การทดลองแมงหวี่ทำให้เห็นถึงหลักความเชื่อที่ชัดเจนในอิสลามมากยิ่งขึ้น
เมื่อหลายวันก่อนผมได้นั่งร่วมสนทนากับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นในการสนทนาครั้งนี้คือประเด็นของการทดลองวิทยาศาสตร์เมื่อสมัยที่เราๆ ยังเป็นเด็ก(กลุ่มที่สนทนากันที่มีอายุเกิน 30 ปี)คือ การทดลองวัฏจักรชีวิตของแมงหวี่
ในสมัยนั้นครูให้เราจับแมงหวี่ใส่ในขวดโหล พร้อมกับขนมปังชิ้นเล็กๆและกระดาษสีสวย
จากนั้นหลายวันต่อมาก็ไปนับจำนวน พบว่า แมงหวี่มีจำนวนเพิ่มขึ้นและอีกหลายวันต่อมา
แมงหวี่เหล่านั้นก็ตายหมด
จากการทดลองนี้ สมาชิกที่นั่งสนทนากันบอกว่า จุดมุ่งหมายของการทดลองคือการยืนยันว่า อาหารมีความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต และอาหารมีจำกัดดังนั้นไม่ควรมีลูกมาก เพราะอาจจะทำให้ประชากรโลกพากันอดอาหารตายได้ซึ่งแนวคิดนี้ขัดแย้งกับอิสลามได้ แต่ในมุมมองของผม ผมกลับเห็นว่าการทดลองนี้จะเป็นเครื่องยืนยันให้มุสลิมมีความศรัทธาที่มั่นคงขึ้นเนื่องจากมีพระวัจนของท่านศาสดาว่าไว้ว่า ในขณะที่อยู่ในท้องแม่มลาอีกะฮ์จะมีกำหนดคุณลักษณะของผู้ที่จะเกิดตามคำบัญชาของอัลลอฮ์ในสี่ประเด็นคือเพศ อายุขัย ริสกี (ปัจจัยยังชีพสำหรับคนผู้นี้) และการเป็นชาวสวรรค์หรือนรก (ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดนะครับ พระวจนะนี้เรียนมาตั้งแต่เป็นเด็กๆตอนนี้อายุมากแล้วเลยมีลืมเลือนไปบ้าง) ซึ่งพระวัจนะนี้ยืนยันอย่างมั่นเหมาะว่าอาหารหรือปัจจัยยังชีพของคนแต่ละคนนั้นมีเฉพาะไว้แล้วเกิดมาปั๊บก็มีปัจจัยยังชีพเลยและเมื่อหมดปัจจัยดังกล่าวก็คือถึงเวลาของการกลับไปหาพระเจ้าของเขาแล้วนั่นเองแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่ศรัทธาไม่จำเป็นต้องขวนขวายอะไรนะครับเพราะเป็นคนละประเด็นกัน และจากการทดลองนั้นก็บอกได้ว่า ก็พระเจ้ากำหนดปัจจัยยังชีพแก่แมงหวี่เหล่านั้นได้เพียงเท่านั้น มันจึงตายเมื่อถึงกำหนดและหมดอาหาร ซึ่งแน่นอนไม่มีใครรู้กำหนดเหล่านี้นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น
อาหารหรือปัจจัยยังชีพที่พระเจ้ากำหนดให้มาเป็นรายบุคคลนั้นสอดคล้องกับอายุขัยของเขาอยู่แล้ว ทั้งนี้เนื่องจากด้วยหลักของการดำเนินชีวิต อาหารเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง และอิสลามถือว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุของการดำเนินชีวิต (เป็นเพียงสาเหตุนะครับ ส่วนต้นเหตุที่แท้จริงคือ เป็นความประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งไม่มีผู้ใดขัดขืนได้) แต่มนุษย์มีหน้าที่ที่จะต้องแสวงหาปัจจัยยังชีพของต้น ซึ่งพระเจ้าได้สั่งใช้ไว้แล้วเช่นกัน และมนุษย์ก็ไม่ควรที่จะมาอิจฉาริษยากันอันเนื่องมาจากการที่เห็นคนอื่นได้ปัจจัยยังชีพมากกว่าตน แต่สิ่งที่เขาควรตระหนักคือ การแสวงหามันให้พอเพียงกับตนเองและผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของตน
السلام عليكم
เรื่องวิทยาศาสตร์ถ้ารู้ไม่จริงเหมือนดาบสองคม
บางคนที่เรียนวิทยาศาสตร์ปฏิเสธศาสนาไปเลย อันนี้มีไม่น้อe ยเราก็เคยได้ยินบ่อยที่นักวิทยาศาสตร์บางท่าน ได้กล่าวปฎิเสธเช่นนั้น
แต่บางครั้งพอเรียนไปแล้วทำให้ยึดมั่นศาสนาแน่นยิ่งขึ้น อย่าง นีล อาร์มสตรอง หลังจากไปเหยียบบนผิวดวงจันทร์แล้ว เขาก็เชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า พระเจ้ามีจริง (แอด คาราบาวควรจะอ่านหนังสือลักษณะนี้บ้างก่อนพูดคุยอะไร)
ดร.อาจอง ชุมสาย อยู่กับวิทยาศาสตร์มานาน ท่านบอกว่าท่านไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้เลย เลยต้องกลับไปพึงศาสนาจึงศาสนาเข้าเจ้าตัวเอง (ฟังจากคำสัมภาษณ์ของท่านใน The Icon)
ขอทบทวนข้อมูลอีกนิดหน่อยจะเขียนบันทึกเรื่องสร้างศรัทธากับวิทยาศาสตร์
ตอนนี้ผมอยู่มาเลย์ กำหนดกลับวันพฤหัส และไม่ทันได้บอกนักศึกษา พรุ่งนี้(วันอังคาร)ผมมีสอนกลุ่ม รปสและเศรษฐศาสตร์ คาบที่ 7 ห้องบรรยายรวม อาจารย์ช่วยแจ้งหน่อยได้ไหมครับ
جزاكم الله