เทคนิคการจัดการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มทักษะทางปัญญา

โดยรศ.ดร.เทียมจันทร์พานิชย์ผลินไชย คณาจารย์วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก

วันที่ 22 ธันวาคม 2558 ห้องประชุมพวงผกา

...........................................

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราชได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มทักษะทางปัญญา คือ รศ.ดร.เทียมจันทร์พานิชย์ผลินไชย รองคณบดีฝ่ายพัฒนาและวิจัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นดังกล่าว ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

ทักษะปัญญา (Cognitive Skills) หมายถึง ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์และใช้ความรู้ ความเข้าใจในแนวคิด หลักการ ทฤษฎี และกระบวนการต่างๆ ในการวิเคราะห์และการแก้ปัญหา เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน (คณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2552)

ทักษะปัญญาทางการพยาบาล

1) ตระหนักรู้ในศักยภาพและสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของตนเพื่อให้พัฒนาตนเองได้

2) สามารถสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย

3) สามารถนำข้อมูลและหลักฐานไปใช้ในการอ้างอิงและแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ

4) สามารถคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบโดยใช้องค์ความรู้ทางวิชาชีพและที่เกี่ยวข้องรวมทั้งใช้ประสบการณ์เป็นฐาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพในการให้บริการพยาบาล

5) สามารถใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทางการวิจัยและนวัตกรรมที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา

6) สามารถพัฒนาวิธีการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสถานการณ์และบริบททางสุขภาพที่เปลี่ยนไป

กลยุทธ์การสอนที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ด้านทักษะทางปัญญา การสอนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะทางปัญญาผู้สอนควรใช้วิธีและเทคนิคการสอนที่เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางปัญญา(Brain-based leaning)

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะทางปัญญา

1) การเรียนรู้จากกรณีปัญหา (Problem-based Learning)

2) การเรียนรู้เป็นรายบุคคล (Individual Study)

3) การเรียนรู้แบบสรรคนิยม (Constructivism)

4) การเรียนรู้แบบแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง (Self-Study)

5) การเรียนรู้จากการทำงาน (Work-based Learning)

6) การเรียนรู้ที่เน้นการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ (Research-based Learning)

7) การเรียนรู้ที่ใช้วิธีสร้างผลงานจากการตกผลึกทางปัญญา (Crystal-based Approach)

การสะท้อนคิด (Reflective Thinking) การสะท้อนคิด มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดหรือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) การฝึกสะท้อนคิดจึงเป็นกระบวนการที่นำไปสู่การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และเป็นการพัฒนาศักยภาพทางปัญญาที่ส่งผลให้มีการปฏิบัติและการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพการเรียนการสอนที่จะส่งเสริมให้มีการสะท้อนคิดสามารถทำได้หลายวิธี เช่น

1) การเขียนบันทึก (Journal Writing)

2) การสนทนา (Dialogue) เช่น การประชุมปรึกษาก่อนและหลังให้การพยาบาล (pre-post conference

3) การวิเคราะห์อุบัติการณ์ (Incident Analysis)

กลยุทธ์การประเมินผลการเรียนรู้ด้านทักษะทางปัญญา

1) ประเมินจากการสังเกตพฤติกรรมทางปัญญาของผู้เรียนตั้งแต่ ขั้นสังเกต ตั้งคำถาม สืบค้น คิดวิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินค่า ตามลำดับ

2) ประเมินด้วยการสร้างสถานการณ์จำลองแล้วให้ผู้เรียนฝึกตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างมีเหตุมีผลโดยผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผลงานนั้น

3) ประเมินจากงานที่มอบหมายและการนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน

เครื่องมือในการวัดทักษะทางปัญญา

  • แบบทดสอบ วัดโดยการสอบซึ่งอาจเป็นกรณีศึกษาที่ซับซ้อน และวัดการวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ
  • แบบสังเกต วัดโดยการทำรายงาน
  • แบบสัมภาษณ์ วัดโดยการสัมมนา
  • แบบสอบถาม วัดโดยการอภิปราย
  • แบบประเมินผลงาน วัดโดยการทำงานกลุ่ม

ตัวอย่างแบบบันทึกการเรียน (Learning Log)

กลุ่มวิชา...................สาขาวิชา.................................ชื่อ...............................................

สัปดาห์ที่

หัวข้อที่เรียน

หัวข้อที่เข้าใจดี

ความรู้ใหม่ที่ได้เรียนในวันนี้

สิ่งที่ยังไม่รู้/ไม่เข้าใจ/ปัญหา

การแก้ปัญหา



















ประเด็นอื่นๆที่ควรพิจารณาในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มทักษะทางปัญญา

1) การประเมิน Learning outcome ในแต่ละรายวิชาไม่จำเป็นต้องครบทุก LO แต่เมื่อนักศึกษาจบหลักสูตรแล้วต้องมีสมรรถนะครบทุก LO

2) การสร้างแบบประเมินกระบวนการคิด ต้องเริ่มจากการนิยามการคิดนั้น ๆ ก่อนว่าเป็นการคิดที่ผูกติดกับนิยามหรือไม่ หากผูกติดกับนิยามก็ต้องสร้างตามนิยาม หรือเนื้อหาที่ต้องการให้คิด

3) การให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการประเมินกระบวนการกลุ่ม หรือทักษะความสัมพันธ์ บางครั้งนักศึกษาจะให้คะแนนเท่ากันทุกคน การแก้ไขปัญหา ต้องเริ่มจากการที่อาจารย์ผู้สอนชี้แจงวัตถุประสงค์ของการประเมินที่ชัดเจน เก็บใบประเมินไว้เป็นความลับ หาเป็นค่าเฉลี่ยแทน และการฝึกให้นักศึกษาประเมินตนเองและเพื่อนบ่อยจะทำให้นักศึกษากล้าที่จะประเมิน

4) การประเมินความรู้ในรายวิชาทฤษฎีที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 ไม่จำเป็นต้องวัดด้วยข้อสอบเท่านั้น อาจเป็นในรูปของรายงาน หรือวิธีการอื่น ๆ ที่สามารถวัดความรู้ได้

5) บางรายวิชาแบ่งเป็นทฤษฎี 1 หน่วยกิต และปฏิบัติ 1 หน่วยกิต เนื่องจากเกณฑ์ในการผ่านไม่เท่ากัน คือ ทฤษฎีเกณฑ์ผ่าน ร้อยละ 50 และปฏิบัติเกณฑ์ผ่าน ร้อยละ 60 ในการตัดเกรดแต่ละหน่วยก่อนแล้วค่อยนำมาตัดเกรดรวมแบบถ่วงน้ำหนักอีกที