“ไปสู่ที่ชอบๆนะ” 7 ปี กับการทำหน้าที่ “ภารโรง”

เราเคยได้ยินคำกล่าวประหนึ่งคำผลักไสคนตายว่า “ไปสู่ที่ชอบๆนะ” เลยกลับมาคิดว่า ตอนมีชีวิตอยู่ คนมากมายบนโลกนี้อาจจะไม่ได้มีโอกาสไปในที่ที่ตนเองชื่นชอบหรือยากไปกระนั้นฤา ผมจึงเปลี่ยนคำ “ไปที่ชอบๆ” สำหรับคนตาย มาปฏิบัติเองในขณะที่มีชีวิตอยู่อยู่ร่ำไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว ที่ที่เราชอบก็จะบันดาลสุขให้เรา

23 ธันวาคม 2551 หลังวันรับพระราชทานปริญญาบัตร 1 วันกระมัง ถ้าจำไม่ผิด วันนั้นรับปริญญาโท ไม่ทันหายเหนื่อย ก็รายงานตัวเข้าปฏิบัติราชการ (สมัยนั้นเรียกแบบนั้นเพราะยังก้ำกึ่งระหว่างระบบราชการกับการเป็นองค์กรในกำกับของรัฐ คนส่วนมากยังรับราชการอยู่ พวกชนกลุ่มน้อยอย่างพวกผมเป็นพวกนอกราชการ แต่ทำงานเป็นพนักงานในหน่วยงานราชการ จึงยังนิยมเรียกการปฏิบัติงานว่าปฏิบัติราชการ แต่หากปัจจุบัน มหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนสถานภาพไปแล้ว คำว่า “ราชการ” จึงค่อยๆหายไป ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยให้ใช้คำว่า “ปฏิบัติงาน” แทน) หลังวันรับพระราชทานปริญญาบัตรเพียงชั่วข้ามคืน การมาปฏิบัติหน้าที่จึงเริมต้นขึ้น หลังจากว่างงานมา 22 วัน เพราะลาออกจากงานเดิม 1 พ.ย. 51 ตื่นเต้นบ้างเล็กน้อย เพราะการมาทำหน้าที่ในตำแหน่งที่(คิดว่า)ถนัดและเพื่อนร่วมงานก็ต่างคุ้นเคยกันดีเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ต้องปรับตัวมากนัก เพียงเปลี่ยนสถานะจากครั้งเป็นนักศึกษาผันมาเป็นเพื่อนร่วมงาน แต่ก็ไม่วายที่จะต้องเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร และเรียนรู้งานที่เป็นระบบ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ท้าทายและทายท้ารออยู่ให้ก้าวไป

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา (ประเดี๋ยวเดียวเองนะ) มีสุขปนทุกข์ ไม่สามารถเลี่ยงได้ มีกระทบกระทั่งกันบ้างกับเพื่อนร่วม(สำนัก)งาน แต่ไม่มาก มีทุกข์ใจกับงานจนต้องน้ำตาไหลไหมก็ไม่นะ เพราะคงเคยผ่านด่านอรหันต์มาแล้วก่อนมาอยู่ที่นี่ จึงมีแค่ “ความอดทน” แม้จะมีแรงกดดันรอบด้าน

มีเหตุการณ์ที่ ยากจะลืมอยู่หลายวาระ มีแต่เรื่องดราม่าทั้งนั้น เช่น

การเป็น กกต. จัดการเลือกตั้งองค์การนักศึกษา ที่มีทีมผู้สมัครเพียง 2 ทีม แล้วคะแนนรวมเท่ากัน จึงต้องตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง มีการร้องเรียนถึงการส่อทุจริต มหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณะผู้รักษาการ ฝ่ายที่เสียความชอบธรรมยื่นฟ้องศาลปกครอง

การเป็นผู้รับผิดชอบกิจกรรมต้านคอรัปชั่น และมีงบประมาณให้จัดกิจกรรมจาก สกอ. สภานักศึกษา ดำเนินการขออนุมัติจัดกิจกรรมและงบประมาณ จนถึงวันจัด มหาวิทยาลัยไม่อนุมัติให้จัด แต่การดำเนินงานดำเนินไปแล้ว ผมจึงต้องร่วมรับผิดชอบเงินที่ต้องจ่ายไป 100,000 บาทถ้วน (ปัจจุบันก็ยังมีหนี้คงค้างที่สหกรณ์ออกทรัพย์ มข.)

ไปช่วยงานฝ่ายศิลปวัฒนธรรม ทำงานฟ้อนลำแคนฯ แต่ติดหนี้ในระบบเงินยืมของมหาวิทยาลัย ก็ต้องไปกู้สหกรณ์มาจ่ายหนี้ (ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) และต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

ผู้บังคับบัญชาปรับเปลี่ยนหน้าที่รับผิดชอบ (ย้ายงาน) อย่างกระทันหันด้วยวาจา ...... จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันก็ยังค้างคาใจและเป็นสิ่งบั่นทอนจิตใจมากจนถึงวันนี้

แต่วิถีในทางที่ดีก็มีอยู่ให้พอได้หายใจหายคอ และยังได้ปฏิบัติธรรม คือ ได้ทำหน้าที่จรรโลงโลกจรรโลงใจอยู่เสมอๆคือ

การมีกัลยาณมิตรที่ดีอยู่มากมายหลากหลายมุม เพราะด้วยเคยได้รับมอบหมายและอาสาไปทำหน้าที่ในหลายๆอย่าง ทำให้มีเพื่อนกัลยาณมิตรอยู่หลากหลายคณะ หลากหลายวิชาชีพ ถึงคราวตกระกำลำบาก ก็ทำให้มีกัลยาณมิตร กัลยณธรรมประคับประคองอยู่ไม่ขาด ทั้งคณาจารย์และนักศึกษา จึงรายล้อมอยู่เบื้องหน้า เบื้องหลัง ด้านข้างเสมอ และมีดีอีกอย่างคือการได้ฝึกปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง ให้รู้จักละวาง การอ่านธรรม ศึกษา และเรียนรู้ธรรม จึงช่วยให้ทุกข์บรรเทาเบาบางลง และเร็ว เพราะธรรม ก็คือะรรมชาติ เรียนรู้ตนเองให้มากๆ ว่าชอบอะไร ทำอะไร ดีหรือไม่ดี แม้ไม่อาจจะไปทำให้ตัวเองเปลี่ยนวิถีได้อย่างยั่งยืนนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่มาเตือนให้ตระหนักได้ในทุกๆคราวที่ชีวิตเริ่มไม่ปรกติ

อีกเรื่อง คือการไปทำสิ่งที่ตนเองชอบ เพื่อหลีกหนีเรื่องที่ไม่ชอบ เราเคยได้ยินคำกล่าวประหนึ่งคำผลักไสคนตายว่า “ไปสู่ที่ชอบๆนะ” เลยกลับมาคิดว่า ตอนมีชีวิตอยู่ คนมากมายบนโลกนี้อาจจะไม่ได้มีโอกาสไปในที่ที่ตนเองชื่นชอบหรือยากไปกระนั้นฤา ผมจึงเปลี่ยนคำ “ไปที่ชอบๆ” สำหรับคนตาย มาปฏิบัติเองในขณะที่มีชีวิตอยู่อยู่ร่ำไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว ที่ที่เราชอบก็จะบันดาลสุขให้เรา เช่น การไปอยู่กับคนที่เราชอบ การอ่านหนังสือที่ชอบ การดูหนังที่อยากดู การฟังเพลงที่ชอบ การกินอาหารที่ชอบ ฯลฯ

พักหลังๆชอบถ่ายภาพในมุมต่างๆ ในเหตจุกาณ์ต่างๆเพื่อเก็บไว้ ท่องเที่ยวตามใจตามกำลังทรัพยืกับกัลยาณมิตร และเริ่ม “ปั่นจักรยาน” เพื่อ ปั่นสร้าง(สุข)ภาพ ในเส้นทางรอบๆมหาวิทยาลัย

ในห้วงที่ผ่านมา เมื่อพลังของโซเชียลมีเดีย มีอิทธิพลครอบงำคนไทยและพลโลกอย่างกว้างขวาง “วันเกิด” จากการแจ้งเตือนในสังคมออนไลน์ ดูจะเป็นอีกเรื่องที่หลายๆคนให้ความสำคัญ แต่เชื่อเหลือเกินว่า เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ หากไม่มีโซเชียลมีเดียช่วยเตือนความทรงจำ เราก็จดจำวันเกิดของเพื่อนๆในโซเชียลมีเดียไม่ได้ ผมจึงให้ความสำคัญกับเรื่องวันเกิดน้อยมาก คงเพราะในวัยเด็กไม่เคยต้องหรือไม่เคยมีการจัดงานวันเกิดให้ตัวเอง จึงอาจเป็นปมด้อยกระมัง แต่เมื่อโตขึ้น พอมีเงินอยู่บ้างก็เลี้ยงฉลองบ้างตามโอกาสอันควร กัลยณมิตรทั้งหลายจึงอย่าได้แปลกใจว่าวันเกิดของท่าน ผมไม่ได้อวยพรอะไรเท่าใดนัก ก็จะมีอยู่บ้าง ไม่มากที่ผมได้เอ่ยอวยพร

วันนี้ เขียนเสียยืดยาว ชาวไทยไม่ค่อยชอบอ่านอะไรที่มันมากมายนักหรอก เอาเป็นว่าวันครบรอบ 7 ปี ก็ยังคงเป็นวันธรรมดาๆวันหนึ่งที่จะต้องก้าวผ่านล่วงเลยไป หากวันพรุ่งยังมีลมหายใจ ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่เช่นเคย ปีที่ 8 วางแผนไว้ว่าจะพยายามทำอะไรที่ดูเป็นวิชาการมากขึ้นให้สมกับการเป็นนักวิชาการ แต่ก็ต้องดูสังขารทั้งกายและใจประกอบกันไปด้วย

ขอความเจริญในธรรมจงบังเกิดมีแด่ท่านที่อ่านตั้งแต่ต้น จนมาจบลงที่นี่ ให้ท่านมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่เข้มแข็ง แข็งแรง Strong มากๆ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ในทุกๆสถานะ เอยฯ

23 ธันวาคม 2558

เรื่องที่เขียนตอนครบรอบ 5 ปี https://www.gotoknow.org/posts/598750

ปล. ตอนนี้ คิดถึงห้องเรียน อยากสอนหนังสือ ตรวจข้อสอบเสร็จแล้วนะครับ ส่วนเกรดรอกรรมการคณะให้ความเห็นชอบ ก็คงออกในระบบนะครับเด็กๆ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกเรื่องราวไร้สาระ(Open Diary)



ความเห็น (0)