อยกู้ดอกเบี้ยแพง โดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ เพราะประเทศไทยยึดอัตราแลกเปลี่ยนคงตัวที่ ๑:๒๕ ณ ขณะนั้น ...กู้ดอลลาร์มา ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วมาปล่อยกู้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คนทำรวยมโหราฬ... (ธนาคารพาณิชย์ไงที่รวย)
  • เริ่มเกิดฟองสบู่ คือ ๑) เริ่ม เกิดการลงทุนเกินตัว ๒) มีฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ๓) มีการเก็งกำไรในหุ้น และ ๔) มีการเก็งกำไรในภาคอสังหาฯ ที่ดินทั้งหลาย เกิดฟองสบู่ขยายใหญ่ในปี 92-> 93-> 94 ->95 .... เป็นช่วงของการสร้างฟองสบู่
  • ปลายปี 96 จอสโซรอส ก็เข้าโจมตีฆ่าเงินบาท ทำให้ฟองสบู่แตก โดยใช้วิธีขายเงินบาทซื้อดอลลาร์ ขายบาทซื้อดอลลาร์ ๆๆ คนไทยก็ช็อค (ไม่รู้เพราะเสียใจหรือดีใจเพราะรู้ข้อมูลภายใน) หอบเงินดอลลาร์ออกไปฝากไว้สิงคโปร์ ... เปรียบเหมือนเลือดไหลออกจากตัว จึงเข้าขั้นโคม่า สุดท้ายก็นำมาสู่การรักษาผิดวิธี...
  • ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เข้าปกป้องค่าเงินบาท โดยใช้กองทุนสำรองระหว่างประเทศไทย เมื่อเกิดความเสียหายไป ๑.๔ ล้านล้านบาท ประเทศไทยขาดเงินทุนสำรองฯ จึงขาดความน่าเชื่อถือ จนเป็นที่มาของมาตรการลอยตัวค่าเงินบาท

ฟังท่านมาถึงตรงนี้ .... ในใจยิ่งแค้นนัก อยากแช่งชักหักกระดูก นักค่าเงินและโดยเฉพาะคนไทยที่ได้ประโยชน์จากการลอยตัวค่าเงินบาทในเวลานั้น ....ให้มัน........อืม....จิตอกุศลเกิดเต็มอก......

  • เงินบาทไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ...จะกลายเป็นเงินโกงเต๊ก จึงจำเป็นต้องไปกู้เงิน IMF มา ๑๗๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ แต่ก็ต้องแลกข้อกำหนดบีบบังคับหลายอย่าง ทำให้สิ่งต่างๆ ด้านการเงินตกไปอยู่ในมือสิงคโปร์ ทรัพย์สินด้านการผลิตหลักๆ ตกอยู่ในมือญี่ปุ่น
  • เราจึงขาดอำนาจการต่อรองและควบคุมนโยบายด้านการผลิตของตนเอง เราถูกครอบงำจากข้างนอก
  • อเมริกาทำแบบนี้ไปทั่วโลก ใช้บันใด ๓ ขั้น ทำให้เจริญเกิดฟอง ทำให้ฟองแตก และเข้ายึดครองทรัพย์สินรุมกินและควบคุม ... จนตอนนี้หนี้โลกเพิ่มเป็น ๒๐๐ ล้านล้านเหรียญแล้ว และกำลังจะฟองแตกอีกรอบที่จีน ...

ถาม-ตอบ

ถาม: ความเสียหายรอบแรก เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนใช่ไหมครับ ? รัฐบาลเป็นหนี้ใครครับ?

ตอบ: เป็นหนี้เงินในอนาคต เป็นหนี้สาธารณะ เป็นหนี้ของคนไทยทุกคน ๑.๔ ล้านๆ บาท รัฐบาลเข้าไปอุ้ม ออกเป็นพันธบัตรรัฐบาลขาย... ตั้งแต่ปี 1997 มาถึงปีนี้ หนี้เหล่านั้นยังไม่ได้ใช้คืนเลย หนี้ก้อนที่ยืม IMF ความจริงก็ยังไม่ได้จ่าย...จ่ายเพียงดอกเบี้ยเท่านั้น แม้เจ้าหนี้ไม่ใช่ IMF แต่ก้อนหนี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม

ถาม: มีบริษัทการเงินขนาดใหญ่ของอเมริกา เช่น GE Capital (ที่ทำบัตรเครตดิตการ์ด) ฯลฯ เข้ามาเทคโอเวอร์ธุรกิจดีๆ แต่ถูกทำให้ล้ม โดยการใช้ระบบทนาย ระบบกฎหมาย ฯลฯ แล้วเอาบริษัทดีๆ เหล่านั้นไปขายให้คนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ... ช่วยอธิบายตรงนี้ได้ไหมครับ

ตอบ: ...พอเศรษฐกิจพังใช่ไหม... เช่น ถ้าสมมติตึกราคา ๑๐๐ บาท รัฐบาลตั้ง ปรส. มาเพื่อจัดการหนี้ เอาหนี้ไปขายให้ต่างชาติ และที่สั่งให้ปิด ๕๖ ไฟแนนส์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของคนไทย ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็ยังดีๆ อยู่ แล้วเอาหนี้เหล่านี้ไปขายให้บริษัทต่างชาติ ในราคา ๓๓ บาท พอบริษัทต่างชาติพวกนี้ไปทวงหนี้ ก็ได้กำไรมหาศาลเลย ... เขาทำกันแบบนี้

ถาม : เราไม่สามารถที่จะกำหนดนโยบายไปจัดการเรื่องเหล่านี้เหรอคะ?

ตอบ : เพราะผู้ใหญ่เขาไม่ได้มีวิสัยทัศน์แบบนี้ (แบบพอเพียง) ไงครับ ถ้าตั้งใจจริงต้องทำได้

ถาม : มีนิสิตถามว่า ....ทำไมถึงเรียกว่า "ต้มยำกุ้ง" เราจะตอบอย่างไรคะ (คำถามนี้สะท้อนนิสิตส่วนหนึ่งหรืออาจใหญ่ที่ไม่สนใจ ไม่รู้ และจะไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ความล้มเหลวที่ผ่านมา ถ้าไม่มีรายวิชานี้)

ตอบ : สมัยก่อน เกิดวิกฤตกับอเมริก เขาก็เรียกว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เพราะคนอเมริกันชอบกิน แฮมเบอร์เกอร์ พอมาเกิดบ้านเรา ฝรั่งชอบและรู้จักต้มยำกุ้งจนเป็นเหมือนเอกลักษณ์ของบ้านเรา จึงเอาชื่อนี้มาตั้งชื่อ "วิกฤตต้มยำกุ้ง"

ถาม : ทำไมธนาคารในบ้านเราถึง ไม่ทำแบบที่เราคุยกัน ทำไมถึงคิดดอกเบี้ยแพงเหลือเกิน?

ตอบ : นี่คือปัญหาใหญ่ของประเทศเรา ซึ่งดำเนินการสวนทางกับเศรษฐกิจพอเพียงโดยสิ้นเชิง การทำแบบนี้ทำให้ค่าเงินลดลง ค่าครองชีพแพงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้น ปัญหานี้เกิดจากแบงค์ชาติและแบงค์พาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมปริมาณเงินในระบบ (money supply) ปล่อยให้เกิดขึ้น ปัจจุบันมีเงินเข้าไปประมาณ ๑ ล้านล้านบาท แต่เงินฝากเงินกู้ในระบบมีอยู่มากกว่า ๑๐ ล้านล้านบาท ต่างกันสิบเท่า ... ปล่อยแบบนี้ได้อย่างไร ... คิดดูว่า ถ้าท่านเอาเงินไปฝากธนาคาร ๑๐๐ บาท ธนาคารจะ "ยัก" ไว้ ๑๐ บาท (๑๐ เปอร์เซนต์) แล้วเอา ๙๐ บาท ไปปล่อยกู้ คนที่รับไปก็หักไว้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน ก่อนจะปล่อยกู้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ได้มา ทำแบบนี้ไปซ้ำๆๆๆ ทำให้ดูเหมือนมีเงินจริงๆ เป็น ๖๐๐ - ๗๐๐ บาท ทำให้เงินลดราคา เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ .... นี่คือระบบแบงค์ที่พวกยิวคิดขึ้น และครอบครองโลกอยู่ในขณะนี้

  • เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่สอนในมหาวิทยาลัย
  • คนจนเพราะไม่มีรายได้ คนจนๆ เพราะขี้เกียจ ... ไม่ใช่.... คนจนจนเพราะว่า ค่าเงินที่มีอยู่ด้อยค่าลงทุกวันๆ
  • แบงค์ชาติกำหนดดอกเบี้ย ๑.๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จะปล่อยให้เฉพาะคนที่น่าเชื่อถือ ใครล่ะที่มั่นคง ก็คือแบงค์ต่างประเทศในสิงคโปร์มากู้ แบงค์ต่างชาติก็เข้ามากู้ แล้วเอาปล่อยกู้ให้คนไทยอีกต่อหนึ่งในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ กำไรเท่าไหร่ล่ะ? ทำไมคนไทยมากู้ไม่ได้ล่ะ... บอกว่าไม่น่าเชื่อถือ ใครก็ไม่รู้ ไม่มั่นคง ต้องชาร์ทดอกเบี้ยแพง... หลอกเรา... ทำอย่างนี้ได้อย่างไร....
  • ความจริงแบงค์ต่าชาตินั่นแหละที่ไม่มั่นคง กำลังจะล้มอยู่ในขณะนี้
  • แบงค์กิ้งต้องเป็นของประเทศไทย ปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามายึดครองได้ไง ...
  • ประเทศไทยมีความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ สูงที่สุดในโลก

ถาม : ไม่มีแบงค์ของคนไทยเลยเหรอครับ ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องนี้ แบงค์ชาติไม่ใช่ของคนไทยเหรอครับ เช่น แบงค์ไทยพาณิชย์ที่ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มีกำไรหลายหมื่นล้าน ฯลฯ ทำไมไม่จัดการเรื่องนี้

ตอบ : ...ก็นี่ไงครับ ที่คนไทยที่ออกมาเดินขบวน ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ต้องไปเลือกตั้ง แต่ที่เอาเปรียบเราอย่างแบงค์ไทยต่างๆ ทำไมต่อต้าน ไม่จัดการ ... สำหรับแบงค์ไทยพาณิชย์ ใครเป็นบอร์ดล่ะ ใครบริหาร มีคนของแบงค์ต่าชาติอยู่ไหม? แม้ในทางกฎหมายแล้ว กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะกระทรวงการคลังเป็นเจ้าของสำนักงานทรัยพ์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ในทางปฏิบัติกระทรวงการคลังจะไม่ได้ดูแลทั้งหมด แต่กลุ่มคนที่เป็นผู้บริหารก็จะสามารถหาประโยชน์จากกิจการได้มากกว่า มากกว่าการรอรับเงินปันผล... ผมตีความว่า เหมือน กรณี ปตท. ที่รัฐบาลถือหุ้นส่วนใหญ่ แต่กำไรยิ่งมากยิ่งรั่วไหลมาก... ส่วนที่รั่วไหลไปนั้น ก็เหมือนคนไทยถูกปล้น ....โดยนัยนี้ก็จริงซิ...ที่ในหลวงถูกปล้น!!!

ถาม : วิชาอะไรบ้างที่ควรจะมี แต่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย

ตอบ : ๓ วิชาคือ ประวัติศาสตร์การเงิน วิชาความฉลาดทางการเงิน และ วิชาการเป็นผู้ประกอบการ


ถาม : ถ้าเราไม่เอาเงินไปฝากไว้ที่ธนาคาร หรือไม่ใช้บริการธนาคารพาณิชย์ เราควรทำอย่างไร

ตอบ : ธนาคารที่มีอยู่ทุกวันนี้ต้องล้มและยุบระบบนี้ไป คือต้องตัดขาดจากระบบธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบัน ไม่งั้น เราไม่มีทางที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียงได้... ทางเดียวคือคนไทยในแต่ละอาชีพ เช่น ชาวนา ฯลฯ รวมตัวกันตั้งธนาคารชุมชน เอาเงินมารวมลงขันกัน สมมติมี ๑ ล้านคน ออกเงินคนละ ๑,๐๐๐ บาท ก็จะมี ๑,๐๐๐,๐๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วเอามาปล่อยกู้ให้กันเองด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ และลดเลิกการซื้อขายจับจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ผักพืชผล ที่คนในชุมชนผลิตได้เอง ตอนนี้ ๕ บาทยังได้เต็มกำมือ ต่างจาก ๕ บาทที่จะซื้ออะไรไม่ได้เลยในร้าน แมคโคร โลตัส ฯลฯ ... ไม่ต้องไปเดินขบวนต่อต้าน เพียงแต่หยุดการซื้อของที่ไม่จำเป็นในนั้น อุดหนุนของที่ผลิตได้ในชุมชน และรวมกลุ่มกันระหว่างชุมชนเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันในราคายุติธรรม .... แบบนี้ถึงจะไปในแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง

สาเหตุที่ต่างจังหวัดยากจน เพราะไม่มีมีเงินหมุนเวียน เพราะเมื่อได้เงินมาก็เอาไปซื้อใน โลตัส บิ๊กซี แมคโคร ทำให้เงินไหลออกจากชุมชน ถ้าเราช่วยกันทำธนาคารชาวนา เอาลูกหลานที่เรียนธนาคารมาบริหาร ปล่อยกู้ให้ชาวนาในพื้นที่ แบบนี้เงินที่มีก็จะไม่รั่วไหล

เราต้องแบ่งแยกให้ได้ระหว่าง Need กับ Want ระบบเศรษฐกิจพอเพียงคือ ต้องคำนึงถึง Need ก่อน ไม่ใช่วิ่งตาม Want ของทุกคน เช่น ถ้ามีธนาคารชาวนา ต้องไม่ปล่อยกู้ให้ไปซื้อรถยนต์ขับ ต้องปล่อยให้ไปซื้ออุปกรณ์การเกษตรก่อน ฯลฯ

อ.ทนงสรุปตอนนท้ายเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงดังนี้ครับว่า ...

เศรษฐกิจพอเพียง คือ ความสามารถในการสร้างอำนาจในการต่อรองในบรรยายกาศซึ่งเราไม่มีอำนาจในการต่อรอง (...ถ้าเราทำธุรกิจจะสู้ซีพีอย่างไร ถ้าจะทำธนาคารทางการเงินจะไปสู้กสิกร แบงค์กรุงเทพฯ ไทยพาณิชย์ ได้อย่างไร ...สู้ไม่ได้ ในเมื่อสู้ไม่ได้ เราต้องมาสร้างอำนาจการต่อรองของเรา วิธีที่ในหลวงบอกคือต้อง รวมตัวกัน ต้องสามัคคีกัน ) คือ ความสามารถในการรวมตัวกัน คือความสามารถในการจัดการ ความสามารถในการแบ่งงานกันทำหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์ ซื่อตรง และมีอุดมการณ์เรื่องความพอเพียงที่ตรงกัน (ชุมชนนี้ผลิตสิ่งนี้ได้ ชุมชนนั้นผลิตสิ่งนั้นได้ การแลกเปลี่ยนจะจัดการอย่างไร ่แบงค์ชุมชนจะให้เงินทุนสนับสนุนอย่างไร ... ไม่ใช่ไปกู้แบงค์ดอกเบี้ยงแพงๆ เหมือนทุกวันนี้)

อ.พีรวัศ เสนอให้นำเอา ธุรกิจพอเพียง ไปลองใช้ดู

ท่านเสนอธุรกิจพอเพียงที่กำลังทำอยู่กับนักเรียนระดับมัธยม ให้ลองเอามาใช้กับนิสิตในมหาวิทยาลัย ธุรกิจที่ว่านี้เป็นอะไรก็ได้ ที่เกิดการซื้อขายในมหาวิทยาลัย เราจะส่งเสริมให้นิสิตรู้จักการหาเงินด้วยตนเอง ไม่ใช่มารอเพียงยืมเงินจาก กยศ. อย่างเดียว นอกจากนี้ "ธุรกิจพอเพียง" จะสอนความฉลาดและทักษะในการดำรงชีวิตที่แท้จริงในศตวรรษที่ ๒๑

ท่านบอกว่า การเรียนเศรษฐกิจพอเพียงที่ดีที่สุดคือ จะต้องให้นิสิตลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่ต้องใช้ทำบนพื้นฐานของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

อ.พีวรัศท่านเล่าให้ฟังละเอียดทั้งตัวอย่างและแนวทาง พร้อมทั้งเสนอด้วยจิตอาสาว่าจะมาช่วยหากเราทำจริงๆ ...

เราตกลงว่าจะเอาเรื่อง "ธุรกิจพอเพียง" นี้ไปคิดต่อในวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้และอบรมอาจารย์ผู้สอน ในวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๙ นี้ เพื่อหาความเป็นไปได้ว่าจะเริ่มอย่างไร เมื่อไร .... อย่างไรจะมาเล่าให้ฟังต่อไปครับ

สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสองท่านมากครับ ผมเอง...รู้สึก ยิ่งกว่าได้อ่านหนังสือหลายเล่ม ... การทำ KM เติมเต็มเราได้อย่างมีความสุขจริงๆ

ขอจบเท่านี้ครับ










บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิถีแห่งความพอเพียง



ความเห็น (0)