GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

พ่อให้เจ้าทั้งชีวิต ตอนที่ 8 พ่อเจ้าให้ทั้งชีวิต

พ่อให้เจ้าทั้งชีวิต ตอนที่ 8 พ่อเจ้าให้ทั้งชีวิต

"ลูกรัก"
การที่พ่ออัดเทปม้วนนี้ขึ้น ไม่ใช่เพราะพ่อต้องการแสดงความรู้ ความสามารถ หรืออยากดัง แต่เพราะพ่อมาพิจารณาดูว่า บรรดาลูกหลาน ทั้งหลายและคณะผู้จัดพิมพ์หนังสือบทโศลกของพ่อที่ชื่อว่า "พ่อให้เจ้าด้วยใจที่เอื้ออาทร" เมื่อหนังสือเล่มนี้พิมพ์มาแจก ออกไปแล้ว ผู้ที่ได้รับและคณะผู้จัดทำได้มาบ่นกับพ่อว่าข้อความใน หนังสือมันน้อยเกินไป จึงทำให้หนังสือเล่มนี้ดูบางไป ซึ่งพ่อก็ได้บอก กับคณะผู้จัดพิมพ์ไปว่า "ธรรมะที่บริสุทธิ์ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดหรือพูดมาก" อักษรภาษาหนังสือหรือสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งคำพูดมากเหล่านี้ มันไม่ได้ทำให้ลูกเข้าถึงธรรมะ มันเป็นแค่เพียงสื่อที่จะบอกถึงธรรมะเท่านั้น พ่อจึงเขียนบทโศลกบางข้อให้เป็นต้นฉบับแก่คณะ ผู้จัดพิมพ์หนังสือและต่อมาพ่อก็ได้มาวิเคราะห์ดูว่า หน้าที่ของพ่อที่มีต่อลูก ต่อสังคมจะสมบูรณ์ได้นั้นพ่อก็ควรจะทำอะไรสักอย่าง ที่สามารถจะสื่อความเข้าใจระหว่างพ่อกับลูกและพ่อกับสังคมได้ในทัน ทีทันใดที่ลูก และสังคมต้องการ โดยไม่ต้องมาเสียเวลาค้นหาในหนังสือ และอะไรสักอย่างนั้นก็คือ การถ่ายทอดประสบการณ์ทางวิญญาณและการดำเนินชีวิตที่พ่อมีตลอดมา ให้ไว้เป็น เครื่องพิจารณา ซึ่งมันอาจ มีบางอย่างที่ลูกสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับตัวของลูกเองและบาง อย่างที่ลูกเห็นว่ามันเป็นสิ่งไร้สาระมิได้มีประโยชน์ ลูกก็มีสิทธิ์ที่จะละเลย ฟังมันเฉยๆ โดยมิต้องทำมันแต่ไม่ว่าจะมีสาระหรือไร้สาระสำหรับคนฉลาดแล้วเขาจะต้องพิจารณามันให้ถ่องแท้เสียก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด

สำหรับพ่อแล้วที่ผ่านมาตลอดชีวิต สิ่งที่ไม่มีประโยชน์นั้นยังไม่ มีมันมีแต่ว่าเราจะใช้มันในเวลาไหน กับสถานที่เช่นไรและกับคนชนิดใดเท่านั้นเอง และพ่อก็คิดว่าประสบการณ์ในการเรียนรู้ชีวิตที่จะถ่ายทอดให้เจ้าได้ฟังนี้ มันจะทำให้คำพูดประโยคที่ว่า "พ่อให้เจ้าด้วยใจที่เอื้ออาทร" เป็นคำพูดที่ออกมาจากชีวิตวิญญาณของพ่อจริงๆ

ลูกรัก.....
ชีวิตและการงานซึ่งมีอยู่ในปุถุชน มันได้ถูกอารมณ์ความเครียด ความไม่ยอมรับความหลงลืม ความวุ่นวาย ความไม่รู้ชัดแจ้ง อุปสรรค ที่เกิดขึ้นจากปัญหาและกาลเวลา เป็นเครื่องบ่อนทำลายให้เกิดความ ผิดพลาดขึ้นสาเหตุแห่งความผิดพลาดเหล่านี้ มันเกิดมาจากความ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทั้งสิ้นพ่อจึงมีความเป็นห่วงเจ้าอย่างยิ่ง หวั่นว่า เจ้าจะ มีชีวิตและการงานที่ผิดๆพลาดๆ ไม่รู้จักจบสิ้น และถ้าเจ้าปรารถนา ที่จะไม่ให้เกิดความผิดพลาด หรือเกิดก็น้อยที่สุด ลูกก็ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า "งาน" เป็นวิถีทางอันมีค่าสำหรับการแสวงหาความสุขใจอย่างลึกซึ้งในการมีชีวิต งาน เป็นแหล่งให้เกิดความเจริญ งอกงาม งานเป็นโอกาสให้คนได้เรียนรู้เรื่องชีวิต และวิญญาณของตนมากขึ้น ทั้งยังทำให้เกิดความผูกสมัครสมานสามัคคีในการอยู่ร่วม กัน หากลูกทำความเข้าใจในความหมายของงานได้อย่างนี้ ลูกก็จะรู้ว่า ชีวิตคือการงาน การงานคือการมีชีวิต มันเป็นหนึ่งเดียวของกัน และกันได้เช่นนี้

ลูกรัก.....
สำหรับพ่อแล้ว พ่อเข้าใจว่า การแสดงออกของพลังธรรมชาติที่แท้จริงที่ใกล้ตัวที่สุดนั้นก็คือ "พลังที่ทำการงาน" งานจะเอื้ออำนวย ให้เจ้าได้ใช้พลังของเจ้าอย่างเต็มที่ งานที่จะสามารถเปิดตัว เปิดสมอง เปิดใจ ให้ลูกได้พานพบกับประสบการณ์กว้างขวาง ซึ่งซุกซ่อนอยู่แม้ ในงานอันเล็กๆ น้อยๆ ที่ละเอียดอ่อนที่สุด การงานจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การใช้พลังที่เป็นธรรมชาติในตัวลูกอย่างช่ำชอง เชี่ยวชาญ กล้า หาญ และชาญฉลาด ความสุขเกือบทั้งหมดของชีวิตลูกจะได้มาจาก การงานที่สำเร็จ มันเป็นความอิ่มเอิบซึ่งจะทำให้ลูกมีชีวิตอันราบรื่น สดใส ในขณะเดียวกันการทำงานก็ยังจะสามารถสร้างสรรค์ความกลม กลืน ความสมดุล ให้มีขึ้นระหว่างลูกและธรรมชาติ การทำงานคือการรู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ในตัวลูกเอง เช่น พลัง ความคิดการกระทำที่เกิดจากกาย วาจา ให้ไปสู่วิถีทางแห่งการสร้างสรรค์ชีวิต ให้เต็มอิ่มบริบูรณ์ ทั้งยังจะเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นได้มีส่วนรับความเต็มอิ่มบริบูรณ์นั้นได้อีกด้วยเพราะฉะนั้น ลูกควรตระหนักถึง ความสำคัญของงานที่มีต่อชีวิตของลูกเองและลูกก็ต้องรู้ด้วยว่างานนั้นมันสามารถที่จะทำให้เจ้านำเอาทุกสิ่งของชีวิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเต็มบริบูรณ์

ลูกรัก.....
พ่ออยากจะบอกกับเจ้าว่า ตลอดชีวิตของพ่อนั้นที่มีมา คราใดที่พ่อได้กระทำงาน พ่อจะสามารถสัมผัสได้กับความสุขอันลึกซึ้ง ที่เกิดจากการทำงานอันแนบเนียนชัดเจน ด้วยชีวิตจิตใจของพ่อทีเดียว หละตรงกันข้าม ถ้าลูกไม่ให้ความใส่ใจต่องาน ไม่ให้ความคิดและหัวใจทั้งหมดแก่งาน ลูกเพียงแต่จะทำมันแค่ผ่านๆ ไป โดยไม่ได้คิดใส่ใจและชอบมัน ทำเพียงแต่จะทำมันแค่ผ่านๆ ไป โดยไม่ได้คิด ใส่ใจและชอบมัน ทำเพียงสักแต่ว่า ให้มันฆ่าเวลาไปวันๆ และถ้าจำเป็นจะต้องทำ ลูกก็จะมุ่งความสนใจไปสู่ผลของงานมากกว่าการทำงาน เช่น เจ้าอาจจะทำงานก็เพียงเพื่อหวังแค่ตำแหน่งอำนาจหรือชื่อเสียง โดยไม่คำนึงว่าลูกได้ให้ความใส่ใจต่องานที่กำลังจะทำนี้ดีเยี่ยมแค่ไหน สำหรับพ่อแล้วถือว่าการทำงานในลักษณะเช่นนี้มันเป็น การฝึกจิตใจของตนให้คับแคบเกินไปที่ว่าคับแคบก็เพราะว่ามันจะทำให้เจ้าเห็นแก่ประโยชน์ตนเป็นใหญ่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ตอบแทน โดยตรง เมื่อผู้กระทำไม่ได้รับประโยชน์จากงานที่ตนกระทำ ผู้นั้นก็อาจจะปฏิเสธการกระทำนั้น ๆ อย่างสิ้นเชิงแล้วลูกรู้ไหมว่า เมื่อการให้ประโยชน์ส่วนรวมได้ถูกปฏิเสธเสียแล้ว สังคมของลูกก็จะถูกจำกัด วงให้แคบลง เมื่อสังคมถูกจำกัดไม่ว่า โดยตัวของลูกเองหรือโดยสังคม ที่ไม่ยอมรับลูก พ่อก็ถือว่าความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของ ลูกจะถูกกักขังให้คับแคบลงไปด้วย ลูกรู้ไหม สำหรับพ่อแล้ว การมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการทำงาน มันทำให้เราถอยห่างออกจากแก่น สารของชีวิต การปฏิเสธที่จะใช้พลังที่มีอยู่ในตนไป ทำงาน เท่ากับว่าเจ้าได้ลดคุณค่าของตัวเจ้าเอง เมื่อชีวิตขาดคุณค่า ลูกก็มีชีวิตอยู่อย่างหวั่นไหว ไม่มั่นคง เมื่อลูกมองไม่เห็นประโยชน์สุขในการทำงาน เสียแล้วลูกก็จะไม่พบหนทางใดอีกเลยที่จะทำให้ชีวิตของตนมีประโยชน์สุขและคุณค่าอันลึกซึ้งใดๆ ได้เลย

ลูกรัก.....
การงานและการเรียนรู้ชีวิตนี้เท่านั้นที่มันจะทำให้ลูกประจักษ์แจ้งในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ มันจะเป็นเหตุทำให้เกิดความยอม รับ ความเคารพความสัมพันธ์ที่กลมกลืนกับสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ความชำนาญต่างๆ ที่ลูกเรียนรู้ในขณะทำงาน จะกระตุ้นให้เกิดความเจริญงอกงาม ทำให้เกิดความพอใจ และความหมายของชีวิตในทุกๆ ขณะจิตของลูกเอง และผู้อื่นทีเดียวหละ ชีวิตและจิตใจของ ลูกจะมีแต่ความแจ่มใสอย่างธรรมชาติทีเดียว

พ่อให้เจ้าทั้งชีวิต ตอนที่ 8 พ่อเจ้าให้ทั้งชีวิต
บทที่ 1 การงานเพื่อความแจ่มใส
สำหรับพ่อแล้ว ควรจะเตือนเจ้าให้เป็นลักษณะ ของพิธีการสัก นิดหน่อยเพื่อ ให้เกิดความเข้าใจในการที่จะพัฒนาและปรับปรุงตัวเองเมื่อพ่อได้พูดถึงอารัมภบทที่ผ่านมาของการเริ่มต้น ในการดำเนินชีวิตของพ่อแล้ว พ่อก็จะพูดถึงหลักการที่เจ้าควรจะใส่ใจมันไว้บ้าง

ลูกรัก....
เมื่อจิตใจของลูกกลับคืนสู่ธรรมชาติแท้แห่งความแจ่มใส ลูกจะพบขุมทรัพย์ภายในตัวของลูกเองอย่างมากมาย อันได้แก่ความรัก ความอบอุ่นความปลื้มปีติ ความนิ่งสงบ ลูกจะรู้สึกสัมผัสได้กับความสวย งามอันซาบซึ้งของชีวิต ลูกจะรับรู้และสัมผัสได้กับประสบการณ์ทุกๆ ขณะที่ไหลเรื่อยเข้ามาสู่การรับรู้ จิตของลูกจะเปิดรับสัมผัสกับความสุขในการมีชีวิต การที่ลูกจะประจักษ์ถึงคุณภาพต่างๆ เหล่านี้ในตัวลูกได้ นั้นมันก็ต้องเกิดมาจากจิตใจอันแจ่มใสที่ยิ่งใหญ่นั่นเอง อย่าง ไรก็ตาม คำถามมันมีอยู่ว่า ลูกจะสามารถพัฒนาและเข้า ถึงความแจ่มใสในจิตใจของลูกได้มากน้อยแค่ไหนลูก จะสัมผัสกับธรรมชาติอันดีงามของชีวิตได้อย่างไรและ ลูกจะมีความละเอียดอ่อนลึกซึ้งในความรู้สึกนึกคิดได้มากขนาดไหน แม้ว่าบ่อยครั้งที่ลูกได้สัมผัสกับความอิ่ม ภายในที่ได้จากศานติ โปร่งเบาและแจ่มใส แต่เจ้ามักจะ ปิดบังตนเองจากมัน กลับไปเลือกทำสิ่งที่เรียกว่า สับสน วุ่นวาย หนักหน่วง เหนี่ยว และอึมครึม ซึ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นสุขอย่างเบาบางหลายครั้งที่ลูกไม่อนุญาตให้ตนเองได้สัมผัสกับความสุขอันแท้จริงเลย เหตุเป็นเพราะเจ้าหลงผิด คิดผิด จึงทำผิดและพยายามทำให้เกิดความสุขแบบผิดๆ จนบางทีบางครั้งลูกก็ไม่สามารถ จะเบิกบานกับความสำเร็จของลูกได้อย่างเต็มที่ อาจเป็น เพราะว่าเจ้ายังเป็นผู้มีความเคลือบแคลง สงสัย เป็นห่วง และหวงกังวลอยู่ ความรู้สึกในเชิงลบเช่นนี้ มันทำให้ลูก ยิ่งห่างไกลออกจากเนื้อแท้ของชีวิตอีกทั้งยังทำให้ลูกต้อง หลงทางไปแสวงหาความสุข และความอิ่มเอิบจากภายนอก เจ้าจะถูกชักจูงให้สับสนและสนใจกับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นรอบๆ ตัว และลูกก็จะใส่ใจอยู่กับมันอย่างจดจ่อโดยไม่เชื่อว่าหรือโดยเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นทำ ให้ลูกมีความสุข ซึ่งลูกหารู้ไม่ว่าการที่ลูกใช้พลังงาน มุ่ง แต่ภายนอกกายตน มันทำให้ลูกต้องพลาดจากกระแส แห่งความรู้สึกอันละเอียดอ่อน ลึกซึ้งที่มีอยู่ในความคิดลูกไม่สามารถรับรู้อย่างลึกซึ้งในกระแสแห่งอารมณ์และ การรับรู้ต่างๆ หากปราศจากความรู้แจ้งอย่างแจ่มชัดภาย ในถึงกระแสต่างๆ เหล่านี้ ลูกจะมีความรับรู้ต่อประสบการณ์ต่างๆ อย่างผิวเผินและตื้นเขินเต็มที ลูกจะใส่ใจกับประสบการณ์ต่างๆ เหล่านั้นอย่างไม่ชัดเจน ไม่ละเอียดลึกซึ้งและในที่สุดกระแสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของ ลูกเหล่านั้นก็จะเป็นประสบการณ์ทีเป็นคุณภาพที่ต่ำที่สุด แม้ว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จในการกระทำหลายอย่าง แต่การที่ลูกแยกตนเองออกจากธรรมชาติอันแจ่มใสของจิตใจ มันจะทำให้เจ้าเสียรากฐานที่แท้จริงของชีวิต เจ้าไป ซึ่งมันจะทำให้ลูกรู้สึกหวั่นไหว ไม่มั่นคง และลูกก็จะเริ่มรู้สึกว่า ชีวิตว่างเปล่า ไร้คุณค่า เมื่อลูกไม่สามารถดื่มด่ำกับความอิ่มเอิบจากการรู้จักตนเองได้อย่างแท้จริง แล้วล่ะก็ลูกก็มักจะมุ่งหา ผู้อื่นหรือสิ่งอื่น เพื่อทำให้ลูกสบายใจหรือเป็นสุข ซึ่งมันก็เกิดมาจากเหตุ ที่ว่าลูกไม่รู้ว่าลูกขาดอะไร ลูกจึงไม่สามารถชัดเจนและ ชัดแจ้งในความต้องการที่แท้จริงของลูกได้ เพราะเหตุนี้ ลูกจึงรู้สึกผิดหวังและเจ็บปวดอยู่เสมอ ยิ่งลูกหม่นหมอง หมกมุ่น ตกหลุมความไม่เป็นสุขเท่าใด ลูกก็จะยิ่งรู้สึกโกรธ ไม่พอใจและหวั่นไหวมากขึ้น ความสัมพันธ์ และความสัมผัสต่างๆ จะมีรสชาติอันจืดชืด มันก็จะยิ่ง เป็นเหตุให้เจ้าไม่รู้จักพอมากขึ้น แล้วลูกจะทำอะไรหรือ ทำงานด้วยความไม่เป็นสุข ด้วยความไม่แจ่มใสในจิตใจ ลูกจะถูกกักขังไว้ในอารมณ์ขัดเคือง เคลือบแคลง ระแวง สงสัยและหมกมุ่น ลูกจะขาดสามัญสำนึกอันละเอียดอ่อนในตนและลูกจะถูกดึงดูดให้ตกอยู่ในวงจรของความกังวล หมกมุ่นไม่เป็นสุขอยู่ตลอดเวลา และเจ้าก็จะยิ่งดิ้นรน หมุนวน ที่จะแสวงหาความสุขความอิ่มเอิบ แต่พ่อเชื่อแน่เหลือเกินว่าลูกจะไม่มีทางได้พบกับมันเลย การแสวงหาเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอย่างซ้ำๆ ซากๆ จนกลับกลายเป็นความเคยชิน และเจ้าก็คิดว่ามันคือ แนวทางในการดำเนินชีวิตของเจ้า

ลูกรัก.....
พ่ออยากจะบอกเจ้าว่า การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ซึ่งมันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมัน ก็อาจกดดันให้ลูกต้องตามมันให้ทัน ซึ่งพ่อก็คิดว่าทุกคนรวมทั้งเจ้า ด้วยก็คงไม่ต้องการเป็นแน่ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มันจะทำอย่าง ไรได้ล่ะ เพราะมันเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งและสรรพสัตว์รวมทั้งสรรพธาตุ ก็ในเมื่อมีการเปลี่ยน แปลงมันเกิดขึ้นเป็นธรรมดาไม่มีอะไร ผู้ใดหนีมันได้พ้น สังคมและสิ่งแวดล้อมจึงหล่อหลอมและกดดันให้เจ้าได้แสดงออกเพื่อให้ดูเหมือนว่าเจ้าได้ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ได้ แต่จะมีใครบ้างเล่าที่จะยอมรับว่าเขาได้ปรับใจไปพร้อมๆ กับการปรับตัว นั้นด้วย เมื่อเรื่องมันเป็นเช่นนี้ คนที่อยู่ในสังคมก็มักจะให้ความสำคัญ ที่จะทำกิริยาอาการภายนอก เพื่อให้ผู้อื่นเขาดูว่าดี เพื่อให้ผู้อื่นเขาดูว่าตนนี้ ช่างมีเสรีอิสระเสียนักหนา แต่ภายในจิตใจนั้นเล่าอาจถูกทำลายด้วยความเครียด ความกังวล ความวิตก ความหวาดกลัว ซึ่งเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วนั้น และทุกคนก็จะรีบเร่งร้อนรน จนไม่มีโอกาสรับรู้ถึงกระแส แห่งอารมณ์ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปได้อย่างซาบซึ้งเลย แล้วก็เป็นเหตุที่มิได้ทำให้เกิด ทำให้ถึงธรรมชาติอันแจ่มใสของจิตใจตนเองได้ ลูกและทุกคนจึงจะดูยิ่งห่างเหินจากคุณภาพอันดีงามของการมีชีวิต พลังอันมากมาย ที่ลูกจะพึงได้จากตัวลูกเองก็จะสับสนและขาดหายไป อุปสรรคของจิตอันแจ่มใสจะเกิดขึ้นในวัยเด็ก

ในขณะที่เราเป็นเด็กเราจะรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับสรรพสิ่ง และเรามักยินดีที่จะแสดงความรู้สึกนั้นๆ ให้ผู้อื่นประจักษ์เสมอ แต่เพราะความกดดันจากครอบครัวและมิตรสหาย ทำให้เราต้องจำใจรับทัศนคติที่คับแคบ และรับแนวความคิดตามความมุ่งหวังของผู้อื่น และเมื่อความคิดความรู้สึก อันเป็นธรรมชาติของเราถูกยับยั้ง เราจึงเติบโตขึ้นมาภายนอกอาณาเขตของความแจ่มใสแห่งจิตของตน และเมื่อนั้นเอง ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย และจิตใจของเราย่อมถูกขัดขวางและถูกทำลายไปเราจึงไม่ตระหนักถึงความรู้สึกอันแน่แท้ของเรา เมื่อการกักขังนี้แข็งแรงและมั่นคงขึ้น โอกาสของการแสดงความรู้สึกต่างๆ ก็จะลดน้อยถอยลงไป หรือไม่ก็หมดไปจากตัวเราเลย เราจะพอใจกับการคล้อยตาม และเมื่ออายุมากขึ้น เราก็ยินยอมให้สภาพ เช่นนี้กำหนดชีวิตของเราและในที่สุดเราก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้าของ ตัวเราเอง ลูกจะกลับมาสัมผัสกับตนเองใหม่ได้อย่างไร ลูกจะทำอย่างไร เพื่อให้ลูกมีความรู้สึกอิสระเสรีปลอดโปร่งอย่างแท้จริง คำถามเหล่านี้ลูกได้เคยตั้งขึ้นเพื่อจะถามตัวเองบ้างหรือเปล่า และถ้าลูกได้ถามตัวเองได้เช่นนี้ พ่อก็จะแน่ใจได้ว่า ลูกเริ่มที่จะมองหาธรรมชาติอันแจ่มใสภายในจิตใจของ ลูกอย่างชัดเจนขึ้นแล้ว ลูกก็จะได้พบกับความสว่างที่ทำให้ลูกมีแนวทางดำเนินชีวิตอย่างสมดุลงอกงามต่อไปได้ ความชัดเจนในการมองตนเองนี้แหละมันเป็นการเริ่มต้น ของความรู้แห่งตน และความรู้แห่งตนจะเกิดขึ้นได้ง่ายโดยการสังเกตดูจากการทำงานของจิตและร่างกายของลูกอยู่เสมอลูกสามารถฝึกการสังเกตภายในกายและจิตใจของตนเมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหน ก็ได้ ไม่ว่าลูกกำลังจะทำอะไรอยู่ โดยการสังเกตที่จะใส่ใจต่อการเกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลงของการทำงานและความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ที่เกิด

ลูกจะเห็นว่าสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงและอารมณ์ มันมีอิทธิพลต่อร่างกายและจิตใจจนยากที่จะฝืนทีเดียวหละ แต่ถ้าลูกเพียรพยายามเพิ่มขึ้นสักนิดเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการมองเข้ามาสู่ภายในกายของตน ลูกก็จะเกิดพลังและแนวความคิดใหม่ๆ ที่จะเชื่อมระหว่างกายกับจิตให้ผสม ผสานกลมกลืน สอดคล้องต่อการมีชีวิตอย่างธรรมชาติ และการทำงานที่ไหลลื่นมิได้ฝืนกับอะไร ลูกจะเกิดพลังจากการที่มองตนเองอย่างชัดเจนนี้ขึ้นมากมายซึ่งจะก่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีคุณภาพ ลูกจะดำเนินเข้าสู่กระแสแห่งชีวิตและหนทางแห่งการเรียนรู้ตนเองอย่างมีคุณภาพต่อไป ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันส่งเสริมต่อการกระทำของลูกให้แจ่มใส สดชื่น ทุกอิริยาบถ อีกด้วย

เมื่อลูกได้สังเกตธรรมชาติแท้ภายในของลูกอย่างไตร่ตรองแล้วละก็ลูกจะพบว่า ลูกได้กักขังตนเองอย่างไรและความรู้สึกแห่งธรรมชาติภายในได้ถูกจำกัดไว้อย่างไร และตอนนี้เองที่ลูกจะสามารถให้พลังและความรู้สึกเหล่า นั้นหลั่งไหลออกมา พลังเหล่านี้จะถูกนำมาใช้อย่างมีประโยชน์สูงประหยัด สุดเมื่อลูกสงบนิ่ง ซื่อตรง และยอมรับตนเอง ความเชื่อมั่นของลูกจะเกิดขึ้น ลูกจะสามารถเรียนรู้วิถีทางใหม่ ๆ และแนวทางอันดีงามที่จะรู้จักตนเองมากขึ้น และที่เกิดจากการรู้จักตนเองด้วย เมื่อเครื่องมือแห่งการรับรู้ของ ลูกแจ่มใสสะอาด ทั้งยังมีการเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา นั้นก็คือจิตที่สะอาด ปราศจากความปรุงแต่ง ซึ่งผู้อื่นอาจจะเรียกมันว่า "สมาธิ" ก็คงจะไม่ผิด ใครจะเรียกอะไรอย่างไรก็ได้ แต่สำหรับพ่อแล้ว มันก็คือตัวการกำหนดพลัง ที่พ่อจะสามารถจะใช้มันได้ตามความต้องการ การมีสมาธินั้นมิใช่การฝึกวินัยอย่างเข้มงวดกวดขันตายตัว แต่มันหมายถึง การผ่อนคลาย การทำใจให้สงบอย่างธรรมชาติที่สุด

เจ้าจงใจจำไว้ด้วยนะว่า พ่อพูดว่าการมีสมาธินั้นมิใช่การฝึกวินัยอย่างเข้มงวดกวดขันตายตัว แต่มันหมายถึงการผ่อนคลาย การทำใจให้สงบอย่างธรรมชาติที่ สุด สมาธิที่ลูกต้องการนั้น มันควร จะรวมกับกายและใจ ด้วยความรู้สึกผ่อนคลายแบบสบายๆ อันเป็นคุณภาพที่อ่อนโยนไม่เข้มงวดตายตัว ลูกสามารถทำสมาธินี้ได้ แม้ในการทำงานโดยการทำงานทีละอย่างอย่างทุ่มเท จดจ่อ ให้ความสนใจทั้งหมดแก่งานอย่างเต็มที่และละเอียดถี่ถ้วน ใส่ใจอย่างต่อเนื่อง จนงานนั้นเสร็จเรียบร้อย

ในขณะเดียวกันก็อย่าทำงานด้วยความกังวล อย่าทำงานด้วยความเครียดและก็อย่าผูกใจไว้กับผลงาน เมื่องานเสร็จ เพราะการผูกใจไว้กับผลของงาน เมื่องานนั้นได้ผล ลูกก็จะประมาทได้ใจ แต่ถ้าผลของงานนั้นเสียลูกก็จะต้องเสียใจ ลูกควรจะทุ่มเท สนใจ ผูกใจ เฉพาะในขณะที่ทำงานนั้นๆ เท่านั้น แล้วลูกก็จะพบกับความชัดเจน ความเข้าใจลึกซึ้งถี่ถ้วนขึ้น นี่คือการทำงานตามวิถีทางแห่งธรรมชาติด้วยความโปร่งใจ แจ่มใสและสงบความรู้เนื้อรู้ตัวของลูกก็จะเกิดขึ้น และมีความละเอียดอ่อนที่จะถึงการไหวแห่งความคิดที่เจ้าจะสามารถรับรู้และรู้สึกถึงการไหวแห่งความคิด อารมณ์ และการกระทำ ความรู้เนื้อรู้ตัวจึงเป็นการรวมตัวของพลังอำนาจ ลูกจะเกิดความชัดเจนใสสะอาดใสสำนึกของตน ซึ่งมันก็สามารถสัมผัสได้แม้กระทั่งความเล็กน้อยที่สุดของประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ หากปราศจากความรู้เนื้อรู้ตัวแล้ว แม้ว่าลูกจะให้ความใส่ใจ และเพียรพยายามจะสัมผัสซึมซาบกระทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความชัดเจน แจ่มใสเพียงใด ลูกก็จะเหมือนกับเด็กเล็กๆ ที่สร้างปราสาททรายเอาไว้ชายทะเล โดยไม่คำนึงว่าคลื่นลมจะทลายมันลงไปในเวลาอันรวดเร็ว

พ่ออยากจะพูดให้เจ้าได้ฟังอีกสักครั้งหนึ่งว่า หากว่าเจ้าปราศจากความรู้เนื้อรู้ตัวแล้ว แม้ว่าลูกจะให้ความใส่ใจและเพียรพยายามจะสัมผัสซึมซาบต่อการกระทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความชัดเจน แจ่มใสเพียงใดลูกก็จะเหมือนกับเด็กเล็กๆ ที่สร้างปราสาททรายเอาไว้ชายทะเล โดยไม่คำนึงว่าคลื่นลมจะทลายมันลงไปในเวลาอันรวดเร็ว เพราะความรู้เนื้อรู้ตัวทำให้เกิดความมั่นใจต่อลูก มันจะทำให้ลูกเกิดความมั่นใจต่อสิ่งที่ลูกทำ ลูกจะทำมันด้วยพลังความสามารถของลูกอย่างเต็มที่และลูกก็สามารถพัฒนาความรู้เนื้อรู้ตัวโดยมีความชัดเจนในการคิดพิจารณาต่อกิจการงานที่กำลังจะทำ ลูกลองสังเกตวิธีการทำงานของลูกซิว่าลูกเริ่มต้นอย่างไร และมันได้ดำเนินไปอย่างไร ลูกได้เข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่ว่าลูกต้องการอะไร ลูกได้วิเคราะห์คำนวณล่วงหน้าถึงผลของงานก่อนที่ลูกจะทำหรือเปล่า และลูกแน่ใจแล้วหรือว่า การวิเคราะห์คำนวณพิจารณาถึงผลของงานนั้น มันเป็นการวิเคราะห์ด้วยทัศนคติที่ละเอียดเรียบร้อยกว้างขวางเพียงพอ ลูกได้ใส่ใจมันอย่างชัดเจนขั้นตอนในการทำงานของลูกมากน้อยเพียงไร

คำถามที่มากมายเหล่านี้ พ่อมิใช่ที่จะถามเจ้าเพื่อให้เจ้าไปตอบชิงรางวัล แต่พ่อถามเจ้าเพื่อเจ้าจะได้มีไว้ถามและหาคำตอบให้แก่ตนเอง เมื่อ มีคำถามก็ต้องหาคำตอบ เมื่อค้นหาคำตอบผู้ตอบย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ในขณะที่ลูกค้นหาคำตอบเพื่อการพัฒนาความรู้เนื้อรู้ตัวอยู่นี้ ลูกก็จะเห็นถึงการขาดความเอาใจใส่ว่ามันมีผลต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตของลูกอย่างมากทีเดียว หากลูกทำงานและดำเนินชีวิตด้วยความเอาใจใส่อย่างรู้เนื้อรู้ตัว การดำเนินชีวิตและการเคลื่อนไหวในความคิดของลูกก็จะงดงามราบรื่น ความรู้สึกนึกคิดของลูกก็จะมีแต่ความชัดเจนเป็นระบบ ชีวิตและการงานก็จะเพิ่มพูนด้วยประสิทธิภาพ เนื่องจากลูกได้ทำให้เกิดความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์กับขั้นตอนแต่ละขั้นในการทำงาน

เมื่อลูกทำได้เช่นนี้ ลูกก็จะรู้สึกถึงผลของงานที่ลูกได้กระทำนั้นในทันทีที่ได้ทำ และมันก็จะเป็นแรงจูงใจให้ลูกได้เกิดแนวความคิดใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ต่อการทำงาน อีกทั้งลูกยังจะมีความรู้สึกที่จะปิดกั้นความลืมหลง และผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นแก่ลูกได้อีกด้วย นอกจากนี้แล้ว ความแจ่มใส ความรู้เนื้อรู้ตัว ก็ยังจะทำให้ลูกมีความเข้าใจอันละเอียดถี่ถ้วนในความรู้สึกนึกคิด และในการกระทำของลูกเอง ความชัดเจนใสสะอาดในการรับรู้ ความโปร่งใสแจ่มใส ความสงบและความรู้เนื้อรู้ตัวนี้ ลูกจะไม่สามารถเรียนรู้จากห้องเรียนได้เลย หรือจากหนังสือ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้คือสาระแก่นสารของธรรมชาติแท้ในมนุษย์ ซึ่งลูกจะต้องเรียนรู้ได้ จากตัวของลูกเองเท่านั้น ความมั่นใจในการเรียนรู้และการรู้จักตัวเองนี้ จะช่วยให้ลูกสามารถควบคุมกำหนดทิศทางและเป้าหมายของชีวิตลูกได้ การกระทำของลูกหลังจากมีการกำหนดทิศทาง เป้าหมายอย่างมั่นใจ มันจะเต็มอิ่มไปด้วยความร่าเริง เบิกบานอย่างอิสระชีวิตและงานของลูกจะให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง เบาใจ ซึ่งจะคอยประคับประคอง ทะนุถนอมในทุกสิ่งที่ลูกกระทำ แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ ชีวิตของลูกก็จะกลับกลายเป็นงานศิลปะ จะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจ ระหว่างการเรียนรู้และประสบการณ์ของชีวิตในแต่ละขณะ ลูกจะสามารถเชื่อถือและพึ่งตนเองได้ ลูกจะมีความโปร่ง รู้สึกโปร่งเบา ใสสะอาด ชัดเจนอย่างยิ่งยวด สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกมีความคิดได้อย่างฉลาด แจ่มใส ชัดเจน เมื่อความรู้สึกอันนี้เกิดขึ้น มันจะทำให้ลูกได้มีความเชื่อมั่นตนเองมากขึ้นอีก

ลูกรัก...
ความโปร่งใจ แจ่มใน สงบและรู้เนื้อรู้ตัวนี้ มันอยู่ในคนทุกคน มันขึ้นอยู่ที่ว่า คนใด จะสามารถพัฒนาให้ถึงมันและนำมันออกมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก และถ้าผู้ใดสามารถพัฒนาและนำมันออกมาใช้ได้แล้ว มันจะทำให้ผู้นั้นเห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง เขาจะเกิดความเข้าใจ ความสงบอย่างสันติ ทั้งยังจะทำให้เกิดความงอกงามในทางร่างกายและจิตใจ ชีวิต การงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสรรพสิ่ง จะยิ่งเพิ่มพูนคุณค่าและความหมายมากขึ้น อีกทั้งยังจะเกิดความรู้สึกอิสระเสรีในการมีชีวิต ชีวิตที่แท้จะเกิดความปิติอย่างล้ำลึก ยาวนาน ในการเกิดและการมีชีวิต

ลูกรัก
รื้อขยะเก่าทิ้งไป
ไม่เพิ่มขยะใหม่ลงไป
ทำของที่ดีอยู่แล้วให้ผ่องใส
กิจพระศาสนา

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ธรรมะอิสระ
หมายเลขบันทึก: 58785
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

บทที่ 2 คุณค่าแห่งการเรียนรู้
"ลูกรัก"
เจ้าจะรู้ไหมว่า ชีวิตของลูก ทุกๆ วินาทีมันเป็น โอกาสของ การเรียนรู้ประสบการณ์ ทุกขณะที่ลูกได้พบและได้สัมผัส จะนำความอิ่มเอิบ และรสชาติให้แก่ชีวิตของลูกทุกสิ่งในชีวิตของลูก ลูกสามารถจะเป็นผู้กำหนด แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตของ ชีวิตลูกก็ตามขอเพียงลูกพยายามให้ดีเยี่ยมที่จะเรียนรู้ชีวิตในปัจจุบัน ให้ชัดเจน มันจะเป็นเหตุให้ลูกกระทำกิจ กรรมในปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์ และเมื่อวินาทีนี้มันผ่านพ้นไป มันก็จะเท่ากับว่ามันจะทำ ให้เจ้าเป็นผู้กำหนดอดีตอันสดใสให้แก่ตัวลูกเอง สำหรับอนาคตนั้นเล่าที่จะปรากฏในกาลข้างหน้ามันก็ย่อมแน่นอนเหลือเกินกว่า เมื่อลูกเพียรพยายามปูพื้นฐาน ในปัจจุบันของตนให้แจ่มชัดและแจ่มใส สมบูรณ์อนาคตของลูกก็ย่อมมีแต่ความงอกงามรุ่งเรืองและสดใส แต่มันก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวของลูกเองอีกเหมือนกันว่าลูกจะตระหนักว่า ชีวิตทุกขณะจิตของลูกได้แสดงออกโดยคุณภาพอันสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจอันบริสุทธิ์ให้แก่งานประจำวัน ประจำชีวิตของลูกได้มาก แค่ไหน มันจึงจะเป็นโอกาสให้ลูกได้พัฒนาความสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นต่อชีวิตของลูกเอง

ลูกรัก....
หากลูกให้พลังงานทั้งหมดของลูก ให้หัวใจและแรงกายทั้งหมด แก่งาน งานก็จะเป็นรากฐานอันมั่นคงที่ลูกจะสามารถสร้างชีวิตของลูกให้มีความหมายอันสมบูรณ์ให้แก่ชีวิตลูกได้ และมันจะเป็นช่องทาง ให้เจ้านำความคิดออกมาใช้ให้เป็นการกระทำ งานมักจะต้องการให้เราทำอะไรบางอย่างเสมอ ดังนั้น มันจึงทำให้ลูกเกิดความรู้สึกชอบที่จะทำอะไรให้สำเร็จ ซึ่งหาไม่ได้จากแหล่งอื่น ชีวิตของลูกจะเต็มไป ด้วยความหมายและความสุข เมื่อลูกรู้จักทะนุถนอม เอาใจใส่งาน และถ้าเจ้าเลือกที่จะทำงานที่ยากๆ และได้เพียรพยายามกระทำมันอย่างดีเยี่ยมแล้ว ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ อย่างน้อยๆ มันก็จะทำให้เจ้าได้เพิ่มพูนประสบการณ์และความภาคภูมิให้กับตัวเจ้าเอง แต่ ถ้างานไม่ได้มีสาระแห่งความเบิกบานดังกล่าวมานี้นั่น มันอาจเป็นเพราะเจ้าไม่ได้ทุ่มเทใส่ใจและพลังทั้งหมดให้แก่งานนั้น ๆ การให้คุณ ค่าแก่งานหมายถึง การให้พลังอันเต็มที่ทั้งหัวใจและความรู้สึกนึกคิด แก่งาน และโดยการให้คุณค่าแก่งานเช่นนี้ ลูกสามารถจะเปลี่ยนแปลง ความหงุดหงิด ความเบื่อหน่าย ซึ่งก็มักพบเสมอในขณะที่ทำงานทั้งยังจะเป็นแรงจูงใจอันใหญ่หลวงที่จะทำให้ลูกกล้าเผชิญกับงานอันหนักหนาและสลับซับซ้อนด้วยจิตใจอันเบิกกว้าง ปลอดโปร่งลูกจะเต็มใจที่จะทำงานทุกอย่าง

ลูกรัก....
การให้คุณค่าแก่งาน การมีความชอบหรือรักในงาน จะปราศจากความหมายเลย หากลูกมองว่า งานเป็นแต่เพียงเครื่องหากินเท่านั้น เพราะมันจะกลับทำให้ลูกเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะต้องมาทำอะไรซ้ำๆ ซากๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่ถ้าลูกมามองว่างานคือวิถีทางแห่งการเรียนรู้ และมันเป็นประสบการณ์อันดื่มด่ำและน่าภาคภูมิใจของชีวิตอย่างดียิ่ง ลูกก็จะรู้สึกรักมันไม่เบื่อหน่ายในการที่จะทำมัน ลูกจะทำงานได้ทุกอย่าง ทุกเวลาที่มันมีให้ลูกทำ ลูกจะเห็นคุณค่าของ การทำงาน ซึ่งมันจะช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นภายในตัวของลูกเอง ทั้งยังจะกลายเป็นตัวอย่างอันดีงามให้คนอื่นได้ทำตามอีก ด้วย ลูกสามารถค้นพบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการงานได้ให้แก่ลูก มิใช่ค้นหาความสำเร็จจากการขอหรืออ้อนวอน เมื่อลูกเริ่มต้นทำงานในตอนเช้าอันสดใส ขอให้ลูกใช้เวลาก่อนที่จะลงมือทำมันสักเล็กน้อย เพื่อเตรียมการสำรวจใคร่ครวญหาเหตุและผล เพื่อให้ได้วิถีทางใหม่ๆ ที่จะนำมาทำงานให้มีประสิทธิภาพ และเป็นการช่วยให้ ลูกได้รับรู้ถึงทิศทางที่แน่นอนชัดเจนในการใช้พลังเพื่อการทำงานให้ตรงตามเป้าหมายโดยมิได้อ้อมค้อมให้เสียเวลา ทั้งยังเป็นการประหยัด พลังงานให้อีกด้วย เมื่อลูกรู้จักทิศทางที่แน่นอนชัดเจนตรงตามเป้าหมายของงานแล้ว ลูกก็ลงมือทำมันด้วยความใส่ใจใส่พลัง ที่พร้อม ไปด้วยความรู้สึกเบิกบานร่าเริงและแจ่มใส ขณะที่ลูกกำลังกำหนดทิศ ทางของงานที่ทำอยู่นั้น ลูกต้องอย่าลืมว่าลูกต้องใคร่ครวญดูว่าลูกต้องการอะไร การที่ลูกสามารถใคร่ครวญ ดูว่าลูกต้องการอะไรได้นั้น ถ้าเผอิญจิตใจมันคิดกว้างไกลออกไปซึ่งผิดแนวทางแห่งความต้อง การในขณะที่ทำงานลูกต้องทำแต่เพียงเป็นผู้ดูแลและควบคุมมันให้ได้ แล้วค่อยๆ เลื่อนความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดให้เข้ามาหาตัวลูกเองอีกครั้ง

ลูกรัก....
ถ้าเจ้าจะตั้งปัญหาถามพ่อว่า จะทำงานมันมาเกี่ยวอะไรกับการ เลื่อนความรู้สึกนึกคิดให้เข้ามาหาตัวเอง พ่อก็จะต้องรีบตอบเจ้าว่าการ ให้ความสำคัญต่อการใส่ใจต่อตนเองมันก็เป็นงานชนิดหนึ่งที่จำเป็น และทุกครั้งที่เจ้าจะทำงานนอกตัว เจ้าควรจะทำงานภายในตัวของเจ้า เสียให้เสร็จก่อน เพราะมันเป็นบ่อเกิดแห่งพลังสมาธิที่เจ้าจะนำออกไปใช้กับงานแต่ละงาน พลังที่ได้จากการใส่ใจ เพื่อจะรวบรวมความรู้สึกนึกคิดให้คงอยู่ในตนเองนี้ มันจะคอยทำหน้าที่หนุนนำให้ลูกได้ทำการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสำเร็จก่อนที่ลูกจะหันไปหางานอื่นๆ

ลูกรัก....
การที่ลูกทำงานด้วยวิถีทางดังกล่าวมานี้ มันสามารถจะขจัดความ คิดที่ว่าเราช่างมีงานมากเกินไป หรือไม่มีเวลาทำมันเลย โดยการวาง ทิศทาง และเป้าหมายของงานอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งมุ่งมั่นตั้งใจทำ ในงานนั้นๆ ลูกจะสามารถทำงานให้สำเร็จได้มากกว่าที่คิดเสียอีก เมื่อ การทำงานทุกอย่าง อยู่ในวิถีทางที่เยี่ยมยอดดังกล่าวมานี้ จิตใจของ ลูกก็จะรู้สึกแจ่มใสสดชื่น ร่างกายก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ถึงแม้ว่า ลูกอาจจะไม่บรรลุถึงเป้าหมายทั้งหมดที่ลูกได้ตั้งเอาไว้ก็ตาม แต่มัน ก็จะทำให้ลูกมีประสบการณ์และพลังงานมากขึ้น มันจะทำให้ลูกสามารถที่จะทำอะไรๆ ได้มากขึ้นในอนาคตอีกด้วย การทำงานอย่าง ดีเยี่ยมจะเป็นแบบฝึกหัดที่ดีแก่ร่างกายและจิตใจความสำนึกถึงการ ทำงานอย่างอ่อนโยน มันจะทำให้ลูกสามารถกำหนดทิศทางพลังงาน ของตนเอง ให้มุ่งตรงไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ เมื่อ เป็นเช่นนี้ชีวิตในแต่ละวันของลูกจะดำเนินไปอย่างราบรื่น และเป็นสุข แทนที่จะรู้สึก เครียดและอ่อนล้า ลูกจะรู้สึกเป็นสุขสดชื่นเมื่อได้ทำการงาน ความเจริญ งอกงามที่แท้จริงเกิดขึ้นได้จากการผสมผสานความชำนาญที่ใช้พลังงานและจิตใจอันเบิกบานให้เข้าด้วยกันแล้วนำมันมาใช้ในการทำงาน และถ้าลูกมีความสำนึกอยู่เสมอว่าการทำงาน คือการเรียนรู้และฝึกฝน ซึ่งจำเป็นต้องให้มีขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ล่ะก็ ความขุ่นข้องหมองใจและความสับสนจะลดน้อยถอยไป มันจะทำให้ ลูกได้รู้จักตนเองมากขึ้น ลูกก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เป็นโทษขุ่นมัวให้เป็นประโยชน์และโปร่งใสมากขึ้นลูกสามารถจะสร้าง โลกใหม่ที่มีแต่ความสดใสให้แก่ตัวลูกเอง ถึงแม้จะมีปัญหาเกิดขึ้น แต่ลูกจะมองปัญหานั้นๆ ว่านั่นคือวิถีทางแห่งการขยับขยายประสบการณ์ให้เบิกกว้าง และเป็นทางให้เกิดพลังอย่างวิเศษทีเดียว

บ่อยครั้งทีเดียวแหละที่ลูกเผชิญกับงานที่แสนยากและหนักใจ จิตใจของลูกจะสร้างกำแพงขวางกั้น โดยการปฏิเสธต่องานนั้นทันที ถ้าเป็นเช่นนี้ ความกังวลและความกลัว ความท้อแท้ท้อถอยก็จะเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้มันจะเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการทำงาน ไม่ใช่เพราะแค่นี้ ลูกจะหันเหความสนใจไปเลือกทำแต่งานที่ง่าย ซึ่งในสายตาของผู้อื่นเขาจะมองดูลูกว่าเป็นคนอ่อนแอ เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว ไม่น่าคบหา กลายเป็นผู้ที่มักถูกตำหนิว่าอยู่เป็นนิจ และถ้าลูกต้องการแก้ภาพพจน์ของตัวลูกเอง มันก็ไม่ยาก เรื่องมันก็เพียงแค่ ลูกต้องให้ความสำคัญและใส่ใจต่องานทุกชนิด ไม่ว่างานจะง่ายหรือยาก ลูกต้องถือเสมือนว่า งานที่เกิดขึ้นแก่ลูกคือ ความไว้วางใจที่โลกและสังคมได้ให้โอกาสแก่เราที่จะเรียนรู้

"งาน" คือ ตราชูที่คอยวัดกำลังใจ ความเสียสละ ความอดทน ความเข้มแข็ง งานคือวิถีทางที่แสดงถึงคุณค่าของการมีชีวิต งานคือแก้วสารพัดนึกที่วิเศษสุดที่จะทำให้ลูกได้อะไรๆ หลายๆ อย่างจากมัน เมื่อลูกทำความเข้าใจต่องานทั้งยากและง่ายได้ดังนี้ ลูกก็จงลงมือกระทำมันอย่างจริงจังและจริงใจ ผู้คนทั้งหลายเขาจะได้ไม่มองเจ้าไปในเชิงลบอีกต่อไป

การให้ความสำคัญต่องานดังกล่าวมาแล้วนั้น ลูกจะสามารถทำงานทั้งยากและง่าย ได้อย่างมีความโปร่งใส ปราศจากอุปสรรคใดๆ แม้แต่ลูกจะเหน็ดเหนื่อยสักปานใด ลูกก็จะสามารถค้นพบแหล่งแห่งการเกิดพลังในการทำงาน แหล่งพลังนั้นก็คือ การจดจ่อ จับจ้อง จริงจัง ต่อการรวบรวมความรู้สึกนึกคิดให้เข้าสู่ตัวลูกเอง เพราะความรู้สึกนึกคิดนั้นคือพลังงาน ลูกจึงมีความจำเป็นต้องรวบรวมเพื่อไม่ให้พลังงาน หรือความรู้สึกนึกคิดนั้นๆ แตกกระสานซ่านเซ็นออกไป ครั้นเมื่อลูกสามารถรวบรวมพลังงานได้แล้ว ลูกก็ใช้พลังงานไปในการทำงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เราทุกคนมีพลังงานอันมากมายนี้ เพียงแต่ลูกต้องรู้จักใช้วิธี หรือรู้จักวิธีใช้มันอย่างเหมาะสมเท่านั้นเอง เมื่อลูกได้เข้าถึงความสำเร็จของงานแล้ว ลูกจะรู้สึกได้ว่าลูกยังมีเวลาเหลืออยู่อีกมาก เพราะการทำงานด้วยจิตใจที่จดจ่อ จริงจัง และใช้พลังอย่างต่อเนื่อง มันจะช่วยให้งานนั้นๆ สำเร็จได้เร็วโดยพลัน มันจะทำให้ลูกเป็นผู้ที่สามารถควบคุมการใช้เวลา และพลังงานอย่างประหยัด พร้อมทั้งมีประโยชน์งานจะมีคุณค่า ทำให้ลูกเกิดความเบิกบานและมีพลัง ลูกจะเริ่มรู้สึกถึงคุณค่าและความหมายของงานเพิ่มขึ้น โดยมิต้องลำบากต่อการที่จะฝึกปรือเพื่อให้รู้จักความหมายอีกต่อไป การให้คุณค่าและความหมายแก่งานนี้จะมีรางวัลในตัวมันเอง แล้วก็จะมีรางวัลให้แก่ตัวลูกเองด้วย การให้คุณค่าแก่งานเป็นเคล็ดลับนำให้เกิดความงอกงามแจ่มใส ชื่นบานในงานที่ลูกทำ

ลูกรัก...
เจ้าจงจำไว้เถิดว่า เมื่อเจ้าให้คุณค่าแก่สิ่งใดก็ตาม ความรู้สึกตื่นตัวอย่างละเมียดละไม จะประคับประคองส่งเสริมเจ้าเอง งานที่ลูกทำจะกลายเป็นแหล่งแห่งความรู้อย่างลึกซึ้ง และเจ้าจะมีความรู้สึกลึกๆ ที่จะขอบคุณต่อผู้ให้งานและงานนั้นๆ อย่างอ่อนโยน พ่อจึงกล้าที่จะบอกเจ้าดังว่า งานคือความเบิกบานของชีวิต มันเป็นแหล่งกำเนิดพลัง เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างล้นเหลือ ที่ลูกจะต้องทะนุถนอมและจะยอมสูญเสียมันไปมิได้แม้แต่วินาทีเดียว ลูกควรจะรักษาคุณสมบัติของความเบิกบานในชีวิตอันนี้ไว้ จนถึงที่สุดของการมีชีวิตทีเดียวแหละ

บทที่ 3 ความสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิด
พลังงานอันเกิดจาก การรวบรวมความรู้สึกนึกคิด ให้ผนึกเป็นหนึ่ง เดียวกันกับกายและใจ นับว่าเป็น ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในการมีชีวิตเพราะว่ามันเป็นสิ่งเดียว ที่อยู่ติดตัวเรามาตลอดตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ทั้งยังเป็นเครื่องบอกถึง คุณประโยชน์ที่ลูกจะนำ มาสร้างสรรค์ชีวิตและกิจกรรมการงานหน้าที่ สรรพสิ่ง ให้มีความสมบูรณ์ เพิ่มพูนคุณประโยชน์ให้แก่ชีวิตและสังคมโลกและจักรวาล ลูกจึงต้องยอมรับว่าร่างกายจิตใจและความรู้สึกนึกคิดเป็นสิ่งแสดงออกของพลังงานอันมีคุณค่านี้ เมื่อใดที่ลูกเปิดใจให้กว้างต่อการเรียนรู้ ต่อ การมอง และรับเหตุผลของสรรพสิ่ง ความคิด จิตใจ ร่างกายพลังงาน จะผสมผสาน กลมกลืน สอดคล้องต่อการสัมผัสและรวมกันทำกิจกรรมการงานหน้าที่ อย่างเต็มความสามารถ สิ่งที่ลูก จะได้รับนอกจากผลสำเร็จของหน้าที่การงานแล้ว ยังแถมพกไปด้วยประสบการณ์อันมี คุณค่าพร้อมทั้งความดื่มด่ำจากสาระของ ชีวิตอย่างเต็มอิ่มอีกด้วย

ขณะที่ลูกอยู่ในวัยเยาว์ กระแสดแห่งพลังของลูกจะเข้มข้น มากมายอาจเป็นเพราะจิตใจของลูกยังคงความบริสุทธิ์แจ่มใส ลูก จึงสามารถกระทำกิจกรรมใดๆ ให้สำเร็จได้อย่างง่ายดาย หรืออาจ เป็นเพราะลูกมีพลังให้ใช้อย่างมากมาย รวมทั้งได้มันมาอย่างง่าย ดายเกินไป ลูกจึงใช้มันอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย สุรุ่ยสุร่าย ดูเหมือน เป็นสิ่งไร้ค่า ลูกใช้มันแค่จุดมุ่งหมายส่วนตัวและกับสิ่งที่พอใจเท่านั้น ซึ่งดูช่างไม่ฉลาดเอาเสียเลยแทนที่ลูกจะใช้มันในทุกๆ สิ่ง ทุกๆ ส่วนกับกิจกรรมของชีวิตประจำวันและบางทีลูกอาจคิดว่าการ ปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงงานหนักชีวิตอาจจะมีความสุขขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะลูกเพียงต้องการจะเก็บเวลาและพลังงานไว้ใช้กับสิ่งที่เจ้าอยากทำเท่านั้น ลูกอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่า ความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นจากความเพียร พยายาม อดทน อดกลั้น จริงจังและตั้งใจ การ ปฏิเสธหลีกเลี่ยงงานทุกชนิด นั่นแสดงว่า เจ้าไม่รู้จักใช้พลัง เจ้าคงไม่รู้หรอกว่าพลังที่มีอยู่ในตัวเจ้านั้น ถ้าเจ้ายิ่งใช้ให้มันทำกิจกรรม การงานต่างๆ มากเท่าไร ประสบการณ์และการเรียนรู้ก็จะยิ่งเพิ่ม พูนมากขึ้น นั่นแหละคือวิธีการเพิ่มพูนพลังของเจ้าเองแล้วแหละ ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะเจ้าไม่รู้จักใช้พลังอย่างชาญฉลาด เจ้าจึง ปล่อยให้พลังสูญเสียไป มันเป็นการลดโอกาสแห่งความเจริญ งอกงามของตัวลูกเอง ชีวิตก็จะกลับกลายเป็นความหลับใหล หลง โดยไม่รู้จักตื่น

ลูกรัก....
ถ้าเจ้าจะรู้สักนิดว่าพลังงานและชีวิตที่สูญเสียไปกับเวลานั้น เจ้าจะไม่มีโอกาสเรียกร้องมันกลับคืนมาได้เลย พ่อเชื่อว่า ที่เจ้ายอมสูญเสียมันไปนั้น อาจเป็นเพราะเจ้าคงมีความเชื่อว่า ชีวิตและ กาลเวลาทั้งหมดในโลกของเจ้าลูกจึงมักทำอะไรๆ อย่างเชื่องช้า เชือนแช คอยแต่จะผัดวันประกันพรุ่งออกไปเรื่อยๆ ไม่พยายาม ที่จะทำมันสักที ขืนปล่อยให้มันเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วละก็ พ่อก็อยากจะเตือนเจ้าว่า ชีวิตที่ผ่านมาและที่กำลังจะผ่านไปของเจ้าคงจะไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังหลับใหลและละเมอเพ้อพก ไม่มีสาระแก่นสารอะไรกับการมีลมหายใจของลูกเป็นแน่ การที่ลูกยอมให้พลังงานและกาลเวลาสูญเสียไป ผลที่ได้รับคือความรู้สึกว่างเปล่าต่อการมีชีวิต เจ้าจะรู้สึกว่าได้ ขาดหายอะไรไปบางอย่าง มันจะทำให้ลูกมองเห็นสิ่งที่ลูกจะต้องทำมีความสำคัญแค่เล็กน้อย เท่านั้นเอง พลังงานและเวลาที่สูญเสียไปเหตุอาจจะเกิดจากความ ไม่ใส่ใจต่องานในทุกแง่ทุกมุมและทุกงาน แล้วก็ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นมันผ่านเลยไป โดยมิได้มีการเรียนรู้ฝึกฝนหรือลงมือกระทำเลย แต่เจ้าอาจจะกระทำหรือเจ้าอาจจะกระทำแต่เป็นการกระทำด้วยความซังกะตาย ไม่ได้ให้ความสำคัญและไม่ใส่ใจสักเท่าไหร่ มันย่อมแน่นอนเหลือเกินว่า สิ่งเหล่านี้ คงไม่เกิดประโยชน์สักเท่าไหร่ เป็นแน่ แล้วถ้าขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ครั้นเมื่อถึงยามที่เจ้าแก่เฒ่าลง ลูกจะต้องรู้สึกเสียใจต่อพลังและเวลาที่สูญเสียไปโดยไร้ประโยชน์

เฮ้อ....เจ้าจะรู้สึกท้อแท้และก็ท้อถอย เมื่อ มีใครเขาใจอารีย์มาชักชวนให้ลูกได้กลับเข้ามาขวนขวายหาประโยชน์ ลูกก็จะบอกกับเขาไปว่ามันสายเกินกว่าที่จะทำอะไรมันได้แล้ว ซึ่งพ่อก็จะต้องค่อยๆ ตะโกนออกมาว่า โอ้หนอ...ดูช่างน่าสมเพช เสียจริงๆ

ลูกรัก....
พ่ออยากจะเตือนเจ้าให้ได้รู้สึกตัวเอาไว้ว่า กาลเวลา มันคือเครื่องพาและผลาญชีวิต พร้อมทั้งสรรพสิ่ง ฉะนั้น เจ้าจะทิ้งให้มันผ่านไปเสียเฉยๆ กระนั้นหรือ ถ้าเจ้าไม่ต้องการให้ประโยชน์ของชีวิตสูญเสียไปเช่นนี้ ลูกก็ ต้องลงมือกระทำต่อทุกๆ กิจกรรม การงานอย่างจดจ่อ จริงจังและใส่ใจ พร้อมด้วยความสังเกตวิเคราะห์พิจารณา เพื่อให้รู้ถึงจุดดี จุดด้อย จุดได้ และจุดเสียของ งาน ผลของงาน ชีวิต และวิธีการทำงาน ลูกจะได้เรียนรู้ และทำการวางแนวทางจุดมุ่งหมายให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง มันจะได้เป็นเครื่องมือทำให้เจ้าปิดกั้นความสูญเสียและได้เข้าถึงความสำเร็จของ การงานและชีวิต แต่ถ้าลูกทำมันโดยไม่ได้สังเกต วิเคราะห์พิจารณา ลูกจะใช้เวลาและพลังไปอย่างไม่บันยะบันยัง ซึ่งดูๆ แล้วก็ไม่ค่อย จะเหมาะสมกับงานนั้นๆ สักเท่าไหร่

ตัวอย่างเช่น งานใดเล็กๆ น้อยๆ ลูกกลับใช้เวลาพลังให้หมดไปกับมันอย่างมากมาย แต่กับงานที่ละเอียดอ่อนประณีต ลูก กลับไม่ให้ความสำคัญกับมันเลย ถ้าจะพูดกันให้ถูกต้องจริง ๆ แล้ว ละก็ การขาดความสังเกตวิเคราะห์พิจารณานั้น มันจะทำให้เจ้าไม่สามารถจะรู้เสียด้วยซ้ำไปว่า งานอย่างไหนเล็กน้อย อย่างไหน ละเอียดอ่อนประณีต มันจึงทำให้เจ้าพลาดหวังต่อประโยชน์และผลของงานที่เจ้าทำ แล้วทีนี้ ทีนี้อะไรจะเกิดขึ้นล่ะ อ้าว...ก็ความผิดหวังไงล่ะ ความผิดหวัง ความวิตกกังวล ความเครียด ที่มันจะ เกิดขึ้นไงล่ะ แล้วเจ้าก็จะต้องยอมรับผลตอบแทนแห่ง ความไม่เอาไหน ของเจ้านั้น เมื่อความอึดอัดเหล่านี้เกิดขึ้น สิ่งที่จะตามมา ก็คือ ความละเลยล้มเหลว ล้มเลิกต่อการกระทำต่างๆ แทนที่เจ้าจะกลับเข้ามาสังเกต วิเคราะห์พิจารณาหาทางแก้ไข เจ้ากลับหันความสนใจไปในเรื่องอื่นๆ สิ่งอื่นๆ และก็ทิ้งงานผ่านมาให้เป็นปัญหาของผู้อื่นทำต่อไป

ทีนี้ละ...ทีนี้ลูกก็จะเป็นคนเลวในสายตาของคนอื่น ความรู้สึกขัดแย้งภายในตนและคนอื่นก็จะเกิดขึ้น ความรู้สึกเป็นสุข มิตรสหายและสังคมของลูกก็จะค่อยๆ ลดน้อยถดถอย และสูญหายไปในที่สุด เฮ้อ...พ่อดูว่าชีวิตของเจ้าช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าเสียจริงๆ น่ะ

ลูกรัก....
พ่อจะบอกอะไรให้สักอย่าง เอาไหมล่ะ ถ้าลูกปรารถนาจะมี ชีวิตที่ดีขึ้น เพียงแต่ลูกเริ่มกลับเข้ามาฝึกหัดตัวเอง โดยการริเริ่ม ทำงานทุกอย่างด้วย ความใส่ใจ อย่างจริงจัง เจ้าอาจจะเริ่มจากงานที่ง่ายๆ ก่อนก็ได้ พร้อมทั้งให้ความสนใจ และใส่ใจดูว่า ลูกใช้ พลังงานนั้นอย่างไรบ้าง เจ้ามีการสัมผัสถึงกลิ่นไอ ขั้นตอน และปัญหาของงานได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนแค่ไหน ลูกสามารถใช้พลัง ทำงานได้อย่างเต็มที่หรือไม่ความรู้สึกจดจ่อ จับจ้อง จริงจัง ได้เกิดขึ้นอย่างตั้งมั่นไหม อีกทั้ง ลูกได้ถูกฉุดกระชากหรือถูกชักจูง ให้หลงลืม ไหลลื่นไปตามกระแสแห่งความเพลิดเพลิน เกียจคร้าน และอื่นๆ ซึ่งนอกเหนือจากงานนั้นๆ บ้างหรือเปล่าและถ้ามี ลูกก็ ต้องหยุดความ รู้สึกเพลิดเพลิน เกียจคร้านเหล่านั้นให้ได้ โดยการสร้างแรงจูงใจคือใส่ใจต่อความรู้สึกลึกๆ ของตน จนกลายเป็นความรู้เนื้อรู้ตัว เมื่อความรู้เนื้อรู้ตัวเกิดขึ้นแก่ตัวเจ้า เจ้าก็จะรู้ได้ด้วยตนเองว่า เจ้าต้องการอะไร และควรจะทำอะไร ลูกก็จะยอมรับต่องานซึ่งแม้แต่จะดูซ้ำๆ ซากๆ จำเจเป็นประจำ ที่จะต้อง ทำประจำวัน ลูกจะทำมันด้วยความโปร่งเบา และเป็นสุขความรู้เนื้อรู้ตัวยังจะทำให้ลูกค้นพบว่าความแตกต่างของงาน ที่มันเกิดขึ้นมาได้นั้น เป็นเพราะความคิด การให้ความสำคัญต่องานของลูกเองต่างหาก

การสังเกตวิเคราะห์ พิจารณาได้อย่างนี้ มัน จะทำให้ลูกสามารถใช้พลังกาลเวลาอย่าง ชาญฉลาดและต่อเนื่อง ความอดทน บากบั่น จะเกิดขึ้นอย่างธรรม-ชาติ ลูกจะรู้สึกมั่นคงต่อเจตนารมณ์ของตัวลูกเองซึ่งไม่ใช่เกิดมาจากการบังคับ กดขี่ แต่ เป็นด้วยความสมัครใจอย่างจริงจัง มันเป็นความสมัครใจที่จะกระทำอย่างร่าเริง แจ่มใส ประสบการณ์แต่ละขณะของชีวิตที่ผ่านมาและผ่านไป จะมีแต่การเรียนรู้เต็มอิ่มอย่างบริบูรณ์ ความ ใส่ใจ ความละเอียดถี่ถ้วน ชัดเจนของลูกจะขยายเบิกกว้างออกไปสู่สังคมโลกและจักรวาล

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ มันจะทำให้ลูกเกิดความเข้มแข็งขึ้นภายในลูกจะสามารถทำสิ่งที่เคยคิดว่าไม่สามารถทำได้ แต่ลูกก็ได้ทำมันแล้วอย่างง่ายดาย การงานและชีวิตจะกลายเป็นเวทีให้ลูกได้แสดงถึงศิลปะในการใช้พลังเมื่อชีวิตเป็นศิลปะ ลูกก็ จะมีแต่ความสดใส ตื่นใจ กระจ่างชัด งานจะเป็นแรงบันดาลใจ ให้ลูกได้แสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ ของชีวิตอย่างต่อเนื่องลูก จะค้นพบวิถีทางแห่งการสร้างสรรค์อย่างธรรมชาติ ความรู้เนื้อ รู้ตัวอย่างต่อเนื่องและลึกซึ้งที่ได้มาจากการเรียนรู้และการทำงาน นั้น มันจะทำให้ ลูกได้ค้นพบแสงสว่างแห่งพลังและปัญญา งาน จะเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าได้แสดงความรู้สึกนึกคิดจิตใจ ถ้าเจ้าทำมัน ด้วยใจน่ะ การงานที่พร้อมกันไปด้วยทั้งกายและใจ มันจะทำ ให้เจ้าเข้มแข็งกล้าหาญ และมีพลัง ทั้งยังช่วยฝึกฝนให้เจ้าเป็นคนที่สนใจต่องานมากขึ้น ชีวิตของลูกก็จะดำเนินไปสู่แนวทางที่ถูกต้องอย่างมีชีวิตชีวาในทุกๆ ที่ ทุกๆ ทางที่เจ้าอยู่ การที่ลูก ให้ความสำคัญและความหมายแก่งานได้เช่นนี้ ความรู้สึกอิ่มเอิบ เบิกบานก็จะเกิด ขึ้นแทนที่แห่งความรู้สึกขลาด เขลา เศร้า เสียใจ

เมื่อลูกทำความเข้าใจได้เช่นนี้และสามารถให้คุณค่าต่อชีวิตและการงานพร้อมๆ ทั้งกล้าเผชิญกับงานไม่ว่าจะง่ายหรือยาก ค่อยๆ ทำไปทีละขั้นพ่อก็รับรองได้ว่า ชีวิตการงานและกาลเวลาคงจะไม่มีโอกาสสูญเปล่าไปกับลูกได้เป็นแน่ เพราะฉะนั้นขอให้ลูกได้กลับมาพิจารณา ใคร่ครวญวิเคราะห์ ถึงปัญหา และสิ่งที่ลูกกระทำที่ผ่านมา รวมทั้งที่จะทำต่อไปในวันข้างหน้าแล้วลูกได้มีสิ่งเหล่านี้บ้างหรือเปล่า มีอะไรบ้างที่จะต้องแก้ไข การ ได้รู้จักตัวเองเรียนรู้ และมองตัวเอง เป็นสุดยอดของความวิเศษแห่งวิชาการซึ่งพ่อต้องพูดว่าเป็นสุดยอดของความวิเศษแห่งวิชาการ ก็เพราะ มันไม่มีวิชาการใดในโรงเรียน ไหนหรือในโลก ที่เขาสอนถึงการเรียนรู้จักตัวเองได้มากเท่ากับวิชาการแห่งศาสนธรรมนี้ ไม่มีโรงเรียนที่ไหนและไม่มีครูคนใดที่สามารถ จะชี้นำบอกให้เรากระทำต่อกิจกรรมแห่งชีวิตประจำวันของตนได้อย่างถูกต้องไม่บกพร่องในหน้าที่เท่ากับโรงเรียนแห่งธรรมชาติโรงเรียนแห่งศาสนธรรม นี้ และก็โรงเรียนแห่งนครกายที่เจ้ามี

เพราะฉะนั้น พ่อจึงอยากจะบอกและเตือนเจ้าด้วยใจที่เอื้ออาทรจริงๆ ว่า เจ้าควรจะให้ความสำคัญ และให้ความใส่ใจต่อการเรียนรู้ชีวิตและวิญญาณของเจ้า รวมทั้งการกระทำด้วย ให้มากขึ้นกว่านี้อีกสักนิด แล้วพ่อก็คิดว่า ความสุข ความวิเศษ ความสำเร็จ หรือความประเสริฐดีเลิศ อะไรก็แล้ว แต่ที่เจ้าปรารถนา มันคงจะต้องเป็นเจ้าของเจ้าได้สักวันหนึ่งเป็นแน่ถ้าเจ้าพยายามทำมัน

บทที่ 4 ผู้สงบย่อมค้นพบความสับสนได้มากกว่าคนที่วุ่นวาย
"ลูกรัก"
น้ำที่ไหลรินกับน้ำที่ราบเรียบ นิ่งสงบ ลูกว่าน้ำชนิดไหนที่ดูมั่นคง พร้อมเสมอกับสถาน-การณ์ทุกชนิด ทั้งตั้งรับหรือตอบโต้ ไม่ว่าจะซึมซับหรือรับสัมผัส แต่สำหรับพ่อ พ่อก็ต้องเลือกน้ำที่ราบเรียบสงบนิ่ง ถ้าลูกไม่เชื่อ ลูกลองนำก้อนหินโยนลงไปในน้ำที่กำลังไหลริน แล้วคอยสังเกตถึงการตอบรับของน้ำที่ไหลดูสิ ลูกจะเห็นว่ามันได้กระจาย เป็นวงแค่วูบหนึ่งและแล้วร่องรอยของการกระจัดกระจายก็ถูกกลืนหายไป พร้อมกับการไหลรินของน้ำ แต่ถ้าลูกนำเอาก้อนหินโยนลงไปในน้ำที่ราบเรียบนิ่งสงบ ลูกก็จะเห็นว่ามันได้ตั้งรับพร้อมกับการตอบสนองการสัมผัสได้อย่างละเอียดลออหมดจด ชัดเจน ซึ่งจะรุนแรงหรือเบาบางนั้นมันขึ้นอยู่กับวัตถุที่มากระทบ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก หนักหรือเบา ยาวหรือสั้น แล้วก็สุดท้ายคลื่นแห่งการกระจัดกระจาย ได้ค่อยๆ สงบราบเรียบลงอย่างอ่อนโยนแนบนิ่ง

ถ้าจะนำเอาน้ำทั้งสองชนิดมาเปรียบกับคนล่ะ เจ้าจะเปรียบกับคนประเภทอะไร สำหรับพ่อ พ่อก็จะเปรียบกับคนที่สับสนวุ่นวายคือน้ำที่ไหลรินคนที่สงบนิ่งได้กับน้ำที่สงบนิ่งและราบเรียบ

ทีนี้ ลูกพอมองออกหรือยังว่า น้ำกับคนมันมาเกี่ยวอะไรกัน ถ้ายังมองไม่ออกพ่อจะบอกให้ ความสับสนวุ่นวายมันเกิดขึ้นมาได้เพราะความ กดดันความเครียด ความวิตกกังวล ความกลัว และความฟุ้งซ่าน ความไม่รู้ สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นอยู่กับใครแล้ว เขาผู้นั้นก็ต้องเหมือนกับน้ำที่ไหลรินที่ไม่สามารถสงบนิ่งอยู่ได้ ซึ่งเป็นเหตุปิดกั้นความรับรู้ซึมซาบสัมผัสสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ ให้ชัดเจนดื่มด่ำ ซาบซึ้ง หรือถึงจะรับรู้รับสัมผัส ก็เป็นการรู้การสัมผัสแบบขอไปที ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์แจ้งชัดอย่างเต็มที่ และบางทีบางครั้งมันก็จะกลายเป็นความเต็มทีไปเสียด้วย

ทีนี้ สำหรับน้ำที่ราบเรียบสงบนิ่ง เปรียบได้กับผู้ที่มีความสงบนิ่งภายในจนกลับกลายเป็นความราบเรียบของกาย วาจา คล้ายๆ กับผู้มีตาอัน เบิกกว้าง สามารถมอง รับรู้เห็นเหตุการณ์ได้ทั้งใกล้และไกล ทั้งภายในและภายนอกอย่างแจ้งชัด ทั้งยังสามารถสัมผัสซึมซาบถึงรสชาติของสิ่งที่ผ่านมา และผ่านไปในชีวิต ได้อย่างดื่มด่ำสาระของจิตใจภายในจะโดดเด่น เปิดเผย ออกมาอย่างแจ้งชัดหรือชัดเจน ลูกจะรับรู้และเกิดความรู้จักตนเองได้อย่างตรงไปตรงมา ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ลูกสามารถสัมผัสกับสิ่งที่มากระทบและสิ่งรอบ ๆ ตัวอย่างตรงไปตรงมาเปิดเผย เหมือนกับน้ำที่ราบเรียบสงบนิ่งพร้อมที่จะรับสัมผัสเมื่อมีอะไรมากระทบ ก็จะซึมซับถึงรสชาติ กลิ่นไอ และความโยกเยก คลอนไหวได้อย่างถูกตรง อีกทั้งยังจบลงด้วยความอ่อนโยน บริสุทธิ์

ลูกรัก....
พ่อจะบอกให้ลูกได้รู้ถึงประโยชน์ของความสงบนิ่งว่า มันสามารถจะเป็นตัวการให้เกิดการรวมตัวของพลังงานไม่ให้กระจัดกระจาย แม้ในความรู้สึก นึกคิด อีกทั้งลูกยังจะสามารถจัดระดับของความคิดของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งลูกก็จะต้องรู้ตัวเองว่า ลูกต้องการอะไร อุปสรรคที่จะมี ลูกก็จะรู้ดีที่ จะจัดการรับกับมันด้วยความมั่นใจ โปร่งใจ แจ่มใส เคลื่อนไปข้างหน้าได้ อย่างราบรื่น กลมกลืน สอดคล้องกับการสัมผัสงานและชีวิตงานและชีวิตมัน จะเป็นการสัมพันธ์อย่างกลมกลืนกับพลังที่ลูกได้รับจากความรู้จักตัวเอง และถ้างานปรากฏอุปสรรคเงื่อนไข แทนที่ลูกจะปฏิเสธ ลูกกลับจะเต็มใจทำสิ่งที่ควรทำ การสัมผัสและการรับรู้ที่ซื่อตรงจะเป็นรากฐานของงานได้อย่างแกร่ง แกร่งกล้า และก็เข้มแข็ง สามารถเมื่อผลของงานออกมา มันจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพ ของความสงบนิ่งเยือกเย็นที่ลูกใช้เป็นรากฐานของการทำงาน ลูกจะสามารถ สัมผัสถึงรสชาติ ความดื่มด่ำอย่างแท้จริงที่ได้จากการทำงาน อย่างไรก็ตาม พ่อก็ต้องเตือนเจ้าให้รู้ตัวเอาไว้ว่า เจ้าจะกลายเป็นน้ำใสแต่ไหลรินโดยไม่รู้สึกตัวเสียก่อน ซึ่งอาจจะเกิดจากความกดดัน ความเครียดในชีวิตประจำวัน มักจะทำให้เป็นเรื่องยากแก่การดูแลรักษาความราบเรียบสงบนิ่งของชีวิตจิตใจ เพราะความกดดันของโลกคือการเปลี่ยนแปลงเพราะความกดดันของ อารมณ์และสังคม สิ่งแวดล้อมมักจะทำให้ลูกเกิดความวิตกกังวลหวาดกลัว ขลาดเขลา ตึงเครียด และหนักใจการรับรู้รับสัมผัสต่างๆ จะขุ่นมัวไม่ชัดเจน ลูกจะไม่รู้ว่า ลูกต้องการอะไรต้องทำอะไร ความรู้สึกนึกคิดของลูกจะกระจัดกระจาย พลังงานก็จะขาด ๆ เกิน ๆ ฟุ้งซ่าน ขาดประสิทธิภาพ ซึ่งจะ ทำให้ลูกต้องเหนื่อยมากขึ้น เบื่อมากขึ้นเครียดมากขึ้น วิตกกังวลมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้แหละ มันจะเข้ามาแทนที่ความรู้แจ้งชัด ความสงบ ความเยือกเย็น และการจัดระดับความคิด เหล่านี้แหละคือตัวอุปสรรคตัวปัญหา ที่จะทำให้เจ้าใช้พลังเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ ผลที่ได้ คือความกลัดกลุ้ม หมกมุ่น กังวล มันจะทำให้ลูกล่าช้าต่อการกระทำ ความกลัดกลุ้มหมกมุ่นวิตกกังวลและความเครียดจะเป็นตัว เผาผลาญพลังงานและกาลเวลา ของลูกให้หมดไปอย่างมากมายไร้ประโยชน์ จนทำให้ลูกไม่สามารถมีเวลาและพลังที่จะทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้สำเร็จต่อไปได้ จิตใจของลูกจะกักขังร่างกายให้อยู่ในความตึงเครียด ซึ่งเป็นการยากที่ลูกจะทำงานได้อย่างเต็มที่และมีสุข

ลูกรัก....
พ่อต้องบอกให้เจ้าได้รู้ไว้ว่า ถ้าขืนปล่อยให้ความกลัดกลุ้ม หมกมุ่น วิตกกังวลและความตึงเครียด เข้ามาเผาผลาญกาลเวลาและพลังของเจ้าให้มันหมดไปวัน ๆ เช่นนี้แล้วล่ะก็ ชีวิตของลูกก็จะมีแต่เวลาและพลังที่เหลือน้อยเต็มที คงไม่เพียงพอเป็นแน่ที่จะสามารถบรรจุความโปร่งใส เสรี สดชื่น เบาสบาย สงบสันติและประโยชน์ให้แก่คนอื่นและตนเองได้เป็นแน่อย่างไรก็ตาม พ่อก็ยังมีวิธีที่จะบรรเทาความเครียดอันหนักอึ้งของร่างกายและจิตใจเหล่านี้ได้

ทีนี้ ลูกจะรู้ได้อย่างไรว่าตนและคนอื่นมีความเครียดหนัก ก็รู้ได้ด้วยการ สังเกตดูร่างกายเป็นอันดับแรกไงล่ะ ซึ่งก็ไม่เสมอไปนักสำหรับทุกคนแต่ส่วนใหญ่มักมีอาการเช่นนี้ คือ เลือดลมและพลังโคจรไม่เป็นปกติ กล้ามเนื้อหน้าตึง ปวดหัวบ่อย ๆ อ่อนเพลียได้ง่ายโดยหาสาเหตุไม่พบ และยังมีอาการอื่น ๆ เข้ามาแทรกซ้อนอีกมาก อาการเหล่านี้ก็จัดว่าเป็นความเครียดหนักเสีย เป็นส่วนใหญ่ มิใช่จะมีความผิดปกติของร่างกายแค่นี้หรอกน่ะ

ยัง...มันยังจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การทำงานและต่อสังคมอีกด้วย ซึ่งผลกระทบเหล่านั้นจัดเป็นผลกระทบในทางเชิงลบทั้งสิ้นตัวอย่างเช่น บุคคลใดที่มีความเครียด ร่างกายก็จะเผาผลาญพลังงานมากกว่าคนอื่นที่ไม่เครียด เป็นเหตุใด้เกิดความร้อนขึ้นปกติ เพราะอวัยวะและต่อมไตต่าง ๆ จะทำงานหนักขึ้น จะทำให้ขับของเสียมากขึ้น เหงื่อออกมากขึ้น กลิ่นตัวมากขึ้นความร้อนในร่างกายเพิ่มมากขึ้น แล้วทีนี้ ลูกลองนึกดูซิว่า เมื่อคน ๆ นี้ได้เข้าไปสู่สังคม หรือกำลังจะอยู่ในสังคม จะมีผลกระทบต่อสังคมเช่นไร

นอกเหนือจากนี้ ถ้าสังคมเหล่านั้นมีคนที่เครียดหนักมากกว่าหนึ่งคน อะไรจะเกิดขึ้น และความเครียดนี้ผลที่ตามมาก็คือของเสีย อารมณ์ และการระบาย ซึ่งการระบายของเสียที่เป็นอารมณ์นั้น ถ้าไม่เกิดการยอมรับคงต้องมีปัญหาเป็นแน่ ถ้ามีปัญหาและเผอิญมีปัญหาขึ้นมาจริง ๆ อย่างว่า มันก็จะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่สังคม เป็นผลกระทบต่อการงาน ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมด้วย ตัวอย่างเช่น คนที่มีปัญหามักจะหมกมุ่น กลัดกลุ้ม วิตกกังวลทำให้ไม่มีพลังและเวลาพอที่จะทำงานให้สำเร็จได้ นี่เป็นปัญหาโดยตรงหรือถ้าทำสำเร็จผลของงานคงจะไม่สมบูรณ์ และถ้าจะให้มีการยอมรับของสังคม ผู้ที่อยู่ในสังคมคงจะไม่มีใจเป็นธรรมพอที่จะยอมรับผลของงานและของคนที่มีปัญหา นี่เป็นผลกระทบโดยอ้อม เห็นไหม ลูกเห็นไหมว่าความหมกมุ่น กลัดกลุ้ม วิตกกังวลและตึงเครียด เมื่อเกิดขึ้นแล้วมันไม่เป็นผลดีกับใครเลย

ลูกรัก....
ความรู้จักตนเองอย่างชัดแจ้งย่อมทำให้ลูกเป็นผู้สงบ ผู้สงบย่อมค้นพบความผ่อนคลาย โปร่งเบาสบาย อีกทั้งความสงบยังจะกระตุ้นให้เกิดปัญญา และเพิ่มพลังให้แก่ร่างกาย ลูกจะรับรู้ รับสัม-ผัสต่อสิ่งต่างๆ ได้อย่าง คมชัดและสามารถโต้ตอบได้อย่างรวดเร็ว แจ่มแจ้ง ชัดเจนปฏิภาณไหวพริบของลูกจะ ฉับไว ทั้งยังจะทำให้ลูกมีความคิดที่สอดคล้องกลมกลืนผสม ผสานกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ลูก จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้แสวงหาความสงบ และผ่อน คลายความตึงเครียดตามที่ลูกได้ทำตัวอย่างให้เขาได้ดูด้วย ซึ่งจะ ทำให้ลูกและสังคมได้มองเห็นคุณประโยชน์ในการมีชีวิตเพิ่มมาก ขึ้นทีเดียวแหละ งานและการมีชีวิตจะเป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ ที่จะ ทำให้ลูกภาคภูมิใจต่อการที่ได้ลงมือทำมัน

ลูกรัก....
พ่อมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่คนอื่นตั้งขึ้นมาถามพ่อปัญหาอันนั้นก็คือ ความอยู่รอดและความเป็นไปได้ของอาราม ธรรมะอิสระที่พ่อสร้างมันขึ้นมาด้วยลำแข้ง ชีวิตจิตใจและวิญญาณ ของพ่อเองมีคนตั้งปัญหาถามพ่อว่า การที่พ่อละเลยหรือละทิ้ง ไม่ ได้สนใจดูแลบริหารหรือว่าไม่ได้อยู่ควบคุมดูแลในอารามธรรมะอิสระนี้ มันจะไม่ทำให้อารามธรรมะอิสระตกต่ำลงไปหรือ เพราะผู้คนทั้งหลายเขาศรัทธาในตัวพ่ออยู่ และถ้าคนที่ศรัทธาไม่อยู่ใคร ก็ไม่อยากจะเข้าวัด พ่อก็เลยต้องตอบกับเขาว่า พ่อไม่ได้ปรารถนา ที่จะให้ใครมาศรัทธาในตัวพ่อ แล้วพ่อก็ไม่ได้ปรารถนาที่จะทำตัว เองให้เป็นที่น่าศรัทธาของคนอื่น แต่.....แต่พ่อปรารถนาที่จะทำตัวเองให้เป็นที่น่าศรัทธาของตัวเอง ให้เป็นที่ควรต่อการเคารพของตัวเองมากกว่า และพ่อก็ไม่ได้ปรารถนาให้ใครเขามาแสวงหาความสุข ความเสรีภาพ ความสบายใจ ความชื้นใจที่เกิดจากตัวพ่อ แต่พ่อปรารถนาจะให้คนทุกคนสร้างความสุขเสรีภาพ สบายใจ ชื่นใจให้เกิดขึ้นในตัวของเขาโดยที่ไม่ต้องมาอาศัยพ่อและพ่อก็ไม่ได้ปรารถนาจะทำตัวเองให้เป็นที่น่าศรัทธาสำหรับที่จะ ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาสู่วัด สิ่งที่พ่อปรารถนาก็คือพ่ออยากจะให้วัดที่พ่อสร้างขึ้นนั้น เป็นที่ยังให้เกิดความศรัทธาด้วยส่วนประกอบ และองค์ประกอบของวัดเองไม่ใช่ศรัทธาในบุคคลอย่างเดียวเพราะ ถ้าขืนมาศรัทธาในบุคคล คนมันมีอายุไม่ถึงร้อยปี เดี๋ยวก็ตาย

แต่ถ้าวัดรักษาดี ๆ มันมีอายุเกินกว่าร้อยปีได้เป็นแน่ ผู้คน ที่มาเคารพ ศรัทธาในตัวบุคคลหรือวัตถุอย่างเดียว มันก็อาจจะไม่สมบูรณ์นักประโยชน์ จะได้นิดหน่อยเกินไป เหตุผลก็เพราะว่า เหตุผลที่พ่อต้องการจะให้คนทั้งหลายมาเคารพศรัทธาต่อองค์ประกอบแล้วก็ตัวอาวาสหรือตัววัดแล้วก็ส่วน ประกอบทั้งหลายของ วัด ก็เพราะว่ามันจะตรงถูกต้องตามเจตนารมณ์แล้ว ก็ปฏิภาณของ องค์สมเด็จะพระศาสดามากกว่า ที่พระองค์ทรงปฏิภาณ อยากจะให้คนทั้งหลายเคารพศรัทธาในศาสนาในการปฏิบัติ มิใช่เพียงแค่ ในบุคคล แล้วพ่อก็มุ่งหวังแต่เพียงว่า ลูกหลานทั้งหลายที่อยู่ในวัดจะเป็น องค์ประกอบส่วนใหญ่ ที่จะทำให้คนทั้งหลายเข้ามาเคารพศรัทธาในวัด

สรุปรวมความก็คือ พ่อต้องการจะให้ลูกหลานทุกคนที่อยู่ในอาวาสนี้ทำตัวเองให้เป็นที่น่าศรัทธาของตนก่อน เมื่อตัวเองสามารถจะสร้างความศรัทธา ความเชื่อ ต่อการกระทำของตนขึ้นมาได้แล้ว ไอ้ความศรัทธานั้นก็ต่างคนต่างสร้าง ต่างคนต่างเพิ่ม ต่างคนต่างพอกพูนขึ้น มันก็ล้นหลามและไหลบ่าไปจนถึงบ้านช่อง บ้านเรือน และตัวบุคคลและหัวใจคนอื่น สรรพสัตว์อื่น เขาก็รับทราบถึงรสชาติและกลิ่นอายของความน่าศรัทธานี้ ทุกคนก็จะพากันเข้ามาเองโดยมิต้องมาตั้งหน้าตั้งตาแจกซองฎีกาเรี่ยไรหรือกวักมือเรียกให้เขาเข้ามา

เพราะฉะนั้น นี่คือประเด็นหนึ่งที่พ่อได้ตอบกับเขาว่า อยากให้ทุกคนศรัทธาในวัด ศรัทธาในคณะสงฆ์มาก กว่าตัวบุคคล ซึ่งทุกคน ในคณะสงฆ์นั้นก็มีสิทธิ์ที่จะทำตัวเองให้เป็นที่น่าศรัทธาของตนเองก่อน แล้วจึงจะทำ ให้คนอื่นเขาศรัทธาตาม มา ส่วนในปัญหาข้อที่สอง ที่ได้ถามพ่อว่า พ่อทำไมไม่ตั้งบุคคลที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งไม่จำเป็นต้องตั้งบุคคลที่รับผิดชอบโดยเป็นผู้รักษาการ ทำไมไม่ตั้งให้มันถาวรขึ้นมาเลย พ่อได้ตอบกับเขาว่า พ่อไม่มีสิทธิ์ ไม่มีอำนาจ ที่จะไปบ่งบอกว่า ผู้ใด ใครกันแน่ที่สามารถจะเป็นผู้นำทางวิญญาณของโลกสังคมและสรรพสัตว์ได้ พ่อพูดอย่างนี้ลูก เข้าใจไหมว่า พ่อไม่สามารถที่จะตั้งให้ใครเป็นผู้นำทางวิญญาณของโลกและสังคมได้ เหตุผลก็เพราะว่าไอ้การที่จะเป็นผู้นำทางวิญญาณของคนนั้นไม่ใช่อยู่ที่การแต่งตั้งแต่มันอยู่ที่การยอมรับต่างหากล่ะลูก การยอมรับที่ทุกคนมีให้แก่คนๆ นั้นการเคารพ เทิดทูนบูชา แล้วก็รับฟังเหตุและผลของคนๆ นั้นที่คนๆ นั้นมีด้วยการกระทำของตนเองไม่ใช่ด้วยการเรียนรู้ และท่องจำอย่างเดียว

เพราะฉะนั้นพ่อก็เลยบอกกับเขาว่า พ่อไม่สามารถที่จะแต่ง ตั้งตำแหน่งหน้าที่ตายตัว ซึ่งคนๆ นั้นจะทำหน้าที่เป็นผู้นำทางวิญญาณของสรรพสัตว์ โลกและสังคมได้ นอกเสียจากคนๆ นั้นจะทำตัวเองให้เป็นคนที่ควรแก่การยอมรับของโลกและสังคมสรรพสัตว์ขึ้นมาเอง ถ้าเขาทำได้เช่นนี้ ก็ถือว่าเขาได้รับมอบหมาย ตำแหน่งหน้าที่ให้เป็นผู้นำทางวิญญาณ

ในการที่พ่อสร้างวัดนี้ขึ้นมาก็มิได้มุ่งหวังว่าจะให้ใครมารับตำแหน่งด้วยการแต่งตั้ง แต่พ่อมุ่งหวังว่า ให้ทุกคนเข้ามาทำหน้าที่ ทำหน้าที่ให้เป็นผู้นำทางวิญญาณของตนเอง ถูกต้องตามหน้าที่ของตนเองตามหน้าที่ของ ผู้นำทางวิญญาณอย่างสมบูรณ์ แล้วทุกคน สรรพสัตว์ โลกและสังคมจักรวาลก็จะพากันแต่งตั้งคนที่มีความรู้ ความสามารถ การกระทำที่ถูกต้อง ตรงแนวบริสุทธิ์ยุติธรรมตามหน้าที่ของผู้นำทางวิญญาณนั้นขึ้นมาเองโดยที่มิใช่พ่อเป็นผู้แต่งตั้ง มิใช่คนใดคนหนึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง

เพราะฉะนั้น คำถามในประเด็นที่ว่า ทำไมพ่อไม่แต่งตั้งบุคคล ที่รับผิดชอบโดยตรงขึ้นมาให้มันถาวร พ่อก็ตอบกับเขาไปตามที่พ่อพูดออกมาแล้วว่า พ่อไม่สามารถหรือไม่มีความสามารถพอที่จะไปแต่งตั้งคนใดคนหนึ่งให้มาเป็นผู้นำทางวิญญาณได้ ถ้าคน ๆ นั้นไม่สามารถจะปฏิบัติตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของโลกและสังคม มันก็ดูจะเป็นการยัดเยียดมากเกินไป พ่อจึงตั้งแต่เพียงผู้รักษาการในตำแหน่งต่างๆ ขึ้นมาเท่านั้น เพื่อให้ได้ทำหน้าที่ในขณะที่ยังไม่สามารถจะมีใครเป็นผู้นำทางวิญญาณขึ้นมาได้ และการตั้งตำแหน่งผูรักษาการก็มิใช่ตำแหน่งเด็ดขาด

ลูกรัก....
พ่ออยากจะเล่าอะไรให้ลูกได้ฟังสักนิดว่า กว่าพ่อจะเป็นตัวของพ่อเองขึ้นมาทุกวันนี้ หรือกว่าจะเป็นหลวงปู่ของโลกและสังคมจักรวาลเป็นที่ยอมรับของสังคมขึ้นมาได้ทุกวันนี้ พ่อไม่ได้นั่งแป้นชูคอแล้วก็ประกาศศักดา พ่อไม่ได้แสดงออกมาซึ่งเปรียญ ธรรมความรู้ หรือว่าปริญญาพ่วงท้าย พ่อมิได้มีใครมาสนับสนุน ประกาศ โฆษณาให้คนทั้งหลายมายอมรับในเกียรติภูมิและพ่อก็ไม่ได้มีทุนรอนอะไรที่จะไปแจกจ่ายให้คนทั้งหลาย ให้เข้ามายอมรับซื้อสิทธิ ซื้อเสียง อย่างที่เขากำลังจะเป็นกันในปัจจุบัน พ่อมิได้มีผลงาน คือไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อให้ยอมรับในผลงานของตน

แต่ลูกรู้ไหมว่า พ่อสร้างตัวเองขึ้นมาถึงทุกวันนี้ได้ด้วยอะไร ก็ด้วย ชีวิตวิญญาณ ความรู้ สึกนึกคิด ทุ่มเทให้กับการกระทำ การกระทำหน้าที่โดยไม่ได้มุ่งหวังสิ่งตอบแทน แม้แต่ชื่อเสียง เกียรติยศ เกียรติ-ภูมิ หรือการยอมรับใดๆ ของใครเลย แต่พ่อทำทุกอย่างด้วยเอาชีวิตเข้า แลก ด้วยเอาความรู้สึกนึกคิดทั้งปวงเข้าทุ่มเท ด้วยวิญญาณด้วย สายเลือดของตนนั้น ก็เพราะเพียง เพื่อจะให้ตัวเองยอมรับตัวเอง เท่านั้น รวมความก็คือ พ่อต้องการที่จะทำทุกอย่าง เพื่อให้ตัวเอง ยอมรับตัวเอง เคารพในตัวเอง และก็บูชาตัวเองได้เท่านั้นเอง แล้ว ผลของการกระทำอันนั้น พ่อก็มุ่งหวังว่าคนอื่นได้ ประโยชน์จากพ่อ มากแค่ไหน แต่พ่อก็ไม่เคยถามตัวเองว่าพ่อได้ให้ประโยชน์กับตัว เองอย่างไรหรือจากการกระทำนั้นอย่างไร

เพราะฉะนั้น การที่พ่อได้เป็นผู้นำทางวิญญาณหรือเป็นหลวง ปู่หลวงพ่อเป็นครูบาอาจารย์ของโลกสังคมจักรวาลและสรรพสัตว์ ได้ทุกวันนี้ ไม่ใช่ด้วยการแต่งตัว ไม่ใช่ด้วยการที่จะบังคับให้เขายอมรับไม่ใช่ด้วยการยัดเยียดหรือไม่ใช่ด้วยการเทิดทูนประกาศ โฆษณาชวนเชื่อหรือว่าทำดีต่อหน้า แต่พ่อได้มันมาจากการที่พ่อเพียรพยายามทำทุกอย่างทุกวิถีทาง เพื่อจะให้ใช้ ความหมายของคำว่า ให้ด้วยความจริงใจ เสียสละ พ่อก็เลยไม่จำเป็นต้องมีความ อดทน อดกลั้นต่อการกระทำ แต่พ่อจะทำมันด้วยความสมัครใจ เต็มใจ และก็พอใจที่จะทำสุขใจเมื่อได้ทำมัน

เพราะฉะนั้น การที่พ่อได้เป็นผู้นำทางวิญญาณ ลูกจะเห็นว่าไม่มีใครมาแต่งตั้งพ่อ ไม่มีใครมายอมรับพ่อโดยตรง แต่พ่อยอม รับตัวพ่อเอง พ่อแต่งตั้งตัวพ่อเอง โดยการที่พ่อได้ทำหน้าที่ของตนให้สมกับคุณค่าและสรรพชีวิตคุณภาพของการมีชีวิตให้สมกับ คุณภาพของการมีชีวิตทุกๆ ย่างก้าว ทุกๆ อิริยาบถ ทุกๆ ลมหาย ใจ และ เมื่อสิ่งเหล่านี้ พ่อทำเพิ่มพูนมากขึ้น มากขึ้น มากข้น มัน ก็คงจะเหมือนกับน้ำที่อยู่ในตุ่มแล้วมันก็ไหลออกไปนอกตุ่ม เพราะว่าเติมทุกวัน เติมบ่อยๆ เติมเรื่อยๆ จนมันเต็มตุ่มแล้วก็เมื่อมันเต็มแล้วมันก็ล้นออกไป เมื่อมันล้นออกไป มันก็ไหลนอง เจิ่งออกไปตามพื้นดินเป็นประโยชน์ต่อพืชพรรณธัญญาหาร เมล็ดหญ้าที่จะงอกงามเจริญเติบโตต่อไป เมล็ดหญ้าพืชพรรณธัญญาหารเหล่านั้นก็จะชื้นปกคลุมโอ่งน้ำแล้วน้ำในโอ่ง หรือตุ่มน้ำ ในถังตุ่มนั้นเอาไว้ มันก็คล้ายๆ กับความดีที่เจ้าทำ หรือลูก หรือ พ่อทำ ทำเรื่อยๆ ทำบ่อย ๆ ให้เรื่อยๆ ให้จนกลับกลายเป็นว่าสังคมเหล่านั้นเข้ามาโอบอุ้มเราเอง โดยที่เราไม่ต้องกวักมือเรียกร้อง หรือว่าเรียกหาชักจูงหรือเชิญชวนเข้ามา

นี่คือชีวิตและวิญญาณของพ่อที่ผ่านมา นี้คือเหตุผลที่พ่อไม่ ปรารถนา หรือว่า ไม่สามารถจะไปตั้งผู้นำทางวิญญาณอย่างตรงและจริงๆ ขึ้นมาได้ พ่อทิ้งเวลาจะให้ทุกคนได้พิสูจน์ตัวเอง ตลอด เวลาที่พ่อไม่ได้อยู่ในอาวาสนี้ พ่อก็ไม่ได้มุ่งหวังว่า จะละทิ้ง เพิกเฉยหรือละเลย ไม่รับผิดชอบ แต่พ่อกำลังจะให้บทเรียนที่วิเศษสุด ซึ่งไม่มีในโรงเรียนใดไม่มีในตำราเล่มใดเขาสอนลูก นอกเสีย จากว่า มันมีอยู่ในศาสนธรรมและบทหรือตำราของธรรมชาติโรงเรียนแห่งธรรมชาตินี้เท่านั้น แล้วโรงเรียนแห่งธรรมชาตินี้พ่อได้คิดค้นสร้างมันขึ้นมาเองหรือเปล่า...แต่มันเป็นบทเรียนของธรรม ชาติที่มันมีอยู่เดิมแล้ว แต่พ่อรู้จักนำมันเอามาใช้กับเจ้า แล้วก็สอน คนอื่นและตัวเองเท่า นั้น และอะไรคือบทเรียนของธรรมชาติที่พ่อ กำลังจะสอนพวกเจ้าล่ะ เอ้า... ก็สิ่งที่พวกเจ้ากำลังทำ อยู่นี่ไงล่ะ

ก็บอกแล้วว่า ผู้นำทางวิญญาณน่ะ มันไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง แต่มันได้มาจากการทำตัวเอง ทำ ทำ ทำ ทำด้วยความที่ใจไม่ระยำน่ะแต่ทำมันด้วยความเต็มใจ ตั้งใจ จริงใจ แล้วก็จริงจัง ทำจนกระทั่งเรายอมรับตัวเองด้วย การให้ประโยชน์ต่อโลกและสังคมสรรพสัตว์ ด้วยความไม่มุ่งหวังสิ่งตอบแทน นี่เรียกว่าการกระทำ เมื่อเรายอมรับตัวเองได้อย่างบริสุทธิ์ คนอื่นก็ยอมรับตัวเราอย่างบริสุทธิ์ นั่นแหละคือ ผู้นำทางวิญญาณที่บริสุทธิ์ เกิดขึ้นแล้ว

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าปัญหาใด ๆ มันจะเกิดขึ้นบีบคั้นตัวเจ้า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้สร้างปัญหา หรือใครคือตัวปัญหา สำหรับพ่อแล้ว นั่นคือบทเรียนอันมีค่าที่ไม่สามารถจะเรียนได้จากโรงเรียนใดได้ และไม่สามารถจะเรียนรู้ได้จากตำราเล่มใด เพราะบทเรียนที่มีค่าที่สุดมันเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ทางวิญญาณที่ผ่านเข้ามา แล้วก็ผ่านเลยไป มันขึ้นกับว่า เจ้าจะรับซึมซาบ สัมผัสเรียนรู้ และแยกแยะ ดีชั่ว เข้าใจเหตุผล สิ่งเหล่านี้ที่ผ่านมาและผ่านไปได้อย่างแจ่มแจ้งแดงชัด ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้น พ่อจึงอยากจะบอกกับลูกให้ได้รู้ว่า พ่อไม่ใช่ละทิ้ง หรือเพิกเฉย แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนที่ละเลยต่อการที่จะมอบหมายหน้าที่ แต่พ่อกำลังจะทำให้พวกเจ้ายอมรับ หน้าที่หรือว่าจะให้พวกเจ้าแสดงออก ซึ่งความรู้ ความสามารถ การ ยอมรับหน้าที่นั้น ๆ เอง โดยวิญญาณสายเลือดและธรรมชาติ ไม่มีใครมาแต่งตั้งพ่อให้เป็นอย่างนี้ ไม่มีใครจะยกให้เป็นหลวงปู่ ไม่มีใคร จะมาทำให้พ่อเป็นอาจารย์เป็นครู แต่พ่อได้เป็นหลวงปู่ เป็นครู เป็น อาจารย์ตัวของพ่อเอง คนทั้งหลายก็เลยมายอมรับพ่อด้วยการกระทำ

เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ามันจะไม่ผิดเลย ๆ ถ้าหากว่าพวกเจ้าเรียนมันไม่สำเร็จ แล้วก็ต่างคนต่างเปิดกันไป หรือว่าต่างคนต่าง ละทิ้งหน้าที่ของบทเรียนนั้น ๆ หรือโรงเรียนนี้ไป ไม่ผิด มันไม่ผิด แล้วถ้าถามพ่อว่าถูกไหมมันก็ไม่ได้ถูกอะไร เพราะมันไม่ได้มีคุณค่า อะไรกับการมีชีวิตจะเรียกว่าถูกได้อย่างไร ชีวิตที่เกิดมามีลมหายใจเข้า ๆ ออก ๆ ใช้ทรัพยากรของโลก ถ้าไม่ปรากฏแล้วไม่ให้ประโยชน์ ต่อสังคม ไม่สร้างคุณค่าในการมีชีวิตและลมหายใจของตนขึ้นมา ไม่ใช่พลังงานให้ถูกต้องสมบูรณ์ และมีประโยชน์มากที่สุดแล้วล่ะก็มันจะมีประโยชน์ มันจะมีความถูกต้องได้อย่างไร พ่อก็ยอมรับไม่ได้ว่ามันถูก แล้วก็จะปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่ามันจะไม่ผิด แล้วจะไปว่ามิได้อีกเหมือนกันว่ามันผิด

เพราะฉะนั้น มันขึ้นอยู่กับว่า เจ้าเกิดมา มีชีวิตขึ้นมาเพื่ออะไร มันก็ขึ้นกับว่า พวกเจ้าจะถามตัวเองเท่านั้น ถ้าเจ้าตอบตัวเองได้ ก็ถือว่ามันเป็นบทเฉลยว่าเจ้าถูก เจ้าผิดเหมือนกัน ฉะนั้น พ่อก็เลยอยากจะบอกกับเจ้าให้ได้รู้ว่า ปัญหาข้อที่สองที่พ่อ มีคนมาถามพ่อว่าทำไมไม่แต่งตั้งผู้บริหารให้มันถูกต้อง หรือว่าตายตัวไป พ่อก็บอกกับเขาว่า พ่อไม่สามารถจะแต่งตั้งได้เพราะว่าการบริหารไม่ใช่เพียงแค่บริหารวัตถุสถานที่เท่านั้น มันรวมไปถึง บริหารใจ บริหารอารมณ์ บริหารชีวิต วิญญาณ แล้วก็การอยู่ในโลกด้วย มันก็ควรจะได้มาจากการยอมรับจากสังคม โลกสรรพสัตว์จักรวาลด้วย ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่า พวกเจ้าจะพิสูจน์ตัวเองให้เกิดความยอมรับได้มากแค่ไหน แต่เป็นการยอมรับที่ซื่อตรงน่ะ อย่าลืมว่า พ่อบอกว่าเป็นการยอมรับที่ซื่อตรง ไม่ใช่เป็นการยอมรับที่สั่ว ๆ หรือเป็นการยอมรับที่เคลือบแคลงระแวงสงสัย หรือว่าเป็นการยอมรับที่เหลวไหลอะไรอย่างนั้น เป็นการยอมรับที่ซื่อตรงบริสุทธิ์ยุติธรรมและในประเด็นที่ถามพ่ออีกว่า หลังจากพ่อไม่อยู่ในวัดแล้วผู้คนทั้งหลายก็ไม่เคารพศรัทธาหรือว่าไม่เข้ามาวัดเลย พ่อหัวเราะและก็บอกกับเขาว่า นั่นแหละคือสิ่งที่สุดยอดปรารถนาของพ่อ

เพราะอะไร ก็เพราะพ่อสร้างวัด ไม่ได้สร้างวิก และชั่วชีวิตของ พ่อไม่ได้มุ่งหวังปรารถนาให้ใครมาติดตามยอมรับ เทิดทูน บูชา หรือ ว่าเอาอะไรๆ มาถวาย ไป ๆ มา ๆ บ่อย ๆ อะไรอย่างนี้ พ่อไม่เคยมุ่งหวังเลยลูกจะเห็นว่า ชั่วชีวิตของพ่อ พ่อพยายามจะหนีโลกหนีสังคมหนีการมีชีวิตอย่างสับสนวุ่นวายหรือว่าอย่างเคลือบแคลง ระแวง สงสัยต่อการมีชีวิตผูกพันอยู่กับสิ่งต่าง ๆ ต้องบอกว่าหนีการมีชีวิตอย่างผูกพัน พ่อมีชีวิตหรือชอบมีชีวิตอย่างเสรีภาพ มีอิสระของตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ไม่ชอบให้ใครมามีอำนาจหรือไม่ชอบให้ใครมาบีบบังคับ คือ ไม่ชอบให้ใครมามีผลหรือว่ามีอิทธิพลเหนือชีวิตตัวเองที่ ถูกต้อง บริสุทธิ์ ยุติธรรม ของตัวเองดีแล้ว อย่าลืมว่าพ่อพูดว่าที่ถูกต้อง บริสุทธิ์ ยุติธรรม ของตัวเองต่อโลกและสังคมอย่างดีแล้ว

เพราะฉะนั้น พ่อเลยไม่รู้สึกยี่หระกับการที่ไม่มีคนเข้าวัดเลยพ่อบอกกับเขาว่า นั่นแสดงว่า ผู้ที่อยู่ในวัด บุคคลที่อยู่ในวัด บุคลากรของวัดและองค์กร และส่วนประกอบของวัดมันยังไม่ได้เป็นวัด และมันก็ยังไม่เย็นชื่นสนิทใจพอเย็นชื่นใจ โปร่งใส เบาสบาย แก่คนที่เข้ามาในวัดมากพอ เขาจึงไม่อยากเข้าวัดก็ได้แล้วก็วัดไม่ได้เป็นที่นำมาซึ่งความสงบสะอาด สว่าง อย่างจริงจังจริงใจก็ได้ คนที่อยู่ในวัดยังมากมายไปด้วยปัญหาต่าง ๆ ก็ได้ สิ่งเหล่านี้แหละ เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้คนไม่อยากเข้าวัด และเมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่ได้ความสะอาด สว่าง สงบ พบพุทธะกลับไปก็ได้

เพราะฉะนั้น พ่อก็เลยบอกว่า เฉย ๆ และถ้ามันจะไม่มีใครเข้าเลย มันก็เท่ากับเป็นการประกาศ ประกาศว่า คนที่อยู่ในวัด หรือตัววัด หรือสิ่งแวดล้อมของวัดและสภาพของวัดมันยังไม่เป็นวัด ประเด็นที่หนึ่ง

ส่วนประเด็นที่สอง ถ้ามันเป็นวัดแล้ว ถ้ายังไม่มีใครเข้ามา พ่อก็จะมีความรู้สึกสบายใจ ภูมิใจและดีใจ ปลื้มใจที่ว่า วัดเราเป็นวัดอย่างสมบูรณ์ เหมือนกัน สมบูรณ์ของวัตร คือการควรจะนำมาซึ่งสถานที่ปฏิบัติ สะอาด สว่างสงบ ไม่ใช่วิกที่วุ่นวาย สับสน เจี๊ยวจ๊าว ทำให้เกิดความระคายเคืองรำคาญต่ออารมณ์ ความสงบ เพราะฉะนั้นในสองประเด็นนี้ มันก็ถูกทั้งสองอย่าง แต่ถูกที่สุดคืออะไร ถูกที่สุดคืออยู่ในใจของพวกเจ้า ในใจของพวกเจ้าว่า เจ้าจะยอมรับอะไร แต่สำหรับพ่อแล้ว พ่อยอมรับทั้งสองอย่าง ต้องบอกว่า ยอมรับทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้นพ่อก็เลยไม่วิตกกังวล กระโตกกระเตกเดือดร้อน ระแวงเคลือบแคลงสงสัยกับอะไรเลย ว่าคนจะมาหรือไม่มา วัดจะเจริญหรือไม่เจริญ พ่อไม่ได้มุ่งหวังว่าจะทำให้วัดเจริญ แต่พ่อมุ่งหวังว่าคนที่อยู่ในวัดเจริญแค่ไหน แล้วก็สรรพสัตว์ทั้งหลาย โลกและจักรวาลเจริญมากน้อยอย่างไรในจิตใจของตน การสร้างวัดของพ่อก็ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะให้มันยิ่งใหญ่โดดเด่น โด่งดัง แล้วก็ไม่มีดี แต่คอยจะดับอะไรอย่างนี้ แต่พ่อสร้างวัดขึ้นมาเพื่อจะให้คนทั้งหลาย หรือว่าสรรพสัตว์รวมทั้งโลกจักรวาลสังคม รับผลกระทบที่ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ ยุติธรรมต่อวัดที่พ่อสร้างอย่างตรงไปตรงมาถูกต้องแล้วก็คนที่เข้ามาอยู่ในวัดและลูกหลานที่เข้ามาอยู่นั้นก็ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ ยุติธรรม ถูกต้องตามหน้าที่ของวัตรปฏิบัติ

ในประเด็นที่สี่ ในคำถามที่ถามว่า สำหรับความเป็นผู้นำของวิญญาณ มันควร จะมีลักษณะเช่นไร พ่ออธิบายไม่ได้เพราะ มันเป็นเอกลักษณ์ของ ตัวเอง ผู้นำทางวิญ-ญาณแต่ละองค์ที่ผ่าน มา เท่าที่พ่อได้สัมผัสและได้รู้จัก ได้วิเคราะห์ ได้ใคร่ครวญ ได้พิจารณา ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระอริยะเจ้า พระเถระต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่พ่อได้เข้า ใจ ท่านก็มีอุปนิสัยแล้วก็สันดานเดิมหรือความคิดเดิมการกระทำของท่านเดิมๆ นั้นก็แตกต่างกันไป พ่อก็เลยไม่กล้าหรือไม่สามารถจะบอกได้ว่าผู้นำทางวิญญาณที่ถูกต้องควรมีลักษณะเช่นไรแต่ที่แน่ๆ ก็คือ มีการกระทำ คำพูดและความคิดตรงกันแล้วก็เต็มพร้อมไปด้วยประโยชน์และความประหยัด นี่คือลักษณะที่จะมองสังเกตผู้นำทางวิญญาณ

เพราะฉะนั้น สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ ปัญหาที่มีอยู่ การกระทำ ที่มีอยู่ และการเกิดขึ้นที่มีอยู่นี้ พ่อถือว่ามันไม่มีอะไรในกอไผ่ เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ ฑีฆนขะ อัคคิเวสนโคตร และพราหมณ์ทั้งหลายว่ามันไม่มีอะไรในอากาศ มันไม่มีอะไรในอากาศ ไม่รู้น่ะคนอื่นจะคิดยังไงพ่อไม่รู้ แต่พ่อคิดของพ่อเองว่าพ่อไม่เห็นมีอะไรในอากาศไม่ปรากฏรอย อะไรในอากาศได้เลย เพราะฉะนั้น ชีวิตของพ่อจึงเป็นชีวิตของพ่อ พ่อมีสิทธิ์ที่จะกำหนดตัวพ่อเองได้ตลอด เวลา เพราะมันเป็นชีวิตที่พ่อได้ใช้มัน พ่อไม่เคยให้ชีวิตมา ใช้พ่อ แล้วพวกเจ้าล่ะ พวกเจ้าได้ใช้ชีวิตของเจ้าแล้วหรือยัง

ในอีกเรื่องหนึ่งก็คือปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหา เล็ก ปัญหาใหญ่ปัญหาน้อย การแสดงออกซึ่งความรู้ ความสามารถ ความเบียดบังเหยียบย่ำกันในความคิดอ่าน มึงรู้น้อย กูรู้มาก มึงทำไอ้นั่นได้น้อย ทำไอ้นี่ได้มากอะไรอย่างนี้ เรื่องของเรื่องมัน เกิดขึ้นจากความไม่รู้จักตัวเอง อะไรคือความไม่รู้จักตัวเอง ก็คือ ถ้าหากว่าพวกเจ้าจะถามตัวเองสักนิดว่า ตั้งแต่วันแรกที่บวชเจ้ามาจนถึงวันนี้ เจ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำคำพูด ความคิด ก่อนที่เจ้าจะบวชกับหลังจากที่เจ้าบวชเจ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงในหนทางดีขึ้นมาบ้าง ก่อนที่เจ้ามีชีวิตกับหลังที่เจ้ามีชีวิต ก่อนที่จะรู้เดียงสากับหลังรู้เดียงสา ก่อนที่จะโตกับหลังที่จะโตหลังจากโตแล้วเจ้ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ถ้ามันยังไม่ได้เปลี่ยนไปเลยก็แสดงว่าเจ้าไม่พัฒนา ชีวิตที่ไม่ได้พัฒนาคือชีวิตที่ย่ำอยู่กับที่ คนที่ย่ำอยู่กับที่แล้วมันจะเจริญได้อย่างไร พ่อก็ต้องบอกว่ามันเป็นมนุษย์ไส้กลวง ไส้กลวง ที่จะเอาไส้ออกอวด แต่ข้างในนั้นมันไม่ต้นมันกลวง ถ้าจะเปรียบกับต้น ไม้ ก็เป็นต้นไม้ประเภท ต้นมะละกอ ที่ไส้กลวง เป็นต้นกล้วยที่ไม่มีแก่น เป็นหญ้าปล้อง หญ้าขนอะไรประเภทนั้นไป มันไม่มีแก่นสารสาระ หรือหาประโยชน์ได้น้อย มีประโยชน์แต่มีประโยชน์ได้น้อย

เพราะฉะนั้น พ่อจึงอยากจะบอกว่าชีวิตที่อยู่อย่างไม่มีประโยชน์หรือมีประโยชน์ได้น้อย พ่อก็รู้สึกว่ามัน ถ้าเป็นพ่อแล้วล่ะก็อยู่ไม่ได้ พ่ออยู่ไม่ได้ พ่ออาจจะต้องยอมที่จะทำอะไรสักอย่าง เพื่อจะทำให้เป็นการหยุดความไม่มีประโยชน์ของตนเสีย แล้วก็การที่เจ้ามาแสดง ออกถึงความรู้ความสามารถน่ะ ว่าคนนั้นอาวุโสน้อย คนนี้อาวุโสมาก คนนี้อาวุโสใหญ่ คนนั้นอาวุโสเยอะ คนนั้นอายุน้อย คนนี้อายุมาก ไอ้การ อาวุโสน้อย อาวุโสมาก อายุเยอะ อายุใหญ่นั่นน่ะ มันอยู่ กันที่ไหน ศาสนานี้เขาสอนกันว่า คนแก่ แก่ประเภทใด เจ้า ลืมกลอนที่ท่องบ่อยๆ แล้วหรือว่า

"คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน
คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน
คนจะรวย รวยศีลรวยทาน ใช่บ้านโต"

อย่าลืมว่า ประโยคที่สองที่พูดว่าคนจะแก่นั้นเขาแก่ ความรู้ใช่อยู่นาน ไอ้ความรู้ตัวนี้ไม่ใช่ผู้ที่เกิดจากการท่อง จำน่ะ แต่มันจะ รู้ที่เกิดจากการกระทำ เขาจึงเรียกว่าเป็น คนแก่ ใครก็ได้ที่ตัวเองทำได้ อะไรก็ได้ สิ่งใดที่เราทำไม่ได้คนอื่นเขาทำได้ เราก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนแก่ คือรู้มากกว่าเรา เราก็ต้องเคารพเขาใน ฐานะที่เป็นผู้รู้มากกว่าเรา และอะไรที่เราทำได้ เขาทำไม่ได้เขา ก็ต้อง ยอมรับว่า เราแก่กว่าเขา เรารู้มากกว่าเขา การอยู่ กันด้วย ความเอื้ออาทรอย่างนี้ การยอมรับกันอย่างนี้ เขาเป็นสังคมของคนมีธรรมะน่ะลูก

แต่ถ้าหากว่าจะมานั่งเคารพกัน วิตกวิจารณ์กันเพียง แค่มึงอายุน้อยพรรษาน้อย ความรู้น้อย กูอายุมาก พรรษา มาก ความรู้ มากคนแก่ที่สุดชั่วไม่ได้หรือ คนอายุมากพรรษามาก ความรู้มาก ไม่เป็นคนเลวเลยหรือ ในขณะเดียวกัน คนอายุน้อยพรรษาน้อยความรู้น้อย ทำดีไม่เป็นบ้างเหรอ แล้วไม่มีโอกาสจะดีเลยหรือ แล้ว ในมุมกลับคนอายุน้อยพรรษาน้อยชั่วไม่เป็นหรือไง คนอายุมาก พรรษามากความรู้มาก ดีมั่งไม่เป็นหรือไง

เพราะฉะนั้น พ่อจึงอยากจะถามพวกเจ้าว่า เจ้ากำลังจะเล่น อะไรกัน หรือกำลังจะทำอะไรกันหรือ รู้ไหม ว่าเจ้ายิ่งเล่นยิ่งทำน่ะ คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือใคร พ่อกำลังจะบอกว่าคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดนั้นไม่มี มี แต่คนที่เสียประโยชน์มากที่สุด นอกจากศัตรูของเจ้าแล้ว ก็ถ้าเจ้าจะเกลียดนาย ก. แล้วเจ้าก็พยายามจะแสดงอะไร ต่ออะไรเพื่อเบียดบังนาย ก. และถ้าเผอิญนาย ก. เขาเป็นคนมีธรรมะ เป็นคนที่รู้จักเรียนรู้ เป็นคนที่รู้จักหาประสบการณ์ทางวิญญาณ เขาจะได้ประโยชน์จากเจ้ามากที่สุด

พ่ออยาก จะเตือนด้วยความหวังดี ด้วยความเอื้อ อาทรอย่างสูงสุดแล้วน่ะ ปกติแล้วพ่อไม่ควรจะเตือนให้ เจ้าได้รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ เพราะคนชั่วสันดานชั่วก็คือการทำ ชั่ว ชาวโลกเขามักจะยอมรับกันว่ามันแก้ไขไม่ได้

แต่สำหรับพ่อแล้ว พ่อถือว่าแก้ได้ คนชั่วที่สุดมี โอกาสจะเป็นคนดีที่สุดได้ มหาโจรห้าร้อยยังเป็นอรหันต์ ได้เลย คนที่ฆ่าเขามาชั่วชีวิตก็ยังเป็นพระอริยเจ้าได้ เพราะ ฉะนั้นพ่อก็เลยให้โอกาสกับ พวกเจ้าว่า ที่พ่อเคยพูดเป็น ประจำว่า ถ้าพ่อเลือกอยู่ระหว่างมิตรกับศัตรู พ่อจะเลือก อยู่กับศัตรูมากกว่ามิตร เพราะว่าศัตรูมันมีบทสอนให้พ่อ ได้รู้ได้เรียน ได้เข้าใจ ได้มีประสบการณ์มากกว่าอยู่กับ มิตร มีบทเรียนที่มีค่ามากกว่ามิตร เพราะฉะนั้น พ่อก็เลยอยากจะบอกกับพวกเจ้าว่า เจ้ากำลังจะตั้งใจเรียนกัน หรืออย่างไร ถึงได้พยายามสร้างศัตรู....