พ่อให้เจ้าทั้งชีวิต ตอนที่ 8 พ่อเจ้าให้ทั้งชีวิต

"ลูกรัก"
การที่พ่ออัดเทปม้วนนี้ขึ้น ไม่ใช่เพราะพ่อต้องการแสดงความรู้ ความสามารถ หรืออยากดัง แต่เพราะพ่อมาพิจารณาดูว่า บรรดาลูกหลาน ทั้งหลายและคณะผู้จัดพิมพ์หนังสือบทโศลกของพ่อที่ชื่อว่า "พ่อให้เจ้าด้วยใจที่เอื้ออาทร" เมื่อหนังสือเล่มนี้พิมพ์มาแจก ออกไปแล้ว ผู้ที่ได้รับและคณะผู้จัดทำได้มาบ่นกับพ่อว่าข้อความใน หนังสือมันน้อยเกินไป จึงทำให้หนังสือเล่มนี้ดูบางไป ซึ่งพ่อก็ได้บอก กับคณะผู้จัดพิมพ์ไปว่า "ธรรมะที่บริสุทธิ์ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดหรือพูดมาก" อักษรภาษาหนังสือหรือสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งคำพูดมากเหล่านี้ มันไม่ได้ทำให้ลูกเข้าถึงธรรมะ มันเป็นแค่เพียงสื่อที่จะบอกถึงธรรมะเท่านั้น พ่อจึงเขียนบทโศลกบางข้อให้เป็นต้นฉบับแก่คณะ ผู้จัดพิมพ์หนังสือและต่อมาพ่อก็ได้มาวิเคราะห์ดูว่า หน้าที่ของพ่อที่มีต่อลูก ต่อสังคมจะสมบูรณ์ได้นั้นพ่อก็ควรจะทำอะไรสักอย่าง ที่สามารถจะสื่อความเข้าใจระหว่างพ่อกับลูกและพ่อกับสังคมได้ในทัน ทีทันใดที่ลูก และสังคมต้องการ โดยไม่ต้องมาเสียเวลาค้นหาในหนังสือ และอะไรสักอย่างนั้นก็คือ การถ่ายทอดประสบการณ์ทางวิญญาณและการดำเนินชีวิตที่พ่อมีตลอดมา ให้ไว้เป็น เครื่องพิจารณา ซึ่งมันอาจ มีบางอย่างที่ลูกสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับตัวของลูกเองและบาง อย่างที่ลูกเห็นว่ามันเป็นสิ่งไร้สาระมิได้มีประโยชน์ ลูกก็มีสิทธิ์ที่จะละเลย ฟังมันเฉยๆ โดยมิต้องทำมันแต่ไม่ว่าจะมีสาระหรือไร้สาระสำหรับคนฉลาดแล้วเขาจะต้องพิจารณามันให้ถ่องแท้เสียก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด

สำหรับพ่อแล้วที่ผ่านมาตลอดชีวิต สิ่งที่ไม่มีประโยชน์นั้นยังไม่ มีมันมีแต่ว่าเราจะใช้มันในเวลาไหน กับสถานที่เช่นไรและกับคนชนิดใดเท่านั้นเอง และพ่อก็คิดว่าประสบการณ์ในการเรียนรู้ชีวิตที่จะถ่ายทอดให้เจ้าได้ฟังนี้ มันจะทำให้คำพูดประโยคที่ว่า "พ่อให้เจ้าด้วยใจที่เอื้ออาทร" เป็นคำพูดที่ออกมาจากชีวิตวิญญาณของพ่อจริงๆ

ลูกรัก.....
ชีวิตและการงานซึ่งมีอยู่ในปุถุชน มันได้ถูกอารมณ์ความเครียด ความไม่ยอมรับความหลงลืม ความวุ่นวาย ความไม่รู้ชัดแจ้ง อุปสรรค ที่เกิดขึ้นจากปัญหาและกาลเวลา เป็นเครื่องบ่อนทำลายให้เกิดความ ผิดพลาดขึ้นสาเหตุแห่งความผิดพลาดเหล่านี้ มันเกิดมาจากความ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทั้งสิ้นพ่อจึงมีความเป็นห่วงเจ้าอย่างยิ่ง หวั่นว่า เจ้าจะ มีชีวิตและการงานที่ผิดๆพลาดๆ ไม่รู้จักจบสิ้น และถ้าเจ้าปรารถนา ที่จะไม่ให้เกิดความผิดพลาด หรือเกิดก็น้อยที่สุด ลูกก็ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า "งาน" เป็นวิถีทางอันมีค่าสำหรับการแสวงหาความสุขใจอย่างลึกซึ้งในการมีชีวิต งาน เป็นแหล่งให้เกิดความเจริญ งอกงาม งานเป็นโอกาสให้คนได้เรียนรู้เรื่องชีวิต และวิญญาณของตนมากขึ้น ทั้งยังทำให้เกิดความผูกสมัครสมานสามัคคีในการอยู่ร่วม กัน หากลูกทำความเข้าใจในความหมายของงานได้อย่างนี้ ลูกก็จะรู้ว่า ชีวิตคือการงาน การงานคือการมีชีวิต มันเป็นหนึ่งเดียวของกัน และกันได้เช่นนี้

ลูกรัก.....
สำหรับพ่อแล้ว พ่อเข้าใจว่า การแสดงออกของพลังธรรมชาติที่แท้จริงที่ใกล้ตัวที่สุดนั้นก็คือ "พลังที่ทำการงาน" งานจะเอื้ออำนวย ให้เจ้าได้ใช้พลังของเจ้าอย่างเต็มที่ งานที่จะสามารถเปิดตัว เปิดสมอง เปิดใจ ให้ลูกได้พานพบกับประสบการณ์กว้างขวาง ซึ่งซุกซ่อนอยู่แม้ ในงานอันเล็กๆ น้อยๆ ที่ละเอียดอ่อนที่สุด การงานจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การใช้พลังที่เป็นธรรมชาติในตัวลูกอย่างช่ำชอง เชี่ยวชาญ กล้า หาญ และชาญฉลาด ความสุขเกือบทั้งหมดของชีวิตลูกจะได้มาจาก การงานที่สำเร็จ มันเป็นความอิ่มเอิบซึ่งจะทำให้ลูกมีชีวิตอันราบรื่น สดใส ในขณะเดียวกันการทำงานก็ยังจะสามารถสร้างสรรค์ความกลม กลืน ความสมดุล ให้มีขึ้นระหว่างลูกและธรรมชาติ การทำงานคือการรู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ในตัวลูกเอง เช่น พลัง ความคิดการกระทำที่เกิดจากกาย วาจา ให้ไปสู่วิถีทางแห่งการสร้างสรรค์ชีวิต ให้เต็มอิ่มบริบูรณ์ ทั้งยังจะเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นได้มีส่วนรับความเต็มอิ่มบริบูรณ์นั้นได้อีกด้วยเพราะฉะนั้น ลูกควรตระหนักถึง ความสำคัญของงานที่มีต่อชีวิตของลูกเองและลูกก็ต้องรู้ด้วยว่างานนั้นมันสามารถที่จะทำให้เจ้านำเอาทุกสิ่งของชีวิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเต็มบริบูรณ์

ลูกรัก.....
พ่ออยากจะบอกกับเจ้าว่า ตลอดชีวิตของพ่อนั้นที่มีมา คราใดที่พ่อได้กระทำงาน พ่อจะสามารถสัมผัสได้กับความสุขอันลึกซึ้ง ที่เกิดจากการทำงานอันแนบเนียนชัดเจน ด้วยชีวิตจิตใจของพ่อทีเดียว หละตรงกันข้าม ถ้าลูกไม่ให้ความใส่ใจต่องาน ไม่ให้ความคิดและหัวใจทั้งหมดแก่งาน ลูกเพียงแต่จะทำมันแค่ผ่านๆ ไป โดยไม่ได้คิดใส่ใจและชอบมัน ทำเพียงแต่จะทำมันแค่ผ่านๆ ไป โดยไม่ได้คิด ใส่ใจและชอบมัน ทำเพียงสักแต่ว่า ให้มันฆ่าเวลาไปวันๆ และถ้าจำเป็นจะต้องทำ ลูกก็จะมุ่งความสนใจไปสู่ผลของงานมากกว่าการทำงาน เช่น เจ้าอาจจะทำงานก็เพียงเพื่อหวังแค่ตำแหน่งอำนาจหรือชื่อเสียง โดยไม่คำนึงว่าลูกได้ให้ความใส่ใจต่องานที่กำลังจะทำนี้ดีเยี่ยมแค่ไหน สำหรับพ่อแล้วถือว่าการทำงานในลักษณะเช่นนี้มันเป็น การฝึกจิตใจของตนให้คับแคบเกินไปที่ว่าคับแคบก็เพราะว่ามันจะทำให้เจ้าเห็นแก่ประโยชน์ตนเป็นใหญ่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ตอบแทน โดยตรง เมื่อผู้กระทำไม่ได้รับประโยชน์จากงานที่ตนกระทำ ผู้นั้นก็อาจจะปฏิเสธการกระทำนั้น ๆ อย่างสิ้นเชิงแล้วลูกรู้ไหมว่า เมื่อการให้ประโยชน์ส่วนรวมได้ถูกปฏิเสธเสียแล้ว สังคมของลูกก็จะถูกจำกัด วงให้แคบลง เมื่อสังคมถูกจำกัดไม่ว่า โดยตัวของลูกเองหรือโดยสังคม ที่ไม่ยอมรับลูก พ่อก็ถือว่าความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของ ลูกจะถูกกักขังให้คับแคบลงไปด้วย ลูกรู้ไหม สำหรับพ่อแล้ว การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการทำงาน มันทำให้เราถอยห่างออกจากแก่น สารของชีวิต การปฏิเสธที่จะใช้พลังที่มีอยู่ในตนไป ทำงาน เท่ากับว่าเจ้าได้ลดคุณค่าของตัวเจ้าเอง เมื่อชีวิตขาดคุณค่า ลูกก็มีชีวิตอยู่อย่างหวั่นไหว ไม่มั่นคง เมื่อลูกมองไม่เห็นประโยชน์สุขในการทำงาน เสียแล้วลูกก็จะไม่พบหนทางใดอีกเลยที่จะทำให้ชีวิตของตนมีประโยชน์สุขและคุณค่าอันลึกซึ้งใดๆ ได้เลย

ลูกรัก.....
การงานและการเรียนรู้ชีวิตนี้เท่านั้นที่มันจะทำให้ลูกประจักษ์แจ้งในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ มันจะเป็นเหตุทำให้เกิดความยอม รับ ความเคารพความสัมพันธ์ที่กลมกลืนกับสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ความชำนาญต่างๆ ที่ลูกเรียนรู้ในขณะทำงาน จะกระตุ้นให้เกิดความเจริญงอกงาม ทำให้เกิดความพอใจ และความหมายของชีวิตในทุกๆ ขณะจิตของลูกเอง และผู้อื่นทีเดียวหละ ชีวิตและจิตใจของ ลูกจะมีแต่ความแจ่มใสอย่างธรรมชาติทีเดียว

พ่อให้เจ้าทั้งชีวิต ตอนที่ 8 พ่อเจ้าให้ทั้งชีวิต
บทที่ 1 การงานเพื่อความแจ่มใส
สำหรับพ่อแล้ว ควรจะเตือนเจ้าให้เป็นลักษณะ ของพิธีการสัก นิดหน่อยเพื่อ ให้เกิดความเข้าใจในการที่จะพัฒนาและปรับปรุงตัวเองเมื่อพ่อได้พูดถึงอารัมภบทที่ผ่านมาของการเริ่มต้น ในการดำเนินชีวิตของพ่อแล้ว พ่อก็จะพูดถึงหลักการที่เจ้าควรจะใส่ใจมันไว้บ้าง

ลูกรัก....
เมื่อจิตใจของลูกกลับคืนสู่ธรรมชาติแท้แห่งความแจ่มใส ลูกจะพบขุมทรัพย์ภายในตัวของลูกเองอย่างมากมาย อันได้แก่ความรัก ความอบอุ่นความปลื้มปีติ ความนิ่งสงบ ลูกจะรู้สึกสัมผัสได้กับความสวย งามอันซาบซึ้งของชีวิต ลูกจะรับรู้และสัมผัสได้กับประสบการณ์ทุกๆ ขณะที่ไหลเรื่อยเข้ามาสู่การรับรู้ จิตของลูกจะเปิดรับสัมผัสกับความสุขในการมีชีวิต การที่ลูกจะประจักษ์ถึงคุณภาพต่างๆ เหล่านี้ในตัวลูกได้ นั้นมันก็ต้องเกิดมาจากจิตใจอันแจ่มใสที่ยิ่งใหญ่นั่นเอง อย่าง ไรก็ตาม คำถามมันมีอยู่ว่า ลูกจะสามารถพัฒนาและเข้า ถึงความแจ่มใสในจิตใจของลูกได้มากน้อยแค่ไหนลูก จะสัมผัสกับธรรมชาติอันดีงามของชีวิตได้อย่างไรและ ลูกจะมีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งในความรู้สึกนึกคิดได้มากขนาดไหน แม้ว่าบ่อยครั้งที่ลูกได้สัมผัสกับความอิ่ม ภายในที่ได้จากศานติ โปร่งเบาและแจ่มใส แต่เจ้ามักจะ ปิดบังตนเองจากมัน กลับไปเลือกทำสิ่งที่เรียกว่า สับสน วุ่นวาย หนักหน่วง เหนี่ยว และอึมครึม ซึ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นสุขอย่างเบาบางหลายครั้งที่ลูกไม่อนุญาตให้ตนเองได้สัมผัสกับความสุขอันแท้จริงเลย เหตุเป็นเพราะเจ้าหลงผิด คิดผิด จึงทำผิดและพยายามทำให้เกิดความสุขแบบผิดๆ จนบางทีบางครั้งลูกก็ไม่สามารถ จะเบิกบานกับความสำเร็จของลูกได้อย่างเต็มที่ อาจเป็น เพราะว่าเจ้ายังเป็นผู้มีความเคลือบแคลง สงสัย เป็นห่วง และหวงกังวลอยู่ ความรู้สึกในเชิงลบเช่นนี้ มันทำให้ลูก ยิ่งห่างไกลออกจากเนื้อแท้ของชีวิตอีกทั้งยังทำให้ลูกต้อง หลงทางไปแสวงหาความสุข และความอิ่มเอิบจากภายนอก เจ้าจะถูกชักจูงให้สับสนและสนใจกับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นรอบๆ ตัว และลูกก็จะใส่ใจอยู่กับมันอย่างจดจ่อโดยไม่เชื่อว่าหรือโดยเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นทำ ให้ลูกมีความสุข ซึ่งลูกหารู้ไม่ว่าการที่ลูกใช้พลังงาน มุ่ง แต่ภายนอกกายตน มันทำให้ลูกต้องพลาดจากกระแส แห่งความรู้สึกอันละเอียดอ่อน ลึกซึ้งที่มีอยู่ในความคิดลูกไม่สามารถรับรู้อย่างลึกซึ้งในกระแสแห่งอารมณ์และ การรับรู้ต่างๆ หากปราศจากความรู้แจ้งอย่างแจ่มชัดภาย ในถึงกระแสต่างๆ เหล่านี้ ลูกจะมีความรับรู้ต่อประสบการณ์ต่างๆ อย่างผิวเผินและตื้นเขินเต็มที ลูกจะใส่ใจกับประสบการณ์ต่างๆ เหล่านั้นอย่างไม่ชัดเจน ไม่ละเอียดลึกซึ้งและในที่สุดกระแสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของ ลูกเหล่านั้นก็จะเป็นประสบการณ์ทีเป็นคุณภาพที่ต่ำที่สุด แม้ว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จในการกระทำหลายอย่าง แต่การที่ลูกแยกตนเองออกจากธรรมชาติอันแจ่มใสของจิตใจ มันจะทำให้เจ้าเสียรากฐานที่แท้จริงของชีวิต เจ้าไป ซึ่งมันจะทำให้ลูกรู้สึกหวั่นไหว ไม่มั่นคง และลูกก็จะเริ่มรู้สึกว่า ชีวิตว่างเปล่า ไร้คุณค่า เมื่อลูกไม่สามารถดื่มด่ำกับความอิ่มเอิบจากการรู้จักตนเองได้อย่างแท้จริง แล้วล่ะก็ลูกก็มักจะมุ่งหา ผู้อื่นหรือสิ่งอื่น เพื่อทำให้ลูกสบายใจหรือเป็นสุข ซึ่งมันก็เกิดมาจากเหตุ ที่ว่าลูกไม่รู้ว่าลูกขาดอะไร ลูกจึงไม่สามารถชัดเจนและ ชัดแจ้งในความต้องการที่แท้จริงของลูกได้ เพราะเหตุนี้ ลูกจึงรู้สึกผิดหวังและเจ็บปวดอยู่เสมอ ยิ่งลูกหม่นหมอง หมกมุ่น ตกหลุมความไม่เป็นสุขเท่าใด ลูกก็จะยิ่งรู้สึกโกรธ ไม่พอใจและหวั่นไหวมากขึ้น ความสัมพันธ์ และความสัมผัสต่างๆ จะมีรสชาติอันจืดชืด มันก็จะยิ่ง เป็นเหตุให้เจ้าไม่รู้จักพอมากขึ้น แล้วลูกจะทำอะไรหรือ ทำงานด้วยความไม่เป็นสุข ด้วยความไม่แจ่มใสในจิตใจ ลูกจะถูกกักขังไว้ในอารมณ์ขัดเคือง เคลือบแคลง ระแวง สงสัยและหมกมุ่น ลูกจะขาดสามัญสำนึกอันละเอียดอ่อนในตนและลูกจะถูกดึงดูดให้ตกอยู่ในวงจรของความกังวล หมกมุ่นไม่เป็นสุขอยู่ตลอดเวลา และเจ้าก็จะยิ่งดิ้นรน หมุนวน ที่จะแสวงหาความสุขความอิ่มเอิบ แต่พ่อเชื่อแน่เหลือเกินว่าลูกจะไม่มีทางได้พบกับมันเลย การแสวงหาเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอย่างซ้ำๆ ซากๆ จนกลับกลายเป็นความเคยชิน และเจ้าก็คิดว่ามันคือ แนวทางในการดำเนินชีวิตของเจ้า

ลูกรัก.....
พ่ออยากจะบอกเจ้าว่า การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ซึ่งมันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมัน ก็อาจกดดันให้ลูกต้องตามมันให้ทัน ซึ่งพ่อก็คิดว่าทุกคนรวมทั้งเจ้า ด้วยก็คงไม่ต้องการเป็นแน่ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มันจะทำอย่าง ไรได้ล่ะ เพราะมันเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งและสรรพสัตว์รวมทั้งสรรพธาตุ ก็ในเมื่อมีการเปลี่ยน แปลงมันเกิดขึ้นเป็นธรรมดาไม่มีอะไร ผู้ใดหนีมันได้พ้น สังคมและสิ่งแวดล้อมจึงหล่อหลอมและกดดันให้เจ้าได้แสดงออกเพื่อให้ดูเหมือนว่าเจ้าได้ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ได้ แต่จะมีใครบ้างเล่าที่จะยอมรับว่าเขาได้ปรับใจไปพร้อมๆ กับการปรับตัว นั้นด้วย เมื่อเรื่องมันเป็นเช่นนี้ คนที่อยู่ในสังคมก็มักจะให้ความสำคัญ ที่จะทำกิริยาอาการภายนอก เพื่อให้ผู้อื่นเขาดูว่าดี เพื่อให้ผู้อื่นเขาดูว่าตนนี้ ช่างมีเสรีอิสระเสียนักหนา แต่ภายในจิตใจนั้นเล่าอาจถูกทำลายด้วยความเครียด ความกังวล ความวิตก ความหวาดกลัว ซึ่งเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วนั้น และทุกคนก็จะรีบเร่งร้อนรน จนไม่มีโอกาสรับรู้ถึงกระแส แห่งอารมณ์ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปได้อย่างซาบซึ้งเลย แล้วก็เป็นเหตุที่มิได้ทำให้เกิด ทำให้ถึงธรรมชาติอันแจ่มใสของจิตใจตนเองได้ ลูกและทุกคนจึงจะดูยิ่งห่างเหินจากคุณภาพอันดีงามของการมีชีวิต พลังอันมากมาย ที่ลูกจะพึงได้จากตัวลูกเองก็จะสับสนและขาดหายไป อุปสรรคของจิตอันแจ่มใสจะเกิดขึ้นในวัยเด็ก

ในขณะที่เราเป็นเด็กเราจะรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับสรรพสิ่ง และเรามักยินดีที่จะแสดงความรู้สึกนั้นๆ ให้ผู้อื่นประจักษ์เสมอ แต่เพราะความกดดันจากครอบครัวและมิตรสหาย ทำให้เราต้องจำใจรับทัศนคติที่คับแคบ และรับแนวความคิดตามความมุ่งหวังของผู้อื่น และเมื่อความคิดความรู้สึก อันเป็นธรรมชาติของเราถูกยับยั้ง เราจึงเติบโตขึ้นมาภายนอกอาณาเขตของความแจ่มใสแห่งจิตของตน และเมื่อนั้นเอง ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย และจิตใจของเราย่อมถูกขัดขวางและถูกทำลายไปเราจึงไม่ตระหนักถึงความรู้สึกอันแน่แท้ของเรา เมื่อการกักขังนี้แข็งแรงและมั่นคงขึ้น โอกาสของการแสดงความรู้สึกต่างๆ ก็จะลดน้อยถอยลงไป หรือไม่ก็หมดไปจากตัวเราเลย เราจะพอใจกับการคล้อยตาม และเมื่ออายุมากขึ้น เราก็ยินยอมให้สภาพ เช่นนี้กำหนดชีวิตของเราและในที่สุดเราก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้าของ ตัวเราเอง ลูกจะกลับมาสัมผัสกับตนเองใหม่ได้อย่างไร ลูกจะทำอย่างไร เพื่อให้ลูกมีความรู้สึกอิสระเสรีปลอดโปร่งอย่างแท้จริง คำถามเหล่านี้ลูกได้เคยตั้งขึ้นเพื่อจะถามตัวเองบ้างหรือเปล่า และถ้าลูกได้ถามตัวเองได้เช่นนี้ พ่อก็จะแน่ใจได้ว่า ลูกเริ่มที่จะมองหาธรรมชาติอันแจ่มใสภายในจิตใจของ ลูกอย่างชัดเจนขึ้นแล้ว ลูกก็จะได้พบกับความสว่างที่ทำให้ลูกมีแนวทางดำเนินชีวิตอย่างสมดุลงอกงามต่อไปได้ ความชัดเจนในการมองตนเองนี้แหละมันเป็นการเริ่มต้น ของความรู้แห่งตน และความรู้แห่งตนจะเกิดขึ้นได้ง่ายโดยการสังเกตดูจากการทำงานของจิตและร่างกายของลูกอยู่เสมอลูกสามารถฝึกการสังเกตภายในกายและจิตใจของตนเมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหน ก็ได้ ไม่ว่าลูกกำลังจะทำอะไรอยู่ โดยการสังเกตที่จะใส่ใจต่อการเกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลงของการทำงานและความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิด

ลูกจะเห็นว่าสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงและอารมณ์ มันมีอิทธิพลต่อร่างกายและจิตใจจนยากที่จะฝืนทีเดียวหละ แต่ถ้าลูกเพียรพยายามเพิ่มขึ้นสักนิดเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการมองเข้ามาสู่ภายในกายของตน ลูกก็จะเกิดพลังและแนวความคิดใหม่ๆ ที่จะเชื่อมระหว่างกายกับจิตให้ผสม ผสานกลมกลืน สอดคล้องต่อการมีชีวิตอย่างธรรมชาติ และการทำงานที่ไหลลื่นมิได้ฝืนกับอะไร ลูกจะเกิดพลังจากการที่มองตนเองอย่างชัดเจนนี้ขึ้นมากมายซึ่งจะก่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีคุณภาพ ลูกจะดำเนินเข้าสู่กระแสแห่งชีวิตและหนทางแห่งการเรียนรู้ตนเองอย่างมีคุณภาพต่อไป ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันส่งเสริมต่อการกระทำของลูกให้แจ่มใส สดชื่น ทุกอิริยาบถ อีกด้วย

เมื่อลูกได้สังเกตธรรมชาติแท้ภายในของลูกอย่างไตร่ตรองแล้วละก็ลูกจะพบว่า ลูกได้กักขังตนเองอย่างไรและความรู้สึกแห่งธรรมชาติภายในได้ถูกจำกัดไว้อย่างไร และตอนนี้เองที่ลูกจะสามารถให้พลังและความรู้สึกเหล่า นั้นหลั่งไหลออกมา พลังเหล่านี้จะถูกนำมาใช้อย่างมีประโยชน์สูงประหยัด สุดเมื่อลูกสงบนิ่ง ซื่อตรง และยอมรับตนเอง ความเชื่อมั่นของลูกจะเกิดขึ้น ลูกจะสามารถเรียนรู้วิถีทางใหม่ ๆ และแนวทางอันดีงามที่จะรู้จักตนเองมากขึ้น และที่เกิดจากการรู้จักตนเองด้วย เมื่อเครื่องมือแห่งการรับรู้ของ ลูกแจ่มใสสะอาด ทั้งยังมีการเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา นั้นก็คือจิตที่สะอาด ปราศจากความปรุงแต่ง ซึ่งผู้อื่นอาจจะเรียกมันว่า "สมาธิ" ก็คงจะไม่ผิด ใครจะเรียกอะไรอย่างไรก็ได้ แต่สำหรับพ่อแล้ว มันก็คือตัวการกำหนดพลัง ที่พ่อจะสามารถจะใช้มันได้ตามความต้องการ การมีสมาธินั้นมิใช่การฝึกวินัยอย่างเข้มงวดกวดขันตายตัว แต่มันหมายถึง การผ่อนคลาย การทำใจให้สงบอย่างธรรมชาติที่สุด

เจ้าจงใจจำไว้ด้วยนะว่า พ่อพูดว่าการมีสมาธินั้นมิใช่การฝึกวินัยอย่างเข้มงวดกวดขันตายตัว แต่มันหมายถึงการผ่อนคลาย การทำใจให้สงบอย่างธรรมชาติที่ สุด สมาธิที่ลูกต้องการนั้น มันควร จะรวมกับกายและใจ ด้วยความรู้สึกผ่อนคลายแบบสบายๆ อันเป็นคุณภาพที่อ่อนโยนไม่เข้มงวดตายตัว ลูกสามารถทำสมาธินี้ได้ แม้ในการทำงานโดยการทำงานทีละอย่างอย่างทุ่มเท จดจ่อ ให้ความสนใจทั้งหมดแก่งานอย่างเต็มที่และละเอียดถี่ถ้วน ใส่ใจอย่างต่อเนื่อง จนงานนั้นเสร็จเรียบร้อย

ในขณะเดียวกันก็อย่าทำงานด้วยความกังวล อย่าทำงานด้วยความเครียดและก็อย่าผูกใจไว้กับผลงาน เมื่องานเสร็จ เพราะการผูกใจไว้กับผลของงาน เมื่องานนั้นได้ผล ลูกก็จะประมาทได้ใจ แต่ถ้าผลของงานนั้นเสียลูกก็จะต้องเสียใจ ลูกควรจะทุ่มเท สนใจ ผูกใจ เฉพาะในขณะที่ทำงานนั้นๆ เท่านั้น แล้วลูกก็จะพบกับความชัดเจน ความเข้าใจลึกซึ้งถี่ถ้วนขึ้น นี่คือการทำงานตามวิถีทางแห่งธรรมชาติด้วยความโปร่งใจ แจ่มใสและสงบความรู้เนื้อรู้ตัวของลูกก็จะเกิดขึ้น และมีความละเอียดอ่อนที่จะถึงการไหวแห่งความคิดที่เจ้าจะสามารถรับรู้และรู้สึกถึงการไหวแห่งความคิด อารมณ์ และการกระทำ ความรู้เนื้อรู้ตัวจึงเป็นการรวมตัวของพลังอำนาจ ลูกจะเกิดความชัดเจนใสสะอาดใสสำนึกของตน ซึ่งมันก็สามารถสัมผัสได้แม้กระทั่งความเล็กน้อยที่สุดของประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ หากปราศจากความรู้เนื้อรู้ตัวแล้ว แม้ว่าลูกจะให้ความใส่ใจ และเพียรพยายามจะสัมผัสซึมซาบกระทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความชัดเจน แจ่มใสเพียงใด ลูกก็จะเหมือนกับเด็กเล็กๆ ที่สร้างปราสาททรายเอาไว้ชายทะเล โดยไม่คำนึงว่าคลื่นลมจะทลายมันลงไปในเวลาอันรวดเร็ว

พ่ออยากจะพูดให้เจ้าได้ฟังอีกสักครั้งหนึ่งว่า หากว่าเจ้าปราศจากความรู้เนื้อรู้ตัวแล้ว แม้ว่าลูกจะให้ความใส่ใจและเพียรพยายามจะสัมผัสซึมซาบต่อการกระทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความชัดเจน แจ่มใสเพียงใดลูกก็จะเหมือนกับเด็กเล็กๆ ที่สร้างปราสาททรายเอาไว้ชายทะเล โดยไม่คำนึงว่าคลื่นลมจะทลายมันลงไปในเวลาอันรวดเร็ว เพราะความรู้เนื้อรู้ตัวทำให้เกิดความมั่นใจต่อลูก มันจะทำให้ลูกเกิดความมั่นใจต่อสิ่งที่ลูกทำ ลูกจะทำมันด้วยพลังความสามารถของลูกอย่างเต็มที่และลูกก็สามารถพัฒนาความรู้เนื้อรู้ตัวโดยมีความชัดเจนในการคิดพิจารณาต่อกิจการงานที่กำลังจะทำ ลูกลองสังเกตวิธีการทำงานของลูกซิว่าลูกเริ่มต้นอย่างไร และมันได้ดำเนินไปอย่างไร ลูกได้เข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่ว่าลูกต้องการอะไร ลูกได้วิเคราะห์คำนวณล่วงหน้าถึงผลของงานก่อนที่ลูกจะทำหรือเปล่า และลูกแน่ใจแล้วหรือว่า การวิเคราะห์คำนวณพิจารณาถึงผลของงานนั้น มันเป็นการวิเคราะห์ด้วยทัศนคติที่ละเอียดเรียบร้อยกว้างขวางเพียงพอ ลูกได้ใส่ใจมันอย่างชัดเจนขั้นตอนในการทำงานของลูกมากน้อยเพียงไร

คำถามที่มากมายเหล่านี้ พ่อมิใช่ที่จะถามเจ้าเพื่อให้เจ้าไปตอบชิงรางวัล แต่พ่อถามเจ้าเพื่อเจ้าจะได้มีไว้ถามและหาคำตอบให้แก่ตนเอง เมื่อ มีคำถามก็ต้องหาคำตอบ เมื่อค้นหาคำตอบผู้ตอบย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ในขณะที่ลูกค้นหาคำตอบเพื่อการพัฒนาความรู้เนื้อรู้ตัวอยู่นี้ ลูกก็จะเห็นถึงการขาดความเอาใจใส่ว่ามันมีผลต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตของลูกอย่างมากทีเดียว หากลูกทำงานและดำเนินชีวิตด้วยความเอาใจใส่อย่างรู้เนื้อรู้ตัว การดำเนินชีวิตและการเคลื่อนไหวในความคิดของลูกก็จะงดงามราบรื่น ความรู้สึกนึกคิดของลูกก็จะมีแต่ความชัดเจนเป็นระบบ ชีวิตและการงานก็จะเพิ่มพูนด้วยประสิทธิภาพ เนื่องจากลูกได้ทำให้เกิดความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์กับขั้นตอนแต่ละขั้นในการทำงาน

เมื่อลูกทำได้เช่นนี้ ลูกก็จะรู้สึกถึงผลของงานที่ลูกได้กระทำนั้นในทันทีที่ได้ทำ และมันก็จะเป็นแรงจูงใจให้ลูกได้เกิดแนวความคิดใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ต่อการทำงาน อีกทั้งลูกยังจะมีความรู้สึกที่จะปิดกั้นความลืมหลง และผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นแก่ลูกได้อีกด้วย นอกจากนี้แล้ว ความแจ่มใส ความรู้เนื้อรู้ตัว ก็ยังจะทำให้ลูกมีความเข้าใจอันละเอียดถี่ถ้วนในความรู้สึกนึกคิด และในการกระทำของลูกเอง ความชัดเจนใสสะอาดในการรับรู้ ความโปร่งใสแจ่มใส ความสงบและความรู้เนื้อรู้ตัวนี้ ลูกจะไม่สามารถเรียนรู้จากห้องเรียนได้เลย หรือจากหนังสือ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้คือสาระแก่นสารของธรรมชาติแท้ในมนุษย์ ซึ่งลูกจะต้องเรียนรู้ได้ จากตัวของลูกเองเท่านั้น ความมั่นใจในการเรียนรู้และการรู้จักตัวเองนี้ จะช่วยให้ลูกสามารถควบคุมกำหนดทิศทางและเป้าหมายของชีวิตลูกได้ การกระทำของลูกหลังจากมีการกำหนดทิศทาง เป้าหมายอย่างมั่นใจ มันจะเต็มอิ่มไปด้วยความร่าเริง เบิกบานอย่างอิสระชีวิตและงานของลูกจะให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง เบาใจ ซึ่งจะคอยประคับประคอง ทะนุถนอมในทุกสิ่งที่ลูกกระทำ แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ ชีวิตของลูกก็จะกลับกลายเป็นงานศิลปะ จะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจ ระหว่างการเรียนรู้และประสบการณ์ของชีวิตในแต่ละขณะ ลูกจะสามารถเชื่อถือและพึ่งตนเองได้ ลูกจะมีความโปร่ง รู้สึกโปร่งเบา ใสสะอาด ชัดเจนอย่างยิ่งยวด สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกมีความคิดได้อย่างฉลาด แจ่มใส ชัดเจน เมื่อความรู้สึกอันนี้เกิดขึ้น มันจะทำให้ลูกได้มีความเชื่อมั่นตนเองมากขึ้นอีก

ลูกรัก...
ความโปร่งใจ แจ่มใน สงบและรู้เนื้อรู้ตัวนี้ มันอยู่ในคนทุกคน มันขึ้นอยู่ที่ว่า คนใด จะสามารถพัฒนาให้ถึงมันและนำมันออกมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก และถ้าผู้ใดสามารถพัฒนาและนำมันออกมาใช้ได้แล้ว มันจะทำให้ผู้นั้นเห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง เขาจะเกิดความเข้าใจ ความสงบอย่างสันติ ทั้งยังจะทำให้เกิดความงอกงามในทางร่างกายและจิตใจ ชีวิต การงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสรรพสิ่ง จะยิ่งเพิ่มพูนคุณค่าและความหมายมากขึ้น อีกทั้งยังจะเกิดความรู้สึกอิสระเสรีในการมีชีวิต ชีวิตที่แท้จะเกิดความปิติอย่างล้ำลึก ยาวนาน ในการเกิดและการมีชีวิต

ลูกรัก
รื้อขยะเก่าทิ้งไป
ไม่เพิ่มขยะใหม่ลงไป
ทำของที่ดีอยู่แล้วให้ผ่องใส
กิจพระศาสนา