Financial Risk Management การบริหารความเสี่ยงทางการเงินเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่กิจการ

ความเสี่ยงทางการเงินเป็นความเสี่ยงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงทางกาเงินกลับไม่ค่อยมีการถกเถียง หรือพยายามพัฒนาแนวทางการจัดการอย่างสมเหตุสมผลในกิจการส่วนใหญ่

นอกจากนั้น ด้วยความเชื่อมโยงกันของตลาดการเงินในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในจุดใดจุดหนึ่งของโลกที่ห่างไกลจากเราหลายหมื่นพันกิโลเมตร จนดูเหมือนว่าเราไม่อาจจะทำอะไรได้มากนัก แต่ในช่วงเวลาข้ามคืน ผลกระทบดังกล่าวกลับมาถึงตลาดไทยและรุนแรงอย่างที่คาดไม่ถึง

ความเสี่ยงและสถานะ ( Risk VS Exposure )

ความเสี่ยงเป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐานให้กิจการมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนและทำกำไร มองจากแง่นี้ความเสี่ยงคือโอกาสของกิจการ โดยความเสี่ยงคือโอกาส (Probability) ที่จะเกิดความสูญเสียและโอกาสที่จะเกิดผลกำไร ขณะที่สถานะความเสี่ยง (Exposure) คือ ความเป็นไปได้ที่จะสูญเสีย และการที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมักจะมาจากผลของการที่กิจการมีสถานะเพิ่มขึ้น

สถานะที่เกี่ยวข้องกับตลาดการเงินมักจะกระทบต่อกิจการส่วนใหญ่ ในทางตรงหรือในทางอ้อม เมื่อกิจการมีสถานะในตลาดการเงิน ก็จะมีความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียหรือขาดทุน แต่ก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนหรือกำไรด้วย

ความเสี่ยงเป็นเรื่องของความน่าจะเป็นที่จะสูญเสียหรือขาดทุน เนื่องจากเหตุการณ์เสี่ยง เช่น การเปลี่ยนแปลงของราคาตลาด เหตุการณ์เสี่ยงที่มีความน่าจะเป็นที่จะเกิดไม่มากหรือโอกาสที่จะเกิดต่ำ แต่ถ้าเกิดแล้วมีผลกระทบให้เกิดความสูญเสียหรือผลขาดทุนสูง ถือว่าเป็นปัญหาเพราะขนาดของความสูญเสียอาจจะเกินกว่าเกณฑ์ที่ยอมรับได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเสี่ยงคือความน่าจะเป็นที่จะเกิดความผันผวนของผลตอบแทน

แม้ว่าความเสี่ยงที่เกิดจะรุนแรง แต่ก็ไม่ใช่ว่ากิจการจะสามารถกำจัดความเสี่ยงให้หมดสิ้นไปได้ตามที่ควรจะเป็น การทำความเข้าใจกับความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่ต้องดำเนินการให้พอเพียงเพื่อจะใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้น ด้วยการ

1.ระบุสถานะที่เกี่ยวกับตลาดการเงิน

2.ระบุความสี่ยง รูปแบบความเสี่ยงที่อาจจะเกิด

ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้นได้อย่างไรบ้าง

ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้นได้โดยผ่านธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นมากมายในกิจการ รวมถึงธุรกรรมการจำหน่ายและการจัดซื้อ ธุรกรรมการลงทุน ธุรกรรมการให้กู้ยืม และกิจกรรมทางธุรกิจอื่นๆ นอกจากนั้น ความเสี่ยงทางการเงินอาจจะเพิ่มขึ้นจากผลของการทำธุรกรรมด้านนิติกรรมสัญญา การเปิดโครงการใหม่ที่ไม่คุ้นเคย การควบรวมกิจการ การเข้าไปซื้อกิจการอื่น การก่อหนี้ ราคาพลังงานที่เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตและการดำเนินงาน หรือผ่านธุรกรรมและกิจกรรมการบริหารกิจกรรมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คู่แข่ง รัฐบาลของประเทศอื่น หรือแม้แต่ภูมิอากาศ

เมื่อใดก็ตามที่ต้นทุนทางการเงินเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบตั้งตัวไม่ทัน ย่อมมีผลให้ต้นทุนของการดำเนินงานสูงขึ้น และผลตอบแทนลดลง อาจจะกระทบถึงความสามารถในการทำกำไรของกิจการโดยรวมด้วย และความผันผวนทางการเงินอาจจะทำให้กิจการประสบปัญหาในการวางแผนและกำหนดงบประมาณ ราคาสินค้าและบริการ และการจัดสรรเงินทุนดำเนินงานด้วย

อย่างไรก็ตาม แหล่งที่มาของความเสี่ยงทางการเงิน มักจะมาจาก 3 แหล่งหลัก คือ

1.ความเสี่ยงทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากสถานะของกิจการที่กระทบจากราคาตลาด ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และราคาโภคภัณฑ์ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญ

2.ความเสี่ยงทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการกระทำของกิจการอื่น ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น เช่น ผู้ขาย ลูกค้า คู่ค้าในธุรกรรมด้านอนุพันธ์ทางการเงิน

3.ความเสี่ยงทางการเงินที่เป็นผลจากการกระทำภายในองค์กร ความล้มเหลวของการบริหารจัดการองค์กร โดยเฉพาะส่วนที่เกิดจากบุคลากร กระบวนการ ระบบงาน

อ้างอิงจาก : https://chirapon.wordpress.com

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สัมมนาทางการเงิน



ความเห็น (0)