วันนี้เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๘


วันนี้เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ อันที่จริงไม่ใช่เป็นวันพิเศษอะไรสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับชาวพุทธผู้ใฝ่ใส่ศาสนาอาจจะเห็นว่าเป็นวันพิเศษวันหนึ่งนั้นคือ "วันพระ" เป็นวันที่ชาวพุทธจะให้ความสำคัญว่า เราจะต้องเว้นจากการงานทั้งหลายเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนา นั้นคือ การนำอาหารหวานคาวไปถวายพระที่อยู่ประจำ ณ อารามใดอารามหนึ่ง โดยมากจะเลือกอารามที่ใกล้บ้าน เป็นวัดที่บรรพบุรุษเคยไปมาหาสู่เสมอ เป็นวันที่รู้จักพระโดยเฉพาะเจ้าอาวาสเป็นการส่วนตัว เป็นต้น

พรบ.คณะสงฆ์ ๒๕๐๕ ฉบับแก้ไข พ.ศ.๒๕๓๕ วัดมี ๒ อย่างคือ วัดที่ได้รับพระราชทางวิสุงคามสีมา และสำนักสงฆ์ โดยวัดเป็นนิติบุคคล และเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป แต่มีอีกอารามหนึ่งที่ชาวบ้านมักเรียกว่าวัด แต่ไม่ใช่วัดตาม พรบ.คณะสงฆ์ อารามดังกล่าวคือ สำนักปฏิบัติธรรม ซึ่งไม่ได้มีรูปแบบอย่างวัด เช่น มีโบสถ์ มีศาลาเผาศพ มีเมรุ เป็นต้น แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า "วัด" หากสังเกตให้ดี ดูเหมือนว่า สำนักปฏิบัติธรรมจะอยู่นอกเหนือ พรบ.คณะสงฆ์ ดังนั้น จึงหาเจ้าอาวาสไม่ได้ แต่ชาวบ้านก็มักเห็นว่าพระที่เป็นหัวหน้าพระรูปอื่นๆนั่นเองคือเจ้าอาวาส อย่างไรก็ตาม ในวงการพระจะถือว่า ผู้ที่บวชนานกว่าจะคือหัวหน้า

สำนักปฏิบัติธรรมเศวตฉัตรสมบูรณ์ ตั้งอยู่ฝั่ง จังหวัดปทุมธานี อนึ่ง คลองระพีพัฒน์เป็นคลองที่กั้นระหว่างฝั่งทางทิศเหนือจะเป็นพื้นที่ของจังหวัดปทุมธานี ฝั่งทางทิศใต้จะเป็นพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักปฏิบัติธรรมฯจะอยู่ทางทิศเหนือของคลองระพีพัฒน์ ไม่ไกลจากนวนคร พระอินทราชา และมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี

ในพื้นที่ปทุมธานีซึ่งเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่อย่างนวนคร ซอยแมนฮัตตัน บ้านเอื้ออาทรพหลโยธินฯ จะมีผู้คนเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แล้วตั้งรกรากซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน เช่าอาคาร สร้างครอบครัวที่ไม่ไกลจากโรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งอาชีพ ขณะเดียวกันพื้นที่พระอินราชาทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกที่มีถนนพหลโยธินคั่นกลาง บ้านเอื้ออาทร โรงเกลือ เป็นต้น ก็จะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานใกล้โรงงานอุตสาหกรรม จะพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีหอพักจำนวนมาก เป็นที่พักอาศัยของคนทำงาน

การย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากในเขตรอยต่อของ ๒ จังหวัดทำให้เกิดการประสานกันระหว่างวัฒนธรรมต่างพื้นที่ โดยมากจะเป็นชาวไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนหลังดูเหมือนผู้คนต่างประเทศจะเข้ามาเป็นจำนวนมากอย่างพม่าและเขมร การย้ายถิ่นฐานของผู้คนมาพร้อมกับวัฒนธรรมที่ติดตัวมาจากบรรพบุรุษ โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางศาสนา ข้อความที่่ว่า "เราถูกสอนมาแบบใด เราก็จะเชื่อว่าแบบนั้นเป็นสิ่งถูกต้อง" น่าจะเป็นข้อความที่ดูมีหลักความเป็นจริงอยู่ ในประเทศไทยนั้น จำนวนประชากรที่นับถือพุทธศาสนาซึ่งมีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ มีการหันตัวออกจากศาสนาดั้งเดิมเป็นจำนวนมาก การหันตัวออกจากศาสนาดั้งเดิมน่าจะเกิดจากการไม่เห็นว่าศาสนาดังกล่าวจะช่วยอะไรได้อย่างหนึ่ง และที่จำเป็นต้องยอมรับศาสนาเพราะประเพณีของแต่ละศาสนาด้วยอีกอย่างหนึ่ง เปอร์เซ็นต์ของชาวพุทธจึงน้อยลง แต่ก็ยังเห็นว่า ยังมีจำนวนมากอยู่ โดยพิจารณาจากการเข้าไปทำบุญที่วัดในวันพระ ๑๕ ค่ำ หรือวันอาทิตย์

สำหรับชาวพุทธนั้น เราอาจแบ่งออกเป็น ๓ ระดับใหญ่ๆ คือ (๑) ระดับศรัทธา ซึ่งน่าจะคือระดับล่างสุด เมื่อเทียบกับภาพรวมขององค์ความรู้ทางพุทธศาสนา ระดับศรัทธานั้นจะไม่ค่อยมีความสงสัยว่าทำไมศาสนากล่าวไว้อย่างนั้น ทำไมต้องปฏิบัติ ทำไมต้องอย่างนั้นอย่างนี้ หากแต่เขาสอนเรามาอย่างไรก็ถือปฏิบัติไปอย่างนั้น โดยไม่ให้ขาดตกบกพร่อง (๒) ระดับศรัทธาขึ้นสู่ปัญญา ระดับนี้เริ่มมีการตั้งคำถามว่า ทำไมต้องไหว้พระ ทำไมต้องสวดมนต์ สวดแล้วได้อะไร ชาติหน้ามีจริงหรือ เป็นต้น แต่ยังคงพยายามรักษาประเพณีเท่าที่พอจะทำได้ และ (๓) ระดับปัญญา กลุ่มคนเหล่านี้จะพยายามหาคำตอบทางศาสนาจะด้วยการหมั่นฝึกฝนตนเอง เพื่อพิสูจน์เนื้อหาทางศาสนา ขณะเดียวกัน จะพยายามตีความสิ่งที่มองว่าอาจไร้สาระให้กลายเป็นปัญญาเพื่อการเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักศาสนา ดูเหมือนว่า กลุ่มชาวพุทธที่เข้าวัดฟังธรรมตามประเพณีอย่างกรณีวันพระนั้น จะเป็นระดับศรัทธาและระดับกึ่งๆศรัทธาและปัญญา ส่วนผู้มีปัญญาจะมุ่งการปฏิบัติธรรมมากกว่า

สำนักปฏิบัติธรรมเศวตฉัตรสมบูรณ์ในวันนี้ มีผู้คนจากพื้นที่ใกล้เคียงคือทางฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้มาทำบุญที่วัดเป็นจำนวนมากเป็นพิเศษ (ฟังจากพระผู้นำสวดมนต์) เหตุผลอันหนึ่งคือ วันนี้เป็นวันพระที่ตรงกับวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดงานของผู้คนที่ทำงานทั้งหลาย และที่สำคัญที่น่าจะมากไปกว่านั้นคือ วันรุ่งขึ้น (พรุ่งนี้) จะเป็นวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ที่ชาวไทยพุทธถือมาจากคติของฮินดูที่ว่า วันดังกล่าวเป็นวันมาเยือนของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ทางภาคใต้อย่างจังหวัดชุมพร เรียกวันดังกล่าวว่า "วันรับตายาย" สิ่งนี้เป็นการยืนยันว่า ชาวไทยพุทธเหล่านี้ยังมีความเชื่อเรื่องชาติหน้าที่ไม่ใช่วันข้างหน้าขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ หากแต่เป็นชาติใหม่หลังความตายในชาตินี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า คนที่เข้ามาทำบุญในวันนี้ หลายสิบปีที่ผ่านมาเราจะพบว่า ผู้สูงอายุเป็นหลักที่เข้าวัดทำบุญ และโดยมากจะเป็นเพศหญิง แต่ทุกวันนี้จะพบว่า คนที่เข้าวัดทำบุญกลายเป็นบุคคลวัยหนุ่มสาว ส่วนหนึ่งอาจแต่งงานแล้ว ซึ่งไม่ใช่ผู้สูงอายุอย่างที่เข้าใจมาก่อน หากสังเกตผิวพรรณ โครงหน้า และฟังสำเนียงภาษา จะพบว่า โดยมากเป็นชาวไทยพุทธที่มีถิ่นฐานทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ และจะพบว่า ภาคดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับศาสนาค่อนข้างดี โดยสังเกตได้จากกิจกรรมทางศาสนาในพื้นที่นั้นๆ สิ่งเหล่านี้น่าจะถูกสืบทอดมาถึงลูกหลาน และลูกหลานที่ย้ายถิ่นฐานมาสู่พื้นที่ใหม่ก็จะนำสิ่งเหล่านั้นติดความคิดมาด้วย จึงทำให้มีการใส่ใจต่อศาสนา ระหว่างนั้น สังเกตว่า มีนักปฏิบัติธรรมหญิง ๒ คน ซึ่งน่าจะอายุไม่เกิน ๒๒ ยืนคุยกับผู้มาทำบุญ สิ่งนี่ก็น่าจะยืนยันว่า การเข้าปฏิบัติธรรมในปัจจุบันอาจเคลื่อนย้ายมาจากวัยผู้สูงอายุสู่วัยหนุ่มสาวแล้วก็เป็นได้

แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะนักปฏิบัติธรรมจำนวนหนึ่งยังเป็นวัยที่กำลังเข้าสู่ชราและกลุ่มผู้สูงอายุ

รถกระบะในภาพ เป็นกลุ่มวัยผู้สูงอายุมาปฏิบัติธรรม ในนั้นมีอยู่ ๕ ชีวิต เป็นวัยเลยวัยกลางคนไปแล้ว โดยเฉพาะคนขับเป็นหญิงชราชุดขาว ใส่แว่นขยาย กำลังเลี้ยวรถขณะที่รถสองข้างทางหนาแน่น เพราะไม่มีที่จอดจึงต้องเบียดๆกันจอด ท่านขับรถเก่งมาก สามารถกลับหัวรถโดยไม่มีการเบียด ด้วยความชำนาญและคล่องแคล่วเป็นอย่างดี ผู้ชายบางคนอาจอายเลยทีเดียว

สำนักฯแห่งนี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งคือ "ปลายนา" เป็นสำนักปฏิบัติธรรมตามแนวหลวงพ่อเทียน ลักษณะการฝึกจิตภาวนาจะใช้วิธีการเคลื่อนมือ แล้วใช้สติให้เป็นไปตามอาการเคลื่อนไหวของมือ อาจจะคืออีกวิธีหนึ่งของสติปัฏฐาน กิจกรรมของผู้เข้าไปทำบุญ ณ สถานที่นี้คือ เริ่มจากหิ้วอาหารของตนมา แล้วนำไปจัดไว้บนโต๊ะ (ดูภาพที่ ๓) จะมีโต๊ะอาหารกลางอยู่ทางขวามือซึ่งติดกับที่นาของชาวบ้าน จากนั้นให้ไปหยิบเสื่อที่เก็บรวมกันไว้ มาปูนั่งด้วยตนเอง หยิบหนังสือสวดมนต์มานั่งสวดพร้อมๆกับพระและชาวบ้านที่กำลังสวดกันไป เมื่อสวดจบบทไหน พระผู้นำจะบอกให้ทราบว่า ให้เปิดไปหน้าไหน แล้วสวดพร้อมๆกัน ใครที่มาไม่ทันก็สามารถสอดบทถัดไปที่ตัวเองทันได้ การสวดมนต์ดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นการสวดมนต์เพื่อรอความพร้อม รอคอยผู้ที่กำลังเดินทางมาด้วย อันจะได้ไม่เสียประโยชน์ เพราะประโยชน์ของการสวดมนต์ก็มีอยู่เช่นกัน มิใช่มีแต่ประโยชน์ทางสังคม ครั้นสวดมนต์เสร็จ จะต่อด้วยการอ่านธรรมะพร้อมๆกัน (อันนี้น่าจะเป็นกิจกรรมที่ไม่พบที่วัดอื่นๆมาก่อน สังเกตว่า เป็นการให้ชาวพุทธได้รู้จักอ่านธรรมะ) จากนั้นจะเป็นการฝึกจิตภาวนาเป็นเวลา ๑๕ นาที โดยพระผู้นำ จะนำให้ชาวบ้านทำตามเป็นเวลา ๓ รอบ เริ่มจาก นั่งตัวตรง วางคว่ำมือขวาไว้ที่เข่าขวา วางคว่ำมือซ้ายไว้ที่เข่าซ้าย จากนั้นให้หายใจเข้า-ออก ยาวๆ ประมาณ ๑๐ คู่ ให้ลึกสุด (อาจจะเพื่อเตรียมจิต) แล้วเริ่มใช้สติจับการเคลื่อนไหวของเมือโดยเริ่มจาก (๑) ตะแคงมือขวา (จากที่คว่ำมือ เป็นเอาสันมือจรดขา-เข่าขวา) (๒) คลื่นมือขวาขึ้นระดับไหล่ (๓) เคลื่อนมือขวามสัมผัสหน้าท้อง (๔) ตะแคงมือซ้าย ให้สันมือจรดเข่า-ขาซ้าย (๕) เคลื่อนมือซ้ายขึ้นระดับไหล่ (๖) เคลื่อนมือซ้ายทับมือขวาที่หน้าท้อง (๗) เคลื่อนมือขวาสัมผัสที่หน้าอก (๘) เคลื่อนมือขวาไปทางไหล่ขวา (เหมือนวงเล็บ ๒) (๙) เคลื่อนมือขวาลงที่เข่า โดยการตะแคงให้สันมือจรดเข่า (๑๐) คว่ามือขวาที่เข่าขวา (๑๑) เคลื่อนมือซ้ายสัมผัสหน้าอก (๑๒) เคลื่อนมือซ้ายออกทางซ้ายอยู่ระดับไหล่ซ้าย (๑๓) เคลื่อนมือซ้ายลงสัมผัสเข่า โดยใช้สันมือแตะเข่า และ (๑๔) คว่ำมือซ้ายที่เข่าซ้าย อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดของการเคลื่อน ๑๔ ครั้งนั้น จะต้องมีสติตามการเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถ

เสร็จสิ้นจากการฝึกสมาธิจิต จะเป็นการกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย สมาทานศีล (โดยการสมาทานด้วยตัวของชาวพุทธเอง พระจะไม่นำให้) การถวายทานเพื่อเป็นการสงฆ์ ถวายอาหาร รับพร กรวดน้ำ กล่าวคำแผ่เมตตา จากนั้น พระจะถือบาตรไปตักอาหารตามแต่ต้องการที่โต๊ะซึ่งชาวบ้านได้จัดเรียงไว้ ส่วนชาวบ้านจะไปรับอาหารต่อจากพระ ใครต้องการอะไรก็สามารถเลือกกินได้ตามใจชอบ ผู้ที่มีจิตเพื่อสังคมก็จะช่วยกันเก็บเสื่อ เก็บหนังสือ โดยไม่ให้เป็นภาระกับพระ จะสังเกตได้ว่า บางวัดสิ่งเหล่านี้เป็นภาระของวัด ตั้งแต่การปูเสื่อให้ชาวบ้านนั่ง การเก็บเสื่อ การเก็บกวาด ฯลฯ

เสร็จสิ้นกิจกรรมทางศาสนา ชาวบ้านก็จะร่วมกันรับประทานอาหาร ส่วนหนึ่งที่ไม่ประสงค์จะร่วมรับประทานด้วย ก็จะไปที่รถ ค่อยๆ ทยอยขับรถกลับบ้านของตนๆ

ระหว่างเดินออกจากเขตสำนึกฯ ได้ยินผู้หญิงท่านหนึ่งแสดงความเห็นว่า วัดน่าจะทำที่จอดรถที่สะดวกต่อการกลับรถ โดยไม่เบียดกันอย่างนี้ ผู้เขียนได้แต่คิดในใจว่า สำนักแห่งนี้ ไม่เหมือนวัดทั่วๆไปในเมือง ลองดูทางเข้ามาทำบุญกันเองก็แล้วกัน ทางเข้ายังเป็นถนนลูกรัง ดีหน่อยตรงที่ถนนดังกล่าวได้รับการเกลี่ยไม่ให้มีหลุมมากนัก จากถนนเลียบคลองระพีพัฒน์มาถึงสำนักน่าจะประมาณ ๒-๓ กิโลเมตร (ไว้จะไปวัดระยะอีกที) มีถนนที่เป็นคอนกรีตต่อจากถนนเลียบคลองฯมาประมาณ ๓๐ เมตร เห็นจะได้ ที่เหลือเป็นลูกรัง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้หญิงท่านนี้แสดงความเห็นออกมานั้น น่าจะเป็นการเทียบเคียงวัดอื่นๆที่ตนเคยไปมา โดยวัดเหล่านั้นสร้างความสะดวกให้แก่ผู้เดินทางเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผมเองนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้แหละ วัดที่เป็นพื้นที่สมัยใหม่อย่างปูลาดคอนกรีต มีมากแล้ว ส่วนวัดที่สามารถจะเหยียบดินได้นั้นค่อยๆหายไปหมด (แม้แต่ที่นั่งของสำนักฯแห่งนี้ เดิมทีเป็นดิน ตอนหลังฝนตกชุก เลอะเทอะ ลำบากต่อชาวบ้าน ชาวบ้านก็เลยช่วยๆกันคนละไม้คนละมือในการปรับพื้นที่ให้สะดวกสำหรับนักบุญในพุทธศาสนา หนึ่งในนั้นมีเพื่อนของผมด้วยท่านหนึ่ง)

ข้อน่าสังเกตว่า เหตุใดสำนักแห่งนี้ เราจึงควรเข้ามาทำบุญ (๑) เป็นสำนักปฏิบัติธรรมสำนักหนึ่ง (๒) ไม่มีการสะสมหรือฟุ้งเฟ้อ กุฏิก็เป็นกุฏิเล็กๆ มีเรือนคลังเล็กๆ สำหรับเก็บของกลาง โดยไม่มีการสะสมในกุฎิตัวเอง (๓) ปฏิเสธเรื่องบางเรื่อง เช่น สะเดาะเคราะห์ ซื้อพระมาถวายเพื่อลอยเคราะห์ ถังสังฆทาน ฯลฯ (ท่านย้ำว่า ข้าวปลาอาหารคือสังฆทานแล้ว มีบางคนที่พยายามมาถวายกับตัวท่าน แต่ท่านก็บอกว่า ถวายที่ไหนก็เหมือนกัน สุดท้ายก็พระก็นำไปไว้ที่โต๊ะอาหารกลางอยู่ดี) (๔) ดูจะมักน้อย (๕) รักษาธรรมชาติแวดล้อม เช่นต้นไม้ นกนานาชนิด (๖) มุ่งประโยชน์ของชาวบ้านในการพัฒนาจิตมากกว่าความร่ำรวยและสุขสบายของตน (๗) มีการทำบุญครบทั้ง ทานมัย ศีลมัย และภาวนามัย

แต่เราก็ไม่ควรเข้าไปทำบุญกันมากนัก เพราะน้อยๆ พระก็เพียงพอที่จะมีอาหารไปฉันในวันหนึ่งๆแล้ว

ปัญหาให้ คือเรื่องดอกไม้ที่นำไปถวายที่วัด จากกรณีสำนักแห่งนี้ สังเกตว่า แต่ละคนนำดอกไม้ไปวางรวมกันไว้ที่หน้าพระพุทธรูป เราน่าจะนำดอกไม้เหล่านี้ไปทำให้เกิดประโยชน์อย่างไรดี กับวัดที่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเงินทอง

ขอสันติจงมีแด่ทุกๆท่าน เอเมน


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (0)