บันทึกความทรงจำ (7-14 ต.ค. 49) : Mongolia (14)

  ติดต่อ

  ยังนึกชมตัวเองเลยว่าเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นเยอะ (เรื่องกิน) เพราะเมื่อก่อนนี้ผมเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย กินได้แต่ของง่าย ๆ ไม่กี่อย่าง เช่น ไข่เจียว ต้มยำ ผัดผัก ก๋วยเตี๋ยว ผลไม้อีกไม่กี่ชนิด นอกจากนี้แทบจะกินอะไรกับเขาไม่ได้ ผมเลยไม่แน่ใจว่าผมเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายหรือไม่  

จันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2549 (ต่อ) 

        เสร็จจากการแสดง มีรถ Bus มารับผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดไปรับประทานอาหารที่ Temujin Resterant ซึ่งอยู่ที่ Ginggis Khan Hotel (Temujin เป็นชื่อสมัยเด็กของ Ginggis Khan)

        อาหารกลางวันเริ่มด้วยคล้าย ๆ กับจะเป็นสลัดผัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Root beat (สีแดง ๆ) และCarrot (สีส้ม ๆ) กะหล่ำ (สีขาว-เขียว) นอกจากนี้มีขนมปังชิ้นเล็ก ๆ ไว้กลางโต๊ะอีก 1 ตระกร้าเล็ก ๆ ผมกินทั้งผักและขนมปัง อ้อ! มีน้ำแอปเปิ้ล (Apple Juice) ให้ผมอีกแก้วหนึ่งด้วย ผมกินจนหมด เนื่องจากไม่แน่ใจว่าอาหารจานถัดมาผมจะกินกับเขาได้หรือไม่

        อาหารรายการต่อมาเป็น Soup ถั่ว และ Steak เนื้ออะไรสักอย่าง (คงเป็น Beef) ตามลำดับ ผมกินได้เกือบหมดทุกอย่าง ยกเว้น Steak แค่นกินจนเกือบหมดเช่นกัน โดยเฉพาะมันบดที่ให้มาด้วยหมดเลย ข้าวก้อนเล็ก ๆ ก็เกือบหมด เนื้อเหลือนิดหน่อย ยังนึกชมตัวเองเลยว่าเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นเยอะ (เรื่องกิน) เพราะเมื่อก่อนนี้ผมเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย กินได้แต่ของง่าย ๆ ไม่กี่อย่าง เช่น ไข่เจียว ต้มยำ ผัดผัก ก๋วยเตี๋ยว ผลไม้อีกไม่กี่ชนิด นอกจากนี้แทบจะกินอะไรกับเขาไม่ได้ ผมเลยไม่แน่ใจว่าผมเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายหรือไม่ ตอนไปเรียนที่ UK ผมแย่เลยเรื่องอาหาร โดยเฉพาะตอนไปอยู่ใหม่ ๆ ถ้าไม่ได้น้ำพริกเผาที่พ่อและแม่ช่วยกันทำและส่งไปให้เป็นประจำ ความช่วยเหลือจากนักเรียนไทยด้วยกัน และที่สำคัญที่สุดคือภรรยาและลูกชายที่บินตามไปอยู่เป็นเพื่อนช่วยไว้ได้ ไม่งั้นคงเรียนไม่จบก็เรื่องกินง่ายอยู่ง่ายอย่างที่ว่านี่แหละ


Temujin Resterant


หน้าตารายการอาหารวันนี้ครับ

         วิบูลย์ วัฒนาธร

.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 59999, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 8, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #มหาวิทยาลัยนเรศวร#gis#บันทึกความทรงจำ#mongolia#acrs-2006

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (8)

ถ้ากินอร่อยก็กินเถอะค่ะอาจารย์  แต่ละจานดูน่าทานทั้งนั้น  ถ้าเป็นหนูก็คงจเกลี้ยงเช่นกันค่ะ  แต่หนูก็ดูแลสุขภาพเช่นกันนะเพราะสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับหนูมาก  หนูจะเลือกทานอาหารที่ไม่มีโคเรสเตอรอล  ไม่มีไขมัน   จนเพื่อนๆ หลายคนบอกว่ากินเหมือนคนแก่ (คนโบราณ)

  • ขอบคุณ คุณวาสนา มามะณี ที่เข้ามาติดตามบันทึกนี้ครับ
  • ผมขอแถมภาพบรรยากาศในภัตตาคารให้ชมอีกรูปครับ

 

  • ยินดีล่วงหน้าก่อนอ่าน...59999
  • ถึงคิวอ่านค่อยเข้ามาแสดงความคิดเห็นอีกครั้งครับ
  • ไล่ตามอ่านบันทึกเรื่อยๆ มาจนพบบันทึกนี้อีกครั้งหนึ่ง
  • รู้สึกว่า series ยาว คนเลยเข้ามาอ่านน้อยครับ
  • แต่สนุกดีนะครับ คุยเรื่องอาหารการกิน...เรื่องกินนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญ..เพราะคนเราส่วนใหญ่อยู่กับการกิจวันละ 3 เวลา
  • ตอนดูแดจังกึม กษัตริย์เสวยวันละ 6-7 มื้อแนะครับ
  • แต่ถ้าประชุมวิชาการรวม เบรคด้วยล่ะก็ วันละ 5 มื้อเหมือนกัน
  • คุณโอประหยัดเนื้อที่มากๆ เลย...รูปอาหาร..หลายอย่าง...ลงได้ในภาพเดียว
  • ผมชอบภาพบรรยากาศในภัตตาคารมากเลย

   ขอบคุณอาจารย์วิบูลย์ ที่นำประสบการณ์ดีๆ มาเล่าให้พวกเราฟังค่ะ เหมี่ยวได้ติดตามอ่าน บันทึกของอาจารย์อยู่นะคะ แต่ว่าไม่ค่อยได้เขียน comment  ต่อไปนี้จะเขียนให้นะค่ะ อาจารย์จะได้มีกำลังใจ เพราะกำลังจะมี แฟนคลับ ซีรี่มองโกเลียไงคะ

อาจารย์ค่ะ ช่วยให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการสร้างบล๊อก  ให้หนูหน่อยนะค่ะ หนูเองก็พึ่งเริ่มสร้างบล๊อกแต่ก็ยังไม่ได้เรื่องสักทำไหร่เลย  เพราะไม่รู้ว่าควรจะเรื่องราวประมาณไหนใส่ลงในบล๊อก  ขอบคุณล่วงหน้านะค่ะอาจารย์

http://gotoknow.org/dissomash/biog/mash

  • ได้ตามอ่านบันทึกของอาจารย์ทำให้รู้สึกว่าเวลาไปอยู่ต่างแดนนี้ เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ ๆ จริง ๆ ครับ

ขออภัยทุกท่านด้วยครับที่เข้ามาตอบช้าไปหน่อย

คุณวาสนาเห็นรูปแล้วเข้าใจว่าคงเป็นอาหารที่ look good and taste good ไปหมดทุกอย่าง แต่โดยความเป็นจริงแล้ว ใช่ครับ ทุกอย่าง look very good แต่ทว่า taste ส่วนใหญ่จะ very bad ครับ และผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะรู้สึกเช่นนั้น อาจจะมียกเว้นบ้างสำหรับบางคน เช่น ลูกชายผมเขาอาจจะชอบเป็นส่วนใหญ่เพราะมีโอกาสได้คุ้นเคยมาแต่เด็ก ส่วนเรื่องการสร้าง blog นั้น ผมไม่อยากจะคุย เพราะคุยไม่ได้จริง ๆ ครับ คนที่ช่วยลงบันทึกให้ผมโดยตลอดคือ คุณโอ (รัตน์ทวี) ผมจะขอให้เขาช่วยตอบให้ครับ

เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ครับเวลาไปต่างบ้านต่างเมือง ตัวผมเองเคยอวดเก่ง คิดว่าคนอื่นเขากินกันได้อยู่กันได้ ถ้าเรากินกับเขาไม่ได้ก็น่าที่จะปล่อยให้มันอดตายไปเลย และไม่ควรที่จะต้องเตรียมการอะไรไปเป็นพิเศษให้เป็นที่ยุ่งยาก ผลก็คือ เกือบจะได้ตายจริง ๆ ครับ และทำให้ได้เห็นว่าอาหารไทยเรานั้น โดยเฉพาะ "ข้าว" ที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ มันคือ "ชีวิต" ของเราเลย คนที่ไม่เคยอดข้าว (ต้องกินอย่างอื่นแทน) ชนิดที่ไม่มีจะกินจริง ๆ จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ยากครับ

ขอขอบคุณทุกท่านครับที่กรุณาตามมาให้กำลังใจกัน