ธรรมะและชีวิต


จากที่ผู้เขียนได้เรียนรู้และจดจำมาจากอาจารย์ผู้รู้ เลยอยากเผยแผ่บอกต่อ แต่คงต้องขออภัยหากบางท่านเคยอ่านหรือเคยฟังสิ่งเหล่านี้มาแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้เขียน พยายามสอนตัวเอง พยายามคิดเช่นเดียวกัน และปฏิบัติตามอยู่

ปัญญากับความรู้ไม่เหมือนกัน

การมีปัญญาแตกต่างจากการมีความรู้ ความรู้สามารถเรียนได้ รู้เท่าเทียมกันได้ แต่ปัญญาเป็นวิธีคิดของแต่ละคน

เริ่มจากคนมีปัญญากับคนไม่มีปัญญา แนวคิดวิธีคิดจะแตกต่างกัน เพราะคนมีปัญญาจะเห็นทุกอย่างเห็นทุกปัญหาเป็นโอกาส ไม่มัวเสียเวลามาคิดโทษใคร มองโลกแต่ในแง่ดี ถ้าเราทำได้อย่างนี้ก็เหมือนเดินตามคำสอนท่านอาจารย์พุทธทาสฯ เรื่อง "มองแต่แง่ดีเถิด"

คนมีปัญญาหรือคนฉลาด ถ้าเดินไปเหยียบขี้วัว จะไม่บ่นด่า จะคิดว่าเป็นโชคดี แล้วหาถุงมาใส่ขี้วัวเอาไปใส่ต้นไม้ ส่วนคนโง่หรือขาดปัญญา จะเอาแต่บ่น โทษตัวเองว่าซวยจริงๆ โทษคนอื่นที่ปล่อยวัวออกมาเพ่นพล่านบนถนน เช็คขี้วัวไปบ่นไป เหม็นฟรีไม่มีอะไรดีขึ้น ซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมเราเป็นเช่นนี้

คนมีความรู้จบปริญญา จบโท จบเอกเป็นด็อกเตอร์ แต่ทำอะไรโง่ๆ ยังมีอีกมากมาย เพราะขาดปัญญา คนที่ได้ความรู้มีความรู้ความชำนาญ จากการทำงานมากมายที่ยังพลาดตกม้าตาย ทำงานพลาด เพราะขาดปัญญา ถ้าอย่างนั้นเราไปหาหลวงพ่อปัญญาฯ เราจะได้ปัญญามั้ย ใครๆก็คงพอตอบได้ การได้ปัญญา การมีปัญญา ต้องเริ่มจากสมาธิ การมีสมาธิหรือการทำสมาธิ คือการมีสติรู้ตัวตลอดเวลา

และการที่จะมีสติรู้ตัวตลอดเวลา จะต้องมีศีลหรือมีวินัย การมีศีลจะทำให้ใจไม่ฟุ้งซ่านวอกแวก ไม่มัวคิดถึงสิ่งที่จะตามมา หรือคิดถึงการกระทำผิด หรือสิ่งผิดที่ทำลงไปแล้ว

เพราะการทำผิดหรือทำบาปที่ใครๆบอกว่าทำแล้วจะติดตัวไปตลอด ติดอยู่ในสมองในความคิดของตัวเอง นั่นคือการทำผิดทั้งที่รู้ว่าผิด แล้วก็เอาไปคิดไปใส่ใจจดจำความผิดนั้น ถึงแม้อยากจะลืม แต่ไม่มีทางลืมผิดหรือบาปนั้นได้เลย พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า

ข้อปฏิบัติ หรือวินัย หรือศีล 5 ข้อที่พระพุทธเจ้าสอนและหลวงปู่พุทธะอิสระสรุปให้สั้น ให้เข้าใจง่ายๆ คือ

1 ไม่โหดร้าย

2 ไม่มือไว

3 ไม่ใจเร็ว

4 ไม่พูดปด

5 ไม่หมดสติ นั่นคือหลักการปฏิบัติ การรักษาศีลทั้ง 5 ข้อไว้ได้ ก็จะทำให้ชีวิตมีความสุข ก็จะทำให้มีเงินเหลือหรือร่ำรวยในที่สุด ตามที่พระสงฆ์ให้พรว่า(สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์ เพราะเราจะเห็นได้ชัดว่าเมื่อผิดศีล กระทำผิดศีลข้อใดๆใน 5 ข้อเช่น ข้อ1 ปาณาติปาทา ฆ่าคนหรืออย่างเบาทารุณหมา ตอนนี้ก็ถูกจับติดคุกได้ การโดนจับมีคดีความขึ้นศาลก็ต้องเสียเงินประกันตัว เสียค่าทนาย ถ้าผิดข้อ 2 อทินนา ลักทรัพย์ ถูกจับได้ก็ติดคุกแน่นอน ไม่ต้องทำมาหากิน หมดโอกาสหาเงินสร้างฐานะ ถ้าผิดข้อ 3 กาเมสุมิจฉา หรือใจเร็วไปหน่อย ก็โดนเพศตรงข้ามวางยาปลดทรัพย์หรือไม่ก็โดนฟ้องร้องต่างๆ ส่วนถ้าไม่รักษาศีลข้อ 4 อันนี้บ่อยครั้งไปที่เราเจอคนที่เสียเพราะการพูดจาก ประเภทปากพาจนก็มี เมื่อมีศีลมีวินัย ก็จะมีสติ มีสมาธิ คนเราเมื่อมีสติมีสมาธิก็จะคิดอะไรออกได้ง่ายหรือมีปัญญานั่นเอง จะเห็นช่องทางทำมาหากิน สามารถหาเงิน มีโอกาสหาเงินต่อไป อยากรวยถือศีล 5 มีเงินแน่นอน

ไม่ว่าการปฏิบัติ 5 ข้อ, 8 ข้อ, 10 ข้อ, 227 ข้อซึ่งเป็นวินัย หรือศีลของ คน พราหมณ์ สามเณร หรือสงฆ์ ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็จะเกิดมีผลความผิด มีกรรม แตกต่างกันไป แค่ศีล 5 ถือไว้ได้ก็เป็นบุญกุศลมากสำหรับการเป็นคน ที่มีความสุข จิตใจสงบ

ด้วยเหตุที่ว่่าศีลข้อ 1 เมื่อไม่โหดร้าย ไม่ฆ่าคนหรือสัตว์ ก็ไม่ก่อเวร จะมีสุขจากการเป็นที่รักของคนและสัตว์

ศีลข้อ 2 สุขจากการที่รัก นับถือจากคนอื่น ในแง่ที่ว่าไม่เห็นแก่ได้ ไม่สร้างทุกข์ให้คนอื่น ไม่อยากได้สิ่งของของคนอื่น แม้แต่การอยากได้ของที่ราคาถูกๆ ไปซื้อมาโดยไม่ใช้สติปัญญา คือไปซื้อของโจรหรือของที่ถูกขโมยมา มันก็คือการใช้ให้เขาไปขโมยมา

ศีลข้อ 3 เมื่อไม่ผิดข้อกาเม ก็จะสุขจากการเป็นที่ไว้วางใจ ไม่ถูกระแวงของคนรอบข้าง เขาจะปลอดภัยในร่างกายแน่นอน เพราะการที่ไม่อยากได้คนที่มีเจ้าของ ไม่ผิดลูกหรือเมียเขา คนที่เป็นของรักษาของพ่อแม่หรือสามีภรรยาเขา

ศีลข้อ 4 สุขจากสังคมที่สงบสุข การโกหกสร้างความไม่เชื่อถือ สร้างความร้าวฉาน ที่มาจากคำพูดของตนก็เป็นหนึ่งในความไม่มีวินัย ข้อมุสาวาทา การนินทา การสร้างเรื่อง ปั้นน้ำเป็นตัว การบิดเบือน การโต้เถียง ทั้งหมดทำให้สังคมไม่สงบ หัวใจของศีลขอมุสาวาทาคือการระวังคำพูด การเลือกใช้คำพูด คิดก่อนที่จะพูดออกมา

ศีลข้อ 5 สุขจากการไม่ต้องถูกจับเรื่องเมาสุรา ไม่ถูกตำเนินคดี การดื่มสุราแล้วขาดสติ จะทำให้ความสุขที่ได้จากการมีศีล 4 ข้อข้างต้นหมดไป เมื่อขาดสติก็อาจฆ่าคนตาย ยิงกันด้วยอารมณ์ชั่ววูบ อาจขับรถชนคน ชนหมาชนสัตว์ต่างๆตาย อาจแย่งหรือขโมยของคนอื่น อาจก่อคดีข่มขืน และอาจทำให้พูดปดพูดโกหก

เราหาอะไรในชีวิต

เราหาความสุข แต่เราหาความสุขไม่เจอ นั่นเป็นเพราะเราไม่รู้จักตัวความสุข ความสุขที่แท้จริงไม่ใช่จากการมีเงิน มีตำแหน่ง มีอำนาจ เราต้องรู้จัก เข้าใจ และยอมรับในโลกธรรม 8 มีลาภได้ก็เสื่อมลาภได้ มียศได้ก็เกษียณหมดยศหมดวาสนาได้ มีคนสรรเสริญก็มีคนติคนว่า คนนินทา หรือคนไม่ชอบเราได้ มีสุขบ้างมีทุกข์บ้างเสมอ

ความสุขในทางธรรมะมี 3 ลักษณะคือ

  • โลกียสุข เช่น หิวได้กิน ง่วงได้นอน กำหนัดได้ปลดเปลื้อง ได้อะไรสมปรารถนา เป็นความสุขในทางโลกหรือโลกียะ
  • ปิติสุข ระดับแรกเช่นคิดดี ทำดี แค่นี้ก็มีสุข บางครั้งหิวก็สละให้ผู้อื่นได้ ส่วนระดับหลังซี่งสูงกว่านั้น มีปัญญาแห่งการรู้จักตัวเอง
  • วิมุติสุข อย่างเราคนธรรมดาคงไปไม่ถึงต้องเป็นพระอรหันต์ถึงจะหลุดพ้นสุ่วิมุติสุขได้ เป็นโลกุตตระ

สุขสองข้อแรก เป็นสุขที่เราทำได้ ไม่ยากนัก ขอเพียงเดินตามที่พระพุทธองค์สอนเราไว้คือ มัชฌิมาปฏิปทา เดินสายกลางๆไว้ในทุกสิ่ง หิวก็กินอาหารธรรมดา กินข้าวราดแกงก็อิ่มก็สุขได้ อยู่ที่ใจ นอนเสื่อหรือนอนฟูกนอนที่นอนหลังละหลายหมื่นก็หลับได้ มันอยู่ที่ใจ ขับรถคันละไม่กี่แสนหรือหลายล้าน ก็สุขได้ มันอยู่ที่รู้จักทำใจ อยู่บ้านหลังเล็กหรือหลังหลายสิบล้านจะสุขได้ ก็อยู่ที่ใจ อยู่คฤหาสน์แต่ไม่มีความสุขถมไป แต่สุขในข้อแรก โลกียสุข มีปัญหาคือความไม่รู้จักพอ ไม่เดินสายกลาง อยากได้อะไรที่สูงขึ้น อยากได้มากๆ ยิ่งขึ้น ขนาดยังไม่หิวยังอยากกินสเต็ก กินอาหารทะเล กินอาหารหรูหรา อยากใส่เสื้อราคาหลายๆพัน นั่นเป็นเสื้อแห่งความสุขรึเปล่า สิ่งของหรือทรัพย์สินที่นำพาความสุข มาให้หรือเปล่า แง่คิดที่ว่าถ้าเรามีเงินก็พอทำได้ กินอย่างนั้นได้ ซึ่งคิดอย่างนั้นจะนำมาซึ่งการสะสม การหาเงินให้มากขึ้น เหมือนม้าที่เขาแขวนหญ้าไว้ข้างหน้าให้มันวิ่งไล่ตาม

การรู้จักปลง หรือปล่อยวาง

ถ้ามีทัศนคติที่ว่า ถ้าตัวเราเองไม่ได้ทำบาปทำกรรมไว้มากนักพออายุ 55 ตายแบบปุ้บปั๊บไปเลย ไม่ต้องอยู่ใช้กรรมอีก ก็ถือว่าโชคดีไปเราควรใช้ชีวิตให้คุ้มค่า การคุ้มค่าในที่นี้คือการไม่เบียดเบียนใคร หาความสุขไป มีความสุขกับสิ่งนั้นๆ หรือมีความสุขกับชีวิต กับสิ่งที่เรามี กับช่วงเวลาที่มี

ร่างกายของคนเราก็เหมือนรถ เป็นวัตถุอย่างหนึ่งมีอายุของการใช้งานชิ้นส่วน รถเมื่อใช้งาน 5-7 ปีก็เริ่มเสื่อม เตรียมเปลี่ยนอะไหล่ต่างๆได้ สำหรับคนเมื่ออายุเกิน 50 ปี ร่างกายก็เริ่มเสื่อม ที่ต้องเจอแน่ๆคือ

  • ระบบเส้นเลือดไม่ว่า เส้นเลือดเลี้ยงสมองหรือหัวใจ จะตีบ จะอุดตัน หรือแตก ตัวบ่งชี้คือความดันโลหิตที่สูงขึ้น
  • ต่อมลูกหมากเริ่มโต
  • ตาเริ่มมีปัญหาจากการฝ้า ฟาง ต้อ ที่ทำให้มองไม่ชัด ตาขุ่นมัว
  • ฟันที่โยกคลอนไปพร้อมกระดูกส่วนต่างๆ รวมถึงเส้นเอ็นที่หมดสภาพการใช้งานไปเรื่อยๆ
  • และที่สำคัญคือสารพัดมะเร็ง ทุกชนิดทุกอวัยวะเริ่มมีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าวัยต้นของชีวิต ถ้าไม่เจอในวัยต้นวัยหนุ่มสาวก็เจอตอนบั้นปลาย ต้องอยู่และตายอย่างทรมานจากโรคมะเร็งนั้นๆ หรือจากการรักษาโรคมะเร็ง

ดังนั้นการตายแบบไม่ทรมานย่อมเป็นสิ่งดีที่สุด ไม่ว่าเราจะรักษาสุขภาพไว้ดีเพียงใด ย่อมไม่พ้นสิ่งที่ต้องเจอข้างต้น ดังนั้นการมีชีวิต อยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข ดีกว่าไม๊ และอย่างที่ผมได้เรียนรู้ว่าต้องทำจิตใจให้เหมือนน้ำที่อยู่ในแก้ว เขย่ายังไงก็ไม่กระฉอกหกออกมา เหมือนคนที่รักษากริยา จิตใจไว้ไม่ให้กระเพื่อมเสียจริต ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง ไม่โง่ ดังนั้นเราต้องนิ่ง ต้องปล่อยวาง ต้องปลง

ชีวิตก็มีแค่นี้ มีลักษณะ 3 อย่างของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน คือไตรลักษณ์

อนิจจัง ความไม่เที่ยง

ทุกขัง ไม่อยู่ในสภาพเดิมได้

อนัตตา การไม่มีตัวตน

อยากมีบารมีทำอย่างไร

ว่าแล้วก็ต้องดูพ่อ ดูพระพุทธเจ้าที่เป็นเหมือนพ่อของเราทั้งสิบชาติสุดท้าย ที่เน้นสอนแต่ละความอดทนอดกลั้น ย่อไว้สั้นๆ คือ เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว เดี๋ยวค่อยว่ากันทีละบารมี

พระเตมีย์ พระโพธิสัตว์ บำเพ็ญเนกขัมมบารมี คือการออกบวช หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง

พระมหานก วิริยะบารมี คือการเพียรพยายามแหวกว่ายในมหาสมุทรที่มีคลื่นลมรุนแรง นานถึง ๗ วัน

พระสุวรรณสาม เมตตาบารมี ไม่อาฆาตต่อผู้ทำร้าย แม้จะถึงซึ่งชีวิต กลับแสดงกิริยาต่อบุคคลนั้นด้วยเมตตา

พระเนมีราช อธิษฐานบารมี คือทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ต่อการประพฤติธรรม

พระโหสถ ปัญญาบารมี คือการใช้ปัญญาเข้าแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างหลักแหลม และถูกต้องตามครรลองธรรม

พระภูริทัต ศีลบารมี คือทรงมีพระทัยจดจ่อต่อการบำเบ็ญศีล แม้จะมีอุปสรรคนานาประการ

พระจันทกุมาร ขันติบารมี คือทรงอดทนต่อภัยที่จะมาถึงพระองค์

พระพรหมนารท อุเบกขาบารมี จิตที่วางเฉยเป็นกลาง ไม่หวั่นไหว เว้นจากความโกรธ ไม่ยินดีต่อสิ่งใด

พระวิธูร สัจจบารมี คือการรักษาคำมั่นของผู้เป็นนาย แม้การรักษาคำมั่นนั้น จะเป็นภัยแก่ตัว

พระเวสสันดร บำเพ็ญบารมีทั้งเก้าประการที่บำเพ็ญมาแล้วในอดีตชาติ รวมทั้งทางบารมีที่ทรงบำเพ็ญในชาตินี้ เป็นสิบประการ

ทางใครทางมัน ตัวใครตัวมัน

การสอนได้ สอนไม่ได้เป็นอีกเรี่องหนึ่ง พระพุทธเจ้ายังแบ่งบัวเป็นสี่เหล่า

แต่ทุกอย่างมีข้อยกเว้นเสมอ เพราะพระองค์ก็สอนว่า มนุษย์เป็นสัตว์สอนได้ ฝึกได้ แต่ว่าแต่ละคนจะสอนได้แค่ไหน ฝึกตนได้แค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าสอนแล้วรู้ ฝึกได้แค่หนึ่งอย่าง หรือได้ระดับหนึ่งก็ถือว่า สอนได้แล้ว แต่ถึงจะเป็นบัวเหล่าสุดท้ายไร้สติปัญญามีมิจฉาทิฏฐิ แต่ก็ดีกว่าเป็นบัวจมโคลนมีหินทับอยู่เป็นไหนๆ คนในสังคมบ้านเราเป็นบัวแบบนี้เยอะ น้ำสังคมนี้ถึงเน่า เพราะคนเหล่านั้นเค้ารู้แค่ปล่อยฟองก๊าซมีเทนก๊าซไข่เน่า รู้แต่พูดให้คนหมางใจ ทะเลาะกัน สร้างความร้าวฉานให้คนอื่น

ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์หมอบุญเลิศ นักพูดเรื่องธรรมะ อย่างหนึ่งคือ หัวใจของพระพุทธศาสนาคือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส(ด้วยปัญญา) ซึ่งความดีหรือการทำดี คือการทำ 5 อย่าง แค่มี

1.มีวินัย 2.ให้ความรักความเมตตา 3.อ่อนน้อมถ่อมตน 4.กตัญญูกตเวที และสุดท้ายคือ 5.ไม่ละโมภ ติดวัตถุ

ส่วนการละชั่ว มีแค่สองข้อเอง คือ เอาตัวรอดโดยไม่ละเมิดใคร ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และหาความสุขโดยไม่ผิดทำนองคลองธรรม

การทำดี อาจใช้เรื่องของบุญกิริยาวัตถุ ซึ่งมี 10 ข้อ ที่ทำแล้วถือเป็นบุญ ถือเป็นการทำดี ได้ความดี บ้างก็เรียกว่า

การทำความดี 10 วิธี หรือทำกริยาที่ได้ความดี ได้บุญคือ

1.ทานมัย

2.สีลมัย

3.ภาวนามัย

4.อปวายนมัย อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ทำนิสัยแข็งกระด้าง ไม่ทำตัวเป็นคนพาล การทำตัวหยิ่งยโส แต่เป็นคนสุภาพอ่อนโยน

5.เวยยาวัจวมัย ช่วยเหลือคนอื่นๆ ช่วยสังคมรอบข้าง ต้องการความช่วยเหลือจากเราในบางโอกาส

6.ปัตติทานมัย เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำดีกับเรา ให้ส่วนบุญ แบ่งส่วนบุญความดีให้กับผู้อื่น

7.ปัตตานุโมทนามัย ยินดีหรืออนุโมทนาบุญความดีของผู้อื่น ที่ผู้อื่นทำ ชื่นชมการทำบุญของผู้อื่น

8.ธัมมัสสวนมัย ฟังธรรมหรือศึกษาเล่าเรียน รับฟังความรู้ที่เป็นประโยชน์ ตั้งอยู่ในความเห็นที่ดีงาม

9.ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม การถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

10.ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความเห็นให้ตรง ถูกต้องและเหมาะสมไม่มีมิจฉาทิฏฐิ ในสิ่งใดๆ ใช้ปัญญาไตร่ตรองอยู่เสมอว่าอะไรผิด อะไรถูก ชาติหน้ามีไม๊ ชาติก่อนมีไม๊ คุณเชื่ออย่างไร หลวงพ่อชาสอนว่าเมื่อวานมีไม๊ พรุ่งนี้มีไม๊ เมื่อวานเหมือนชาติก่อน วันนี้เหมือนชาตินี้ พรุ่งนี้เหมือนชาติหน้า ต้องบอกว่าชาติหน้าหรือพรุ่งนี้เราจะเป็นอะไร ก็เพราะสิ่งที่เราทำในวันนี้ วันนี้เราเป็นคนแบบไหนก็เพราะเมื่อวานเราทำอะไรไว้ ทำกรรมดีหรือกรรมไม่ดีก็จะตอบสนองเราวันพรุ่งนี้หรือวันข้างหน้า

ทั้งหมดหากน้อมเข้าสู่พระธรรมคำสอนได้จะยิ่งดีที่สุด แต่ทำแค่ข้อไหนก็ได้แต่ต้องทำให้เต็มที่บริบรูณ์ ในโอกาสที่เหมาะสมหรือรู้ตน รู้คน รู้กาล รู้ประมาณ (ปฏิบัติตามสัปปุริสธรรม)อิ่มใจแน่นอน

ชอบบุญกริยา ทำดีข้อไหน ตรงกับจริตของเราแบบไหนก็ทำเถอะ สักข้อ ผมก็ขอร่วมอนุโมทนากับท่านด้วยแล้ว

เราได้อะไรจากมรรค จากสัปปุริสธรรม

แก่นที่พระพุทธเจ้าสอนหรือหัวใจ ซึ่งถ้าเปรียบชีวิตเหมือนต้นไม้ ที่มีใบไม้ ดอกไม้ ผลไม้ กิ่งไม้ เปลือกไม้ เนื้อไม้ชั้นนอกสุด ชั้นกลาง และแก่นไม้ ใส้ในของต้นไม้ที่เป็นใจกลางลึกสุดของต้นไม้ ชีวิตมนุษย์ก็จะมองหาแก่นสาระของชีวิต ที่เป็นเหมือนแก่นกลางไม้ อย่างยากลำบาก มองธรรมดาไม่มีทางเห็นหรือพบง่ายๆ ชีวิตนี้เจอแต่เปลือกไม้เถอะ แงะเข้าไปเถอะ ไม่เจอใส้ในสักที แต่พระพุทธเจ้าสอนให้เราเจอแก่นได้

หนทางถึงความดับทุกข์หรือมรรค คือการปฏิบัติ 8 ประการ เป็นส่วนหนึ่งใน อริยสัจจ์ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

สรุปแล้วหนทางถึงความดับทุกข์ มาจากการศึกษาเรียนรู้ใน3สิ่งคือ ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา

3 สิ่งที่พึงศึกษา พึงปฏิบัติ ฝึกฝนอบรมตนเอง เพื่อให้ชีวิตมีสุข ดับทุกข์ได้ ที่สำคัญต้องใช้ทางสายกลาง ต้องอยู่บนทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา

ฝีกปัญญา

  1. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) คือความเห็นความเข้าใจสิ่งต่างๆที่ถูกต้อง หมายถึง ความรู้-ปัญญา หรือมุมมอง ที่ถูกต้องตรงกับความจริง
  2. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ)คือ ความคิดความใฝ่ใจถูกต้องที่ถูกต้อง หมายถึง ความคิดที่ต้องละเว้นจากความพอใจ การไม่คิดจองเวร ไม่คิดพยาบาทและการไม่คิดเบียดเบียน

ฝึกศีล

  1. สัมมาวาจา (พูดชอบ)คือ การพูดจาถูกต้อง รู้จักพูด พูดแล้วไม่เป็นโทษต่อตนเองและผู้อื่น หรือยุยงให้เขาแตกร้าวกัน รู้จักเจรจาที่ถูกต้อง การไม่โกหก หรือหยาบคาย ส่อเสียดและเพ้อเจ้อ ไร้สาระ
  2. สัมมากัมมันตะ (ทำชอบ)คือ การปฏิบัติตนที่ถูกต้อง หมายถึง การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์และประพฤติผิดในกาม
  3. สัมมาอาชีวะ (อาชีพชอบ)คือ การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง การทำมาหากินอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริต ไม่เป็นภัยหรือเอาเปรียบผู้อื่น

ฝึกสมาธิ

  1. สัมมาวายามะ (พยายาม)คือ ความเพียรที่ถูกต้อง หมายถึง ความมุ่งมั่น ความอุตสาหะ หรือความพยายามที่อยู่ในวิถีทางที่ดีงาม
  2. สัมมาสติ (ระลึกชอบ)คือ การมีสติที่ถูกต้อง หมายถึง การระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ ตลอดเวลา ไม่ฟุ้งซ่าน หดหู่ ง่วงเพลีย
  3. สัมมาสมาธิ (จิตมั่นชอบ)คือ การมีสมาธิที่ถูกต้อง หมายถึง การตั้งใจมั่นในทุกสิ่ง ในงาน ในธรรมะ รวมไว้ที่จุดเดียว

คุณสมบัติของคนดี ธรรมของผู้ดี เป็นผู้รู้ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดปลีกย่อยมากมาย สิ่งหนึ่งที่ศาสนาพุทธก็สอนคือ

เป็นผู้ดี เป็นสัปปุรุส ผู้มีสัปปุริสธรรม

  • ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ รู้ว่าเมื่อทำอะไรแล้วจะได้ผลอะไร
  • อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผล รู้ว่าทำไมถึงต้องทำ ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร ทำไปหวังอะไร
  • อัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตน รู้ว่าเราทำได้ไม๊ ทำได้แค่ไหน
  • มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ รู้ว่าความพอดีอยู่แค่ไหน อยู่ตรงจุดไหน
  • กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล รู้ว่าถึงเวลาหรือยัง ถึงเวลาต้องทำหรือยัง
  • ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักสังคม รู้ว่าชุมชนใดเป็นอย่างไร ต้องการอย่างไร ต้องทำอย่างไร ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร พูดอย่างไร ต้องทำตัวอย่างไร ชอบอย่างไร
  • ปุคคลัญญุตา เป็นผู้รู้จักบุคคล รู้จักนิสัยมนุษย์ นิสัยแต่ละคน อัธยาศัย ความสามารถ รู้วิธีปฏิบัติต่อบุคคลนั้น ควรจะคบหรือไม่ จะใช้ จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสั่งสอนอย่างไร

จิตประภัสสร (ผุดผ่อง ผ่องใส บริสุทธิ์) แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมาจิตใจสะอาด เมื่อจิดหมดจด ปราศจากธุลี จิตใจจึง ส่องสว่างและสวยงดงาม

ขอจิตที่ประภัสสร จงมีแก่ทุกท่านเถิด

คำสำคัญ (Tags): #เรียนรู้
หมายเลขบันทึก: 593079เขียนเมื่อ 3 สิงหาคม 2015 11:06 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2015 13:40 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี