อนาคตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย ฝากไว้กับร่างรัฐธรรมนูญ(ฉบับใหม่)

อนาคตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย ฝากไว้กับร่างรัฐธรรมนูญ(ฉบับใหม่)

24 ธันวาคม 2558

สรณะ เทพเนาว์ นายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]

สัปดาห์ที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่จัดการสัมมนาวิชาการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนภาคเหนือ 17 จังหวัด ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 โดยมี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนที่ 1 นำทีมร่วมกับผู้เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญหลายท่านร่วมสังเกตการณ์และเปิดสัมมนาวิชาการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชน ประกอบด้วยกลุ่มเป้าหมายจากทุกภาคส่วนประมาณ 3,000 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และที่สำคัญคือจากภาคประชาชน บรรยากาศการสัมมนาเป็นด้วยความคึกคัก ประเด็นส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเรื่องท้องถิ่น ที่มีผู้เสนอแนะกันอย่างกว้างขวาง

ประเด็นเร่งด่วนของท้องถิ่น

จากเวทีการสัมมนาที่จังหวัดเชียงใหม่ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นท้องถิ่นสำคัญ 2 ประเด็นคือ (1) จังหวัดจัดการตนเอง และ (2) บทบาทอำนาจหน้าที่ของราชการบริหารส่วนภูมิภาคที่ทับซ้อนกับราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือ “ท้องถิ่น” ซึ่งภายในสิ้นเดือนมกราคม 2559 นี้ [2] จะมีร่างรัฐธรรมนูญ(ฉบับใหม่) แล้วเสร็จเป็นรูปเล่มให้ประชาชนได้ศึกษา พร้อมเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดความเห็นตามกระบวนการต่อไป

สองประเด็นดังกล่าว ถือเป็นประเด็นย่อยที่สำคัญในประเด็นหลักตามที่นางนินนาท ชลิตานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ได้เสนอรายงานแผนปฏิรูปท้องถิ่นเป็นวาระเร่งด่วนต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2558 ใน 5 เรื่องคือ (1) โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (2) แผนการปฏิรูปการกระจายอำนาจ (3) แผนปฏิรูปการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (4) การกำกับ ดูแล ตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ (5) การมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น รวมถึง การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ อาทิ แผนการปฏิรูปกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และพิจารณารูปแบบท้องถิ่นที่ต้องการจะจัดขึ้นใหม่ [3]

ประเด็นที่ค้างคาใจของท้องถิ่น

มีประเด็นค้างคาใจเคลือบแคลงสงสัยกันมากหลายประเด็นว่า รัฐธรรมนูญในส่วนของท้องถิ่น หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร

จากเวทีการสัมมนาผู้เขียนเห็นว่ามีประเด็น มีข้อวิพากษ์ที่สำคัญ เป็นกระแสความเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างจะอ่อนไหว รวดเร็วไวมาก เพราะกระแสท้องถิ่นในหลายประเด็นได้ถูกเก็บอั้น ถูกกดดันมานานเต็มที ผู้เขียนเห็นว่า ทิศทางแนวโน้มของท้องถิ่นจากเวทีสัมมนาภาคอื่นก็คงไม่มีความแตกต่างจากเวทีนี้เท่าใด ขอยกประเด็นสำคัญดังนี้

1. ประเด็นที่กล่าวถึงมากที่สุดก็คือ “การยุบหรือไม่ยุบ รวมหรือไม่ควบรวม อปท.ขนาดเล็กเข้าด้วยกัน” [4]ว่า อบต. เทศบาล ควรจะ มีขนาดที่เหมาะสม ในมิติของประชากร และพื้นที่จำนวนเท่าใด มีจำนวน อปท. มากเกินไปหรือไม่ หรือจะขึ้นอยู่ตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์เรื่องประชากรและพื้นที่ โดยไม่คำนึงศักยภาพการพัฒนา การเก็บภาษี หรือโอกาสในการเจริญเติบโตอื่นใด โดยเฉพาะไม่คำนึงศักยภาพในการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน (Public Service) ที่มีประสิทธิภาพ

ความสงสัยในประการสำคัญต่อมาก็คือว่า ประเด็นเหล่านี้จะต้องปรากฏในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายลูกอย่างไร ซึ่งบรรดาผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถคาดเดาทิศทางได้เลย เนื่องจากไม่ว่าส่วนกลาง ที่กำกับดูแลท้องถิ่น หรือ สนช. หรือ สปท. หรือ คสช. ต่างไม่เคยเผยร่างหรือธงคำตอบในเรื่องเหล่านี้ให้สาธารณชนทราบเลย คงปล่อยให้ผู้เกี่ยวข้องต่างฝ่ายต่างคาดเดากันเอง ชนิดที่เดาใจกันไม่ถูกเลย คงได้แต่เฝ้าคอยติดตามข่าวไปวันต่อวันเท่านั้น

2. ประเด็นปัญหาขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ว่าควรจะมีอยู่หรือไม่ [5] คือ (1) ควรมี อบจ. อยู่ แต่ปรับบทบาทภารกิจหน้าที่ไม่ให้ซ้ำซ้อนกับ เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือ (2) ควรจะยุบ อบจ. ไปเลย แล้วให้มีท้องถิ่นใน 3 ระดับ ได้แก่ใน ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล

ในประเด็นข้อนี้ก็ยังขาดความชัดเจนหรือไม่มีข่าวที่ระแคะระคายจากผู้ร่างรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ทำให้หลายฝ่าย ต่างถกเถียงกันไปมาอย่างไร้ธงคำตอบ ที่สำคัญหลายฝ่ายต่างยอมรับในสภาพปัญหาว่า ปัจจุบันมีปัญหาข้อกฎหมาย และปัญหาทางปฏิบัติในการทำงานในบทบาทของ อบจ. เอง ที่มีความซ้ำซ้อนเหลื่อมล้ำกับ อปท. ที่มีเขตพื้นที่ภายใน อบจ. ในหลาย ๆ ประการ

3. ประเด็นเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง [6]ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเพียงหัวข้อเสนอแนะในเวทีรับฟังความคิดเห็นหนึ่งเท่านั้น กล่าวคือ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจน้อยกว่าจากเวทีสัญจรรับฟังความคิดเห็นในภูมิภาคต่างๆ ครั้งก่อนที่ผ่านมาตามที่ท่านพงศ์โพยม วาศภูติ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ ดำเนินการฯ ซึ่งในประเด็นนี้ยังเป็นที่หนาวร้อนแก่ฝ่ายปกครอง และกระทรวงมหาดไทยเป็นอย่างยิ่ง

4. ประเด็นสุดท้าย ปัญหาการทับซ้อนอำนาจหน้าที่ของภูมิภาคและท้องถิ่น มีประเด็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทั้งหลาย ทั้งในระดับกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนบริหารส่วนกลาง ราชการส่วนบริหารส่วนภูมิภาค และราชการส่วนบริหารส่วนท้องถิ่น ต่างก็มีหน้าที่ในการพัฒนาด้วยกันทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องภัยแล้ง ทุกหน่วยงานรวมทั้งส่วนท้องถิ่น ต่างก็มีหน้าที่ดำเนินการในการจัดหาน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่ประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหลายงานต่างมีหน้าที่ที่ทับซ้อนกันไม่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนนั่นเอง

การกระจายอำนาจเป็นกระแสโลกที่หวนกลับไม่ได้

บทสรุปก็คือ คนท้องถิ่นคิดอย่างไรกับประเด็นคำถามเหล่านี้ หากพิจารณาจากกระแสโลก (New World Orders) หรือกระแสของการพัฒนา ในศตวรรษที่ 21 กระแสหนึ่งที่ฉุดรั้งไว้ไม่อยู่ และไม่สามารถหวนกลับคืนได้ ก็คือ เรื่องความเป็นประชาธิปไตย (Democracy) [7] ใน “การกระจายอำนาจ” (Decentralization) สำหรับประเทศไทยนั้นการกระจายอำนาจได้เคยมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550

ณ วันนี้ ไม่ว่าตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกแบบโดยยึดหลัก ระบบ หรือเอาแบบอย่างมาจากประเทศใดก็ตาม คนท้องถิ่นเราได้ผ่านยุคที่เรียกได้ว่า “ตกต่ำที่สุด” ที่ไม่กระจายอำนาจมาแล้ว ฉะนั้น ท่ามกลางกระแสโลกในโอกาสต่อไป ที่ประชาชนในท้องถิ่นได้เรียนรู้ และแสดงบทบาทเรื่องการจัดสรรทรัพยากร การแก้ไขปัญหาและการจัดการปัญหาของตนเองโดยคนของตนเอง อันถือเป็น “หัวใจ” ของประชาธิปไตยอย่างแท้จริงมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว เราชาวท้องถิ่นคงไม่มีวันถอยหลังกลับไปใช้ “การรวมศูนย์อำนาจแบบเดิม” อย่างแน่นอน และผู้เขียนเชื่อว่า หากทุกฝ่ายยอมรับและก้าวไปสู่อีกขั้นของการกระจายอำนาจ แน่นอนว่า เราคนท้องถิ่นต่างมีความพร้อมที่จะดำรงอยู่และยอมรับ ปฏิบัติตามกติกาในระบบใหม่ใดๆ ก็ได้ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

หากเหล่าบรรดาผู้ตั้งกติกาคิดคำนึงถึงผลประโยชน์สุขส่วนรวมของประชาชนท้องถิ่น ในสิทธิสำคัญประการแรกสุดนับตั้งแต่ได้เกิดมา คือ “สิทธิความเป็นประชาชนหรือพลเมือง” ตามกระแสโลกใน “ยุคการกระจายอำนาจ” เหล่าบรรดาคนท้องถิ่นต่างก็พร้อมต่อการก้าวเดิน “เราชาวท้องถิ่น” มีความพร้อมแล้วครับ.



[1] Ong-art saibutra & Phachern Thammasarangkoon, Municipality Officer & สรณะ เทพเนาว์ นายกสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 63 ฉบับที่ 15 วันศุกร์ที่ 25 – วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2558, หน้า 80, เจาะประเด็นร้อน อปท.

[2] ดู เสกสรรค์ กิตติทวีสิน, เทียบร่าง"ท้องถิ่น"รธน.ฉบับ"มีชัย" : คอลัมน์ เดินหน้าชน, มติชนรายวัน, 23 ธันวาคม 2558, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1450860242&grpid=03&catid=03 & การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก, เอกสารคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ, ธันวาคม 2558, http://www.ect.go.th/cdc58_1.pdf

[3] กมธ.ด้านท้องถิ่น แจงวาระปฏิรูปเร่งด่วน 5 เรื่อง, กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 21 ธันวาคม 2558, http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/679502& ดู แผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป, เอกสารโดย สำนักกรรมาธิการ 2 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ, ธันวาคม 2558 & “ท้องถิ่นชงข้อมูลประกอบรธน.ยื่นข้อเสนอ7ด้านให้ 'มีชัย'/รัฐต้องให้ความอิสระกับอปท.”, สยามรัฐรายวัน 24 ธันวาคม 2558, http://kontb.blogspot.com/2015/12/7.html?spref=fb

[4] ดูตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่นใน ประศาสน์ ตั้งมติธรรม, การลดกระจายอำนาจกับระบบปกครองท้องถิ่นแบบมณฑลของญี่ปุ่น, คอลัมน์ เข้าใจโลก กรุงเทพธุรกิจ, 22 ธันวาคม 2557, http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/624030

[5] ปฏิรูปท้องถิ่นยุบอบจ. ยกฐานะอบต.เป็นเทศบาล, ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์, 21 ธันวาคม 2558, http://www.posttoday.com/local/scoop/406022

[6] ชงยกจังหวัดมีความพร้อม จัดการตนเอง ตั้งสภาพัฒนาท้องถิ่น, ไทยรัฐออนไลน์, 21 ธันวาคม 2558, http://61.91.7.163/content/552155& เอนก เหล่าธรรมทัศน์, การกระจายอำนาจ=การคืนอำนาจ : สู่การจัดการตนเองของชุมชน ท้องถิ่น และสังคม, รวมบทปาฐกถาและข้อเขียน โดย สำนักงานปฏิรูป(สปร.), กันยายน 2555, http://v-reform.org/wp-content/uploads/2012/10/การกระจายอำนาจเท่ากับคืนอำนาจ-11.pdf & สมหมาย ปาริจฉัตต์, ท้องถิ่นจัดการตนเอง, ใน ฅนเทศบาล, คอลัมน์ ไทยมองไทย: ท้องถิ่นจัดการตนเอง (1) (2) (3) ใน มติชนสุดสัปดาห์, 20 กันยายน 2555, http://kontb.blogspot.com/2012/09/blog-post_20.html & บัณรส บัวคลี่, ยุบกระทรวงมหาดไทย !?, 5 มีนาคม 2555, http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=9550000029079&TabID=1&

[7] อิศราวดี ชำนาญกิจ, “แนวโน้มเศรษฐกิจโลก2011”, 8 กุมภาพันธ์ 2554, https://www.gotoknow.org/posts/424839 & อิศราวดี ชำนาญกิจ, New World Order การจัดระเบียบโลกใหม่ ที่ผู้นำควรรู้, 20 เมษายน 2552, http://leadership.exteen.com/20090420/new-world-order

แนวคิดนี้เริ่มจากการที่ชาวยุโรปจำนวนมาก ต้องการให้เกิดรัฐบาลโลก (World Government) เพื่อทำหน้าที่แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและผลประโยชน์ระหว่างชาติต่างๆ ในช่วงปี ค.ศ. 1900 เป็นต้นมา ด้วยการ “ทำโลกให้เป็นโลกเดียว (One World)” หรือ “การจัดระเบียบใหม่ให้แก่โลก (One World Order)” โดยมี เอช.จี. เวลส์ เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อ “One World State (1939)”

การจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) เริ่มจริงๆ เมื่อมีการประกาศเรื่องนี้จากสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีจอร์จ บุช (คนพ่อ)(พรรครีพับลิกัน) เมื่อวันที่ 11 กันยายน 1990 มีเนื้อหาคล้ายยุทธศาสตร์ชาติ

คำประกาศ “การจัดระเบียบโลกใหม่” ประกอบด้วยสาระสำคัญ 5 ประการ คือ (1) ความเป็นประชาธิปไตย (Democracy) (2) สิทธิมนุษยชน (Human Right) (3) สภาพแวดล้อม (Environment) (4) การค้าเสรี (Free Trade) (5) ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร (Copyright)

& จีระ หงส์ลดารมภ์, การจัดระเบียบโลกใหม่แตกต่างกับโลกาภิวัตน์อย่างไร กระทบประเทศไทยอย่างไร, ในบ้านเมืองเรื่องจริง, 20 กันยายน 2557, http://www.naewna.com/politic/columnist/14526

การจัดระเบียบโลกจึงเป็นเรื่องอำนาจ และค่านิยมที่ประเทศใหญ่ๆ เช่น อเมริกาคิดว่าประชาธิปไตยสำคัญที่สุด ประเทศใดไม่มีประชาธิปไตยก็จะไม่สมควรได้รับการยอมรับ อเมริกาทำตัวเป็นผู้กำหนดระเบียบโลกแต่บัดนี้มีคู่แข่ง คือ รัสเซีย จีน และ Islam หัวรุนแรง แต่กระทบความมั่นคงของโลกและถ้าขัดแย้งแรง เช่น ในยูเครน ก็จะทำให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำผลมาถึงไทยได้

& ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, ระเบียบโลกใหม่!!!, นานาทัศนะ, 18 เมษายน 2558, http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=612746

“การจัดระเบียบโลกใหม่” หรือ “New world order” ที่อเมริกาเป็นหัวหอก โดยมหาอำนาจขั้วเดียว หรือหลายขั้ว ก็ตามแต่

เมื่อตัดสินใจปฏิเสธ “การจัดระเบียบโลกใหม่” โดย “มหาอำนาจขั้วเดียว” ของอเมริกา จีนต้องหันมาเสนอ “การจัดระเบียบโลกใหม่แบบหลายขั้วอำนาจ” (Multi-polar world order) ขึ้นมาแทนที่

& ชยันต์ วรรธนะภูติ, โครงการศึกษาเชิงปฏิบัติการ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างสุขภาวะและสังคมอิสานที่เป็นธรรม : อิสานกับโลกาภิวัตน์, คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, บทอภิปรายนี้ มาจากการถอดเทป “อัตลักษณ์อีสานกับการเปลี่ยนแปลงของโลก” 24 กุมภาพันธ์ 2554 ณ ห้องประชุม 3 อาคาร 5 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย เครือข่ายศิษย์เก่านักเรียนทุน IFP แห่งประเทศไทย (IFP THAN), 3 กุมภาพันธ์ 2556, http://social-agenda.org/article/1124

แนวคิดเรื่องโลกาภิวัตน์ : ก่อนจะพูดเรื่องอีสานกับโลกาภิวัตน์ อยากทำความเข้าใจแนวคิดเรื่องโลกาภิวัตน์ เราได้ยินบ่อยๆ ในช่วงนี้ก็มีการวิวาทะกันเกี่ยวกับเรื่องโลกาภิวัตน์พอสมควร ที่มันเกี่ยวข้องกับเขตแดนของเรา คำว่าโลกาภิวัตน์มันเป็นคำนิยามที่มีปัญหา คือถ้าเราไปดูในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2542 พูดได้ว่า โลกาภิวัตน์คือการแพร่กระจายไปทั่วโลก คือการที่ประชาชนไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ หรือรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเกิดจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ นิยามตัว นี้ไปให้ความหมายในเชิงการแพร่กระจาย ระบบข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ ที่มีบทบาทนำข่าวมาให้ผู้คนอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมีคนพูดว่าโลกเราในปัจจุบันมันเล็กลง นำมาสู่สิ่งที่หลายคนที่มีความเข้าใจว่าโลกไร้พรมแดน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)