"สตรีที่สตรอง"

คุณเป็นหญิง หรือสตรี หรือมารดา หรือราชีนี
What kind of Women do you become?


------------------------
รู้สึกว่าปัจจุบัน สตรีมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมชายไปมาก ต่างจากอดีตที่ถูกกดขี่จากอำนาจ เพศผู้ (ชาย) เมื่อนำเอาพฤติกรรมของสัตว์โลกมาศึกษา พบว่าเพศผู้จะมีอำนาจในการรุกเร้า กระตุ้น ข่มขู่ จนไปถึงขนาดข่มขืนเลย เช่น สิงห์โต เสือ ลิง ช้าง ม้า หมู หมา ไก่ ฯลฯ แต่กระนั้น ก็มีสัตว์เพศเมียที่มีอำนาจเหนือเพศผู้ โดยอาศัยเพศและร่างกายข่มขู่ ปรามเพศผู้ให้เกรงกลัว เช่น ไฮยีน่า แมงมุม นกบางชนิด ปลาบางชนิด ฯ
------------------------
อำนาจทั้งหมดของสัตว์ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และแหล่งอาศัย ว่าจะให้เพศไหนมีอำนาจเหนืออีกฝ่าย ซึ่งนี่เป็นเรื่องกลไกของระบบธรรมชาติ นิเวศน์ สิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยสนับสนุน หรืออาจเกิดจากพฤติกรรมของสัตว์ชนิดนั้น ที่แสดงพฤติกรรมซ้ำๆ จนกลายเป็นสัญชาตญาณต่อรองในการแสดงอำนาจต่อเพศตรงข้าม เราจึงมักจะพบว่า สัตว์มีกลยุทธวิธีในการเอาตัวรอดหรือการสร้างสรรค์เผ่าพันธุ์ของตนเอง เพื่อความอยู่รอดของกัน ทั้งนี้ต้องอาศัยเพศทั้งสองประคองกัน จึงจะอยู่รอดคงทนต่อไป เรียกว่า สามัคคีในสายพันธุ์เพศ
---------------------
ในขณะมนุษย์ที่มีรากเหง้ามาจากสัตว์ป่า จนกลายเป็นสัตว์สังคมมาก่อนแบบดิบเถื่อนตามธรรมชาติ อำนาจที่เหนือกว่าจึงกลายเป็น "เพศผู้" เพราะมีกายภาพที่แข็งแรงกว่า จึงตกเป็นฝ่ายกระทำ มากกว่าถูกกระทำ จึงสร้างให้เพศผู้เป็นผู้ได้แสดงออกมากกว่า จนเป็นเหตุให้ร่างกายปรับตัวในรูปกำยำ ล่ำสัน บึกบึน มีกล้ามเนื้อ เพื่อใช้กำลังในกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการหาคู่ด้วย นี่คือ พื้นฐานสังคมสัตว์ป่า ที่ยังไม่มีการสร้างกฎนิติรัฐ นิติธรรม มาควบคุมอำนาจหรือการแสดงออก จึงเป็นไปตามสัญชาตญาณหรือแรงกระตุ้นของธรรมชาติ
----------------------
เมื่อมนุษย์ออกจากป่า มาอยู่กันเป็นชุมชน เป็นกลุ่มก้อน จึงต้องอาศัยผู้นำ ผู้ปกครอง จงสร้างกฎ สร้างกติกาขึ้นมา โดยข้อตกลงร่วมกันว่า จะต้องอาศัยหลักสัญญา (Social contract) ข้อตกลงร่วมกันว่า จะให้สังคม ชุมชนไปตามกรอบอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้เราใช้อำนาจไปแบบเดิมหรือแบบอิสระเหมือนอยู่ในป่า เมื่อทุกคนยอมรับกฎนี้ จึงกลายเป็นกฎหมาย กฎนิติ ทางสังคมควบคุม ทำให้สังคมนั้น มีความสงบในระดับหนึ่ง ให้มีพฤติกรรมที่แสดงออกมาอยู่ในขอบเขต มีการเคารพสิทธิ และทรัพย์สิน บุคคลของกันและกัน จนนำไปสู่ความร่มเย็นทางจิตใจมากขึ้น
--------------------
กระนั้นก็ตาม แม้สังคมจะมีกติกาอยู่ก็ตาม ยังมีคนที่หัวดื้อ หัวแข็ง แปลกแตก ท้าทายสังคม แสดงออกแบบเก่า จนเกิดความเกินพอดีหรือเกินขอบเขต จนกลายเป็นการละเมิดสิทธิ และทรัพย์สินของบุคคลคนอื่น แล้วเกิดการตอบโต้ การปกป้อง การรักษาทรัพย์สิน บุคคลของตน ด้วยอำนาจกำลัง อาวุธ จนกลายเป็นการทำร้าย เข่นฆ่า รังแกกัน จนกลายเป็นความเดือดร้อนในกลุ่มขึ้น
-------------------
ยิ่งกว่านั้น ในสังคมมนุษย์ที่อยู่นานบนโลก ก็ยิ่งสร้างกฎของกลุ่มตนเองขึ้นมามาก เพื่อให้กลุ่มตนเป็นเอกลักษณ์ หรือปกป้องสมาชิกของตนเช่น ในประเทศมีกฎหมายของตัวเอง ศาสนามีกฎปฏิบัติอย่างเคร่งครัด รัฐก็มีกฎหมาย เมือง อำเภอก็มีกฎระเบียบปฏิบัติ ตำบลก็มีกฎโน่น กฎนี่ปกครอง ในหมู่บ้าน ในครอบครัวก็มีกฎ กติกา มารยาท ในการควบคุมกันอีกหลายกฎ ซ้อนกันอยู่ในสัคม เราจึงพบว่า มีพรบ. ในกระทรวง ในกรม ในกอง ในสถาบัน ในศูนย์ และอะไรอีกมากมายก่ายกอง
----------------------
เมื่อมองลึกลงไป ยิ่งสังคมเจริญ ยิ่งมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ยิ่งมีกฎอะไรมากมายเพิ่มขึ้น เพื่อตีกรอบให้คนอื่นเคารพ หรือเพื่อรักษาสิทธิของตน จนที่สุดก็กลายเป็นการสะท้อนสิทธิ เสรี การปกป้องตนเอง ด้วยการอาศัยกฎหมายรับรองตนเองด้านปัจเจกบุคคล นั่นคือ แต่ละคนก็จะอ้างสิทธิของตนเองด้วยตัวเองทั้งเพศชาย เพศหญิง เพศที่สาม เด็ก เยาวชน คนใช้แรงงาน คนแก่ชรา หรือบุคคลที่อยู่ในฐานะอื่นๆ เพื่อให้มีสิทธิเท่าเทียมกันหมด ตามรัฐธรรมนูญของประเทศนั้นๆ
----------------------
แนวคิดนี้ เกิดมาจากตะวันตก นักปรัชญา นักการศาสนา นักสังคมวิทยา นักการเมือง และนักกลุ่มสิทธิมนุษยชน เช่น กลุ่มสตรีเพศนิยม (feminism) ที่เน้นในการอ้างความเป็นเพศภาวะของตน ที่ถูกเพศชายตีกรอบเอาเอง จนเพศที่อ่อนแออย่างหญิงถูกเบียดให้ถอยร่นไปติดชายขอบสังคม

ดังนั้น กลุ่มสตรีเพศจึงเรียกร้องสิทธิของเพศหญิงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ แล้ว โดยการตั้งของหญิงชาวฝรั่งเศสชื่อ "โอแลมป์ เดอ กูจ" ที่ประกาศสิทธิสตรีไว้ ๑๗ ข้อ เช่น สิทธิความเสมอภาคเท่าเทียมชาย เสรีภาพด้านความคิด การศึกษา ทรัพย์สิน ปฏิรูปกฎหมายเรื่อง การแต่งงาน ฯ แต่เธอกลับถูกประหารด้วย "กิโยิตน" (ตัดคอ) ในข้อหา ไม่ยึดมั่นในฐานะสตรี (ไม่เจียมตัวว่าตนเองเป็นหญิง)
---------------------
นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มสตรีนิยมอื่นๆ อีกมากมายในศตวรรษต่อมาเช่น
-จูเลียต มิทเชล ชาวอังกฤษ (1942-) ที่เน้นการต่อสู้ในสังคมนิยม ที่กดขี่สตรีเพศ จึงเรียกร้องให้มีสิทธิเท่าเทียมชาย

-ซีโมน เอด โบวัวร์ ชาวฝรั่งเศส (1908-1986) ภรรยาของ ฌอง ปอง ซาร์ต ที่เน้นการมองเพศต่างๆให้เสมอกัน เธอมองว่า เพศหญิง ถูกเพศชายนิยาม มากกว่าที่จะให้สตรีนิยามกันเอง และขาดอิสระในตัวเอง
-ชูลามิท ไฟร์สโตน (1945-2012) ชาวแคนนาดา ที่เน้นด้านจุดอ่อนทางกายภาพของหญิง และจิตวิทยาทางเพศ เช่น หญิงมีหน้าที่ให้กำเนิดบุตร ดูแลบ้านเป็นภรรยาของสามี ต้องพึ่งสามี
-เคท มิลเล็ท (1934-) ชาวอเมริกา ที่เน้นให้สตรีมีสิทธิทางการเมืองไม่ควรให้เพศชายครองอำนาจการเมืองมากดขี่เพศหญิง หรือนำหญิงฝ่ายเดียว
--------------------

ความเป็นจริงของโลก ก็ยังแย้งกับการเรียกร้องของกลุ่มสตรีจ๋า (Feminism) อยู่มาก เพศยังคงเป็นคำที่มองเห็นภาพนี้ชัดว่า เพศหญิง เพศชาย และมีเพศชายกุมอำนาจสูงสุดอยู่ทุกที่ และเพศชายก็อาศัยเพศที่ตัวเองภูมิใจว่า เหนือกว่า ใช้เพศหญิงเป็นเพียงคนใช้เท่านั้น ซึ่งนั้น เพศหญิงต้องสร้างแรงกดดันนี้ให้หนักขึ้นอีก จนอาจเห็นว่า หญิงไม่แคร์ชาย ไม่แต่งงานกับชาย อยู่คนเดียว จนกลายเป็นการรังเกียจชายไปก็มี ซึ่งก็กำลังเกิดขึ้นในทุกมุมโลกนี้อยู่ ซึ่งนั้นกำลังเข้าใจเรื่อง เพศผิดไป
-------------------

อะไรคือ ทำให้เพศหญิงถูกมองตามกายภาพของเพศ และอะไรทำให้ชาย มองตัวเองว่า เหนือกว่า ว่าไปแล้ว ต่างเพศก็มีจุดอ่อน จุดแข็งในตัวเองทั้งสิ้น เนื่องจากว่า เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์โลก อยู่ภาวะแวดล้อมที่เหมือนกัน ที่ต่างกันคือ คตินิยม ค่านิยม ทัศนคติ และกฎของสังคมเช่น การเมือง ศาสนา ฯ ที่สร้างมาไม่เหมือนกัน จึงเกิดการเรียกร้องสิทธิขึ้นมา และในขณะเดียวกันหญิงก็ใช้สิทธิ เสรี เกี่ยวกับร่างกายและหน้าที่ จนเกินไป จนอาจกลายเป็นภัยต่อตัวเองได้เช่นกัน
----------------------

จุดอ่อนของเพศหญิงคือ ๑) เกิดเป็นเพศหญิงที่มีกายภาพต่างกับชาย ๒) เพศหญิงมีกายภาพที่ปกป้องตนเองได้น้อยกว่าชาย ๓) ต้องอาศัยเพศชายคุ้มครองเสมอ ๔) เป็นเพศที่ถูกรังแก หรือถูกข่มเหงทางเพศได้ง่าย เพราะเธอมีสัญเพศที่ชายต้องการ ๕) เป็นผู้อุ้มท้องที่ต้องอาศัยการเลี้ยงดูและขอคนอื่นช่วย ๖) จิตใจอ่อนไหวได้ง่าย เมื่อเผชิญกับแรงกดดัน ๗) มักลื่นไหลไปทางอำนาจเพศารมณ์ได้ง่าย ๘) ต้องอาศัยกฎหมายรับรองทางสังคมเสมอ เพื่อป้องกันมิให้ผู้อ่อนแอทางสังคมเอาเปรียบ ๙) เมื่อแก่ชรา เธอจะขาดผู้อุปถัมภ์ และสภาพกายภาพเปราะบาง ๑๐) มีจิตเมตตา อ่อนโยน อาจกลายเป็นจุดทำร้ายตนเองได้
-----------------------

จุดแข็งของเพศหญิง คือ ๑) เธอมีภาพเป็นที่ดึงดูดใจแก่ผู้คน ๒) ความอ่อนแอคือ อำนาจที่สามารถใช้ต่อรองได้ ๓) เธอมีสัญเพศเป็นสิ่งที่มีอำนาจเหนือชายได้ ๔) เธอเป็นผู้ให้กำเนิดมนุษย์โลกได้ ๕) เธอคือ กำลังของสามีและเป็นเพื่อนตายของสามี ๖) เธอคือ เป็นผู้ละเอียดอ่อนในด้านจิตใจ และการโภชนาการของครองบครัว ๗) เธอมีอำนาจในบ้านได้อย่างเบ็ดเสร็จ ๘) สังคมมักจะเคารพ ให้ความอ่อนโยน ต่อภาพสตรีมากกว่าชาย ๙) เธอเข้าใจ เข้าถึงหัวใจสตรีด้วยกันมากกว่าชายหลายเท่า ๑๐) เธอคือ ตัวแทนของแม่เพศชายอย่างเถียงไม่ขึ้น

‘รศ.ดร ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์’ ผู้ศึกษาด้านสตรีนิยมกล่าว เวลาเราเจอผู้หญิงเอาแต่ใจ ชอบงอแง ผู้ชายหลายคนมักรำคาญ แต่สิ่งที่ผู้ชายมองว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญแท้จริงคือ อำนาจของผู้หญิงซ่อนอยู่ในหลากหลายรูปแบบ เพราะความงี่เง่า ก็ทำให้ผู้หญิงได้ในสิ่งที่ต้องการ “พลังความเป็นผู้หญิงสามารถทำได้ทุกสิ่งที่คุณอยากจะทำ สิ่งที่ดิฉันอยากจะบอกก็คือว่า พวกเราทั้งหลายบนโลกใบนี้ เป็นหนี้บุญคุณของ ‘แม่’ เพราะ แม่ยอมอุ้มท้อง ยอมให้คุณเกิดมา อย่าคิดว่ามันไหลออกมาเองตามธรรมชาติ แต่มันมีจุดตัดสินใจอยู่หลายจุด เขายอมเสียสละหลายอย่างให้คุณ นี่คือ ‘อำนาจของผู้หญิง’

สิ่งเหล่านี้มีใครมองเห็นหรือเปล่า เราไปโฟกัสบทบาทของผู้หญิงที่ใหญ่ ๆ แต่เราไม่เคยมองเห็นผู้หญิงที่อยู่ในจุดต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้สังคมเดินหน้า เช่น สังคมในกระบวนการผลิต เวลาที่คุณหยิบเสื้อผ้ามาใส่ รู้หรือไม่ว่า เสื้อหนึ่งตัวมีแรงงานผู้หญิงราคาถูกอยู่กี่คน มันเป็นโครงสร้างที่ใหญ่ และมีคนจำนวนมากผลักดันให้เดินหน้า ผู้หญิงเป็นเหมือนเสาหลักที่ทำให้คนมีกิน มีใช้ เราไม่เคยมองเห็นผู้หญิงเหล่านี้ แต่เรากลับไปโฟกัสกับผู้หญิงที่มีบทบาทใหญ่ ๆ ทางสังคม หรือการเมือง ถ้าไม่มีคนเล็ก ๆ คุณก็ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยเช่นกัน”

-----------------------

ส่วนในต่างประเทศ เช่นประเทศที่มีปัญหารุนแรงด้านสิทธิสตรีคือ ตะวันออกกลาง ปากีสถาน อาฟกานิสถาน หรือแม้แต่ในไทยด้วย มีหญิงคนหนึ่งที่ปากีสถานชื่อ "Malala Yousafzai" อายุ ๑๗ เท่านั้น (ตอนนั้น) ที่เธอถูกยิงที่ศีรษะ ๒ ครั้ง เนื่องมาจากเธอต่อต้านกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงสุดโต่งชื่อว่า "ตาลิบัน" ที่ห้ามหญิงทุกคนเข้าโรงเรียนเด็ดขาด และเธอจึงถูกปองร้าย และเธอก็ต่อสู้เรื่องนี้มาตลอดเพื่อให้เด็กๆ มีโอกาสได้ศึกษา จนเธอได้รับรางรัลโนเบล สาขาสันติภาพ เมื่อปีที่แล้ว (2014) ชื่อเสียงเธอโด่งดังไปทั่วโลก และเกิดคำว่า "Malala" ทั่วไปในแถบตะวันออก ที่หญิงถูกกดขี่ทางเพศอย่างหนัก จึงเกิดโครงการต่างๆ เพื่อเด็ก สตรีของมุสลิมมากขึ้น แต่ในท่ามกลางสงครามนี้ พวกเธอจะลืมตา อ้าปาก หรือฝากความหวังไว้ที่ใคร?? ในขณะไทยก็มีแม่พระที่คอยช่วยเหลือสตรีที่ถูกรังแกเสมอเช่น คุณหญิงปวีณา เป็นต้น
---------------------
เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว สถานี BBC ได้จัดซีรี่ออกอากาศเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2013 เพื่อสำรวจหญิงที่มีบทบาทของสังคมโลกจำนวน ๑๐๐ คน เพื่อนำสร้างแรงบันดาลใจให้หญิงทั่วโลกได้รู้และเห็นสิทธิของสตรีมากขึ้น สาเหตุที่จัดโครงการขึ้นมา เนื่องมาจากเมื่อปี 2012 ที่อินเดีย มีแก๊งหนึ่งได้ข่มขืนหญิงอินเดีย บรรณาธิการข่าวและนักข่าวอื่นๆ จึงเกิดแรงบันดาลใจนี้ขึ้นมา เพื่อสะท้อนปัญหาและความกดดันของสตรีทั่วโลกรับรู้ จึงจัดประชุมขึ้น เพื่อสำรวจหาปัญหาต่างๆ ในกรอบดังนี้
๑) ในศตวรรษที่ ๒๑ สตรีมีความก้าวไหนไปอย่างไรในประเทศของตน
๒) บทบาทสตรีในด้านการเมือง ธุรกิจ เป็นอย่างไร
๓) บทบาทของหญิงในครอบครัวให้ทำหน้าที่แม่บ้าน ในสังคมยุคใหม่ไปกันได้ไหม
๔) กลุ่มสตรีนิยม ยังสามารถมีบทบาทแค่ไหนในสังคมยุคใหม่
๕) ด้านศาสนา สตรีมีบทบาทในการรักษาอำนาจ และสิทธิหรือไม่
๖) เราเห็นปัญหาที่สตรีเผชิญอย่างไร และมีโอกาสอย่างไร
๗) แล้วสื่อมองสตรีผิดจากเดิมแค่ไหน หรือจะบอกเรื่องราวของพวกเธออย่างไร นอกจากนั้น ยังครอบคลุมไปถึงปัญหาต่างๆ อื่นเช่น การศึกษา สุขอนามัย ความรุนแรงทางเพศ และการซื้อขายบริการ ฯ
---------------------

อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคใหม่ สังคมได้มอบสิทธิ เสรี ให้สตรีมากกว่าแต่ก่อนมากขึ้น จนดูเหมือนว่า สตรีกำลังใช้สิทธิ์นี้ เกินขอบเขตไปด้วยซ้ำ จนกลายเป็นปัญหาแก่ตัวเอง เช่น การแต่งตัวอย่างอิสระ จนเลยไปถึง แก้ผ้า เปลื้องผ้า ถ่ายเอง ถูกจ้างถ่าย หรือโพสต์ภาพตัวเองจนไม่รู้จักขอบเขตว่า เหมาะสมหรือ ไม่เหมาะสม หรือมันจะเป็นผล กระตุ้นให้เกิดภัยแก่หญิงอื่นๆ หรือไม่ นี่คือ ภาพที่กำลังเห่อหรือการใช้ตัวเองเปลืองในสื่อไลน์ เฟสบ๊ค ไอจี ฯ
--------------------

เนื่องจากสื่อที่กล่าวนี้ ก็สร้างโอกาสให้หญิง ชายมีโอกาสได้รู้จัก มักคุ้นกันมากขึ้น มีการสื่อสารง่ายขึ้น จนนำไปสู่การพูดคุยสนทนากัน จนกลายเป็นเรื่องชู้สาว และแย่งคู่ หาเรื่อง ตบตี ทะเลาะวิวาทกันตามสื่อไม่ว่างเว้น หลายคู่ที่ถูกฆ่า ตามล่าจนเอาชีวิต ที่พิการก็มี นี่คือ จุดเริ่มต้นและจุดปลายผล ที่เราใช้สิทธิ เสรี ในเพศของตนจนเกินขอบเขต ในฐานะผู้หญิงของพวกเธอ ควรจะเรียกร้องอะไรบ้างเพื่อผู้หญิง เพื่อป้องกันกลุ่มพวกเธอเอง มิใช่ใช้สิทธิ เสรี จนไปกระตุ้นเพศอื่น (ได้ยินมาว่า มันเป็นมาตรวัดว่า ชายจะมีใจมั่นคงแค่ไหน เมื่อเห็นสาวใส่ชุดแบบนั้น) จนเกิดภัยมรณา เพราะแก้ผ้า ตามสื่อนี่แหละ
------------------
กลุ่มสตรีนิยม (Feminism) มีเจตนาเพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรี จากสังคมเก่า ที่กดขี่สตรี มิให้เกิดในสังคม ที่เพศชายเป็นใหญ่ วันนี้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมชาย จึงแสดงบทบาทนี้ไปในทางที่ผิดหรือไม่ ในไทยสมัยก่อน สตรีก็ถูกกดขี่ จนดูเรียบร้อย ถูกมองว่าเป็นช้างเท้าหลัง สตรีสมัยนั้นจึงเป็นเพียงทาส หรือเป็นทาสเพศารมณ์ของชาย ที่มีอำนาจเช่น กษัตริย์ ที่มีนางสนมมาก หรือขุนนาง เศรษฐี นักธุรกิจ มักมีสตรีน้อยๆ ไว้กกเป็นบ้านเล็ก บ้านน้อย จึงเกิดซ้อเล็ก ซ้อใหญ่ขึ้น พอประตูแห่งเสรีภาพ เปิดออก สตรีจึงกระโดด โลดแล่นในสังคมเสรีนิยม อย่างท้าทาย ไม่อาย ไม่เขินอีกต่อไป กล้าคิด กล้าแสดงออก แม้กระทั่งเรื่องเพศ เรื่องร่างกาย จึงเห็นอล่างฉ่างในสังคมปัจจุบัน
------------------

ที่เขียนเรื่องนี้ ไม่ได้ต่อว่าสตรี แต่ต้องการให้สำรวจกลุ่มสิทธิสตรีนิยมว่า พวกเขาเรียกร้องอะไร เมื่อได้สิทธิ แล้วนำไปใช้อย่างสร้างสรรค์อย่างไร แก่กลุ่มสตรีเอง และให้สำรวจตนเองว่า ใช้สิทธิ เสรีภาพ ไปในทางสร้างสรรค์สังคม ลูกหลาน เยาวชนรุ่นหลังหรือไม่ เห็นแนวโน้มว่า เด็กเยาวชน (เด็กหญิง) กำลังทำตัว ปล่อยตัวแบบเสรีนิยมตามรุ่นพี่ใบเตย (วันนี้) มากขึ้น แค่ป.๑ ก็มีสื่อเฟสบุ๊คเป็นสื่อส่วนตัวแล้ว และมีแนวโน้มการแต่งตัวก็ออกแนวโชว์ กล้า ท้าทาย สายตาชายซะด้วย โอ้! แม่เจ้า!! ควรแสดงออกเหมือนคุณหญิงปวีณา คุณระเบียบรัตน์ คุณบุ๋มนั่นไง ที่คอยปกป้องสิทธิของสตรีเพศแม่ไว้

================

เรากำลังใช้เพศแม่สิ้นเปลืองหรือไม่ละครับ อีกอย่างเรากำลังกระตุ้นเพศพ่อให้เกิดความหิวในเรื่องกามเพศมากขึ้นหรือไม่ พวกเขากำลังสนุกสนานกับการดื่ม การเสพเพศแม่ อย่างไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักเห็นคุณค่าเพศแม่ของตัวเอง หรือเราจะเป็นแม่ให้ลูกที่น่าเคารพกราบไหว้ดี จะสงสารใครดีละครับพี่น้อง

--------------๒๑-๑๑-๕๘------------

https://www.gotoknow.org/posts/357827 ข้อมูลเสริม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

มาทักทายก่อนนอนจ้าา


เขียนเมื่อ 

Very consumeristic view. How to exploit genders and optimize benefits (for ==self==).

Recent research say 'genders' are very much:

1) genetic (chromosomes X and Y);

2) environmental temperature (at the time; 33C --> male; hotter --> female); and

3) hormonal survival mechanisms (male turns into female; female turns into male; all female groups produce 'clones' as a reproductive means)

These are 'physical' genders (enforced by Nature) to add to (y/our) cultural genders and rights and behaviours and so on...

เขียนเมื่อ 

ความรู้เรื่อง feminism ในตอนเช้าครับ ขอบคุณมากครับ

เขียนเมื่อ 

มาช่วย..กันสงสาร..แม่..พระ..ธรณี..กันเฮอะ...

น้ำกรด..ไหลหลั่งรด...เดือดร้อน..สุดทน..แม่พระ..ธรณี..ร่ำไห้..ใคร..ช่วยที...

เขียนเมื่อ 

ดิฉันอ่าน คิดตามค่ะ แต่ยังตามไม่ทันค่ะอาจารย์...555..

เดี๋ยวจะกลับมาอ่านอีกรอบ