ความเห็น 94984

พ่อให้เจ้าทั้งชีวิต ตอนที่ 8 พ่อเจ้าให้ทั้งชีวิต

เขียนเมื่อ 

บทที่ 4 ผู้สงบย่อมค้นพบความสับสนได้มากกว่าคนที่วุ่นวาย
"ลูกรัก"
น้ำที่ไหลรินกับน้ำที่ราบเรียบ นิ่งสงบ ลูกว่าน้ำชนิดไหนที่ดูมั่นคง พร้อมเสมอกับสถาน-การณ์ทุกชนิด ทั้งตั้งรับหรือตอบโต้ ไม่ว่าจะซึมซับหรือรับสัมผัส แต่สำหรับพ่อ พ่อก็ต้องเลือกน้ำที่ราบเรียบสงบนิ่ง ถ้าลูกไม่เชื่อ ลูกลองนำก้อนหินโยนลงไปในน้ำที่กำลังไหลริน แล้วคอยสังเกตถึงการตอบรับของน้ำที่ไหลดูสิ ลูกจะเห็นว่ามันได้กระจาย เป็นวงแค่วูบหนึ่งและแล้วร่องรอยของการกระจัดกระจายก็ถูกกลืนหายไป พร้อมกับการไหลรินของน้ำ แต่ถ้าลูกนำเอาก้อนหินโยนลงไปในน้ำที่ราบเรียบนิ่งสงบ ลูกก็จะเห็นว่ามันได้ตั้งรับพร้อมกับการตอบสนองการสัมผัสได้อย่างละเอียดลออหมดจด ชัดเจน ซึ่งจะรุนแรงหรือเบาบางนั้นมันขึ้นอยู่กับวัตถุที่มากระทบ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก หนักหรือเบา ยาวหรือสั้น แล้วก็สุดท้ายคลื่นแห่งการกระจัดกระจาย ได้ค่อยๆ สงบราบเรียบลงอย่างอ่อนโยนแนบนิ่ง

ถ้าจะนำเอาน้ำทั้งสองชนิดมาเปรียบกับคนล่ะ เจ้าจะเปรียบกับคนประเภทอะไร สำหรับพ่อ พ่อก็จะเปรียบกับคนที่สับสนวุ่นวายคือน้ำที่ไหลรินคนที่สงบนิ่งได้กับน้ำที่สงบนิ่งและราบเรียบ

ทีนี้ ลูกพอมองออกหรือยังว่า น้ำกับคนมันมาเกี่ยวอะไรกัน ถ้ายังมองไม่ออกพ่อจะบอกให้ ความสับสนวุ่นวายมันเกิดขึ้นมาได้เพราะความ กดดันความเครียด ความวิตกกังวล ความกลัว และความฟุ้งซ่าน ความไม่รู้ สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นอยู่กับใครแล้ว เขาผู้นั้นก็ต้องเหมือนกับน้ำที่ไหลรินที่ไม่สามารถสงบนิ่งอยู่ได้ ซึ่งเป็นเหตุปิดกั้นความรับรู้ซึมซาบสัมผัสสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ ให้ชัดเจนดื่มด่ำ ซาบซึ้ง หรือถึงจะรับรู้รับสัมผัส ก็เป็นการรู้การสัมผัสแบบขอไปที ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์แจ้งชัดอย่างเต็มที่ และบางทีบางครั้งมันก็จะกลายเป็นความเต็มทีไปเสียด้วย

ทีนี้ สำหรับน้ำที่ราบเรียบสงบนิ่ง เปรียบได้กับผู้ที่มีความสงบนิ่งภายในจนกลับกลายเป็นความราบเรียบของกาย วาจา คล้ายๆ กับผู้มีตาอัน เบิกกว้าง สามารถมอง รับรู้เห็นเหตุการณ์ได้ทั้งใกล้และไกล ทั้งภายในและภายนอกอย่างแจ้งชัด ทั้งยังสามารถสัมผัสซึมซาบถึงรสชาติของสิ่งที่ผ่านมา และผ่านไปในชีวิต ได้อย่างดื่มด่ำสาระของจิตใจภายในจะโดดเด่น เปิดเผย ออกมาอย่างแจ้งชัดหรือชัดเจน ลูกจะรับรู้และเกิดความรู้จักตนเองได้อย่างตรงไปตรงมา ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ลูกสามารถสัมผัสกับสิ่งที่มากระทบและสิ่งรอบ ๆ ตัวอย่างตรงไปตรงมาเปิดเผย เหมือนกับน้ำที่ราบเรียบสงบนิ่งพร้อมที่จะรับสัมผัสเมื่อมีอะไรมากระทบ ก็จะซึมซับถึงรสชาติ กลิ่นไอ และความโยกเยก คลอนไหวได้อย่างถูกตรง อีกทั้งยังจบลงด้วยความอ่อนโยน บริสุทธิ์

ลูกรัก....
พ่อจะบอกให้ลูกได้รู้ถึงประโยชน์ของความสงบนิ่งว่า มันสามารถจะเป็นตัวการให้เกิดการรวมตัวของพลังงานไม่ให้กระจัดกระจาย แม้ในความรู้สึก นึกคิด อีกทั้งลูกยังจะสามารถจัดระดับของความคิดของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งลูกก็จะต้องรู้ตัวเองว่า ลูกต้องการอะไร อุปสรรคที่จะมี ลูกก็จะรู้ดีที่ จะจัดการรับกับมันด้วยความมั่นใจ โปร่งใจ แจ่มใส เคลื่อนไปข้างหน้าได้ อย่างราบรื่น กลมกลืน สอดคล้องกับการสัมผัสงานและชีวิตงานและชีวิตมัน จะเป็นการสัมพันธ์อย่างกลมกลืนกับพลังที่ลูกได้รับจากความรู้จักตัวเอง และถ้างานปรากฏอุปสรรคเงื่อนไข แทนที่ลูกจะปฏิเสธ ลูกกลับจะเต็มใจทำสิ่งที่ควรทำ การสัมผัสและการรับรู้ที่ซื่อตรงจะเป็นรากฐานของงานได้อย่างแกร่ง แกร่งกล้า และก็เข้มแข็ง สามารถเมื่อผลของงานออกมา มันจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพ ของความสงบนิ่งเยือกเย็นที่ลูกใช้เป็นรากฐานของการทำงาน ลูกจะสามารถ สัมผัสถึงรสชาติ ความดื่มด่ำอย่างแท้จริงที่ได้จากการทำงาน อย่างไรก็ตาม พ่อก็ต้องเตือนเจ้าให้รู้ตัวเอาไว้ว่า เจ้าจะกลายเป็นน้ำใสแต่ไหลรินโดยไม่รู้สึกตัวเสียก่อน ซึ่งอาจจะเกิดจากความกดดัน ความเครียดในชีวิตประจำวัน มักจะทำให้เป็นเรื่องยากแก่การดูแลรักษาความราบเรียบสงบนิ่งของชีวิตจิตใจ เพราะความกดดันของโลกคือการเปลี่ยนแปลงเพราะความกดดันของ อารมณ์และสังคม สิ่งแวดล้อมมักจะทำให้ลูกเกิดความวิตกกังวลหวาดกลัว ขลาดเขลา ตึงเครียด และหนักใจการรับรู้รับสัมผัสต่างๆ จะขุ่นมัวไม่ชัดเจน ลูกจะไม่รู้ว่า ลูกต้องการอะไรต้องทำอะไร ความรู้สึกนึกคิดของลูกจะกระจัดกระจาย พลังงานก็จะขาด ๆ เกิน ๆ ฟุ้งซ่าน ขาดประสิทธิภาพ ซึ่งจะ ทำให้ลูกต้องเหนื่อยมากขึ้น เบื่อมากขึ้นเครียดมากขึ้น วิตกกังวลมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้แหละ มันจะเข้ามาแทนที่ความรู้แจ้งชัด ความสงบ ความเยือกเย็น และการจัดระดับความคิด เหล่านี้แหละคือตัวอุปสรรคตัวปัญหา ที่จะทำให้เจ้าใช้พลังเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ ผลที่ได้ คือความกลัดกลุ้ม หมกมุ่น กังวล มันจะทำให้ลูกล่าช้าต่อการกระทำ ความกลัดกลุ้มหมกมุ่นวิตกกังวลและความเครียดจะเป็นตัว เผาผลาญพลังงานและกาลเวลา ของลูกให้หมดไปอย่างมากมายไร้ประโยชน์ จนทำให้ลูกไม่สามารถมีเวลาและพลังที่จะทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้สำเร็จต่อไปได้ จิตใจของลูกจะกักขังร่างกายให้อยู่ในความตึงเครียด ซึ่งเป็นการยากที่ลูกจะทำงานได้อย่างเต็มที่และมีสุข

ลูกรัก....
พ่อต้องบอกให้เจ้าได้รู้ไว้ว่า ถ้าขืนปล่อยให้ความกลัดกลุ้ม หมกมุ่น วิตกกังวลและความตึงเครียด เข้ามาเผาผลาญกาลเวลาและพลังของเจ้าให้มันหมดไปวัน ๆ เช่นนี้แล้วล่ะก็ ชีวิตของลูกก็จะมีแต่เวลาและพลังที่เหลือน้อยเต็มที คงไม่เพียงพอเป็นแน่ที่จะสามารถบรรจุความโปร่งใส เสรี สดชื่น เบาสบาย สงบสันติและประโยชน์ให้แก่คนอื่นและตนเองได้เป็นแน่อย่างไรก็ตาม พ่อก็ยังมีวิธีที่จะบรรเทาความเครียดอันหนักอึ้งของร่างกายและจิตใจเหล่านี้ได้

ทีนี้ ลูกจะรู้ได้อย่างไรว่าตนและคนอื่นมีความเครียดหนัก ก็รู้ได้ด้วยการ สังเกตดูร่างกายเป็นอันดับแรกไงล่ะ ซึ่งก็ไม่เสมอไปนักสำหรับทุกคนแต่ส่วนใหญ่มักมีอาการเช่นนี้ คือ เลือดลมและพลังโคจรไม่เป็นปกติ กล้ามเนื้อหน้าตึง ปวดหัวบ่อย ๆ อ่อนเพลียได้ง่ายโดยหาสาเหตุไม่พบ และยังมีอาการอื่น ๆ เข้ามาแทรกซ้อนอีกมาก อาการเหล่านี้ก็จัดว่าเป็นความเครียดหนักเสีย เป็นส่วนใหญ่ มิใช่จะมีความผิดปกติของร่างกายแค่นี้หรอกน่ะ

ยัง...มันยังจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การทำงานและต่อสังคมอีกด้วย ซึ่งผลกระทบเหล่านั้นจัดเป็นผลกระทบในทางเชิงลบทั้งสิ้นตัวอย่างเช่น บุคคลใดที่มีความเครียด ร่างกายก็จะเผาผลาญพลังงานมากกว่าคนอื่นที่ไม่เครียด เป็นเหตุใด้เกิดความร้อนขึ้นปกติ เพราะอวัยวะและต่อมไตต่าง ๆ จะทำงานหนักขึ้น จะทำให้ขับของเสียมากขึ้น เหงื่อออกมากขึ้น กลิ่นตัวมากขึ้นความร้อนในร่างกายเพิ่มมากขึ้น แล้วทีนี้ ลูกลองนึกดูซิว่า เมื่อคน ๆ นี้ได้เข้าไปสู่สังคม หรือกำลังจะอยู่ในสังคม จะมีผลกระทบต่อสังคมเช่นไร

นอกเหนือจากนี้ ถ้าสังคมเหล่านั้นมีคนที่เครียดหนักมากกว่าหนึ่งคน อะไรจะเกิดขึ้น และความเครียดนี้ผลที่ตามมาก็คือของเสีย อารมณ์ และการระบาย ซึ่งการระบายของเสียที่เป็นอารมณ์นั้น ถ้าไม่เกิดการยอมรับคงต้องมีปัญหาเป็นแน่ ถ้ามีปัญหาและเผอิญมีปัญหาขึ้นมาจริง ๆ อย่างว่า มันก็จะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่สังคม เป็นผลกระทบต่อการงาน ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมด้วย ตัวอย่างเช่น คนที่มีปัญหามักจะหมกมุ่น กลัดกลุ้ม วิตกกังวลทำให้ไม่มีพลังและเวลาพอที่จะทำงานให้สำเร็จได้ นี่เป็นปัญหาโดยตรงหรือถ้าทำสำเร็จผลของงานคงจะไม่สมบูรณ์ และถ้าจะให้มีการยอมรับของสังคม ผู้ที่อยู่ในสังคมคงจะไม่มีใจเป็นธรรมพอที่จะยอมรับผลของงานและของคนที่มีปัญหา นี่เป็นผลกระทบโดยอ้อม เห็นไหม ลูกเห็นไหมว่าความหมกมุ่น กลัดกลุ้ม วิตกกังวลและตึงเครียด เมื่อเกิดขึ้นแล้วมันไม่เป็นผลดีกับใครเลย

ลูกรัก....
ความรู้จักตนเองอย่างชัดแจ้งย่อมทำให้ลูกเป็นผู้สงบ ผู้สงบย่อมค้นพบความผ่อนคลาย โปร่งเบาสบาย อีกทั้งความสงบยังจะกระตุ้นให้เกิดปัญญา และเพิ่มพลังให้แก่ร่างกาย ลูกจะรับรู้ รับสัม-ผัสต่อสิ่งต่างๆ ได้อย่าง คมชัดและสามารถโต้ตอบได้อย่างรวดเร็ว แจ่มแจ้ง ชัดเจนปฏิภาณไหวพริบของลูกจะ ฉับไว ทั้งยังจะทำให้ลูกมีความคิดที่สอดคล้องกลมกลืนผสม ผสานกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ลูก จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้แสวงหาความสงบ และผ่อน คลายความตึงเครียดตามที่ลูกได้ทำตัวอย่างให้เขาได้ดูด้วย ซึ่งจะ ทำให้ลูกและสังคมได้มองเห็นคุณประโยชน์ในการมีชีวิตเพิ่มมาก ขึ้นทีเดียวแหละ งานและการมีชีวิตจะเป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ ที่จะ ทำให้ลูกภาคภูมิใจต่อการที่ได้ลงมือทำมัน

ลูกรัก....
พ่อมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่คนอื่นตั้งขึ้นมาถามพ่อปัญหาอันนั้นก็คือ ความอยู่รอดและความเป็นไปได้ของอาราม ธรรมะอิสระที่พ่อสร้างมันขึ้นมาด้วยลำแข้ง ชีวิตจิตใจและวิญญาณ ของพ่อเองมีคนตั้งปัญหาถามพ่อว่า การที่พ่อละเลยหรือละทิ้ง ไม่ ได้สนใจดูแลบริหารหรือว่าไม่ได้อยู่ควบคุมดูแลในอารามธรรมะอิสระนี้ มันจะไม่ทำให้อารามธรรมะอิสระตกต่ำลงไปหรือ เพราะผู้คนทั้งหลายเขาศรัทธาในตัวพ่ออยู่ และถ้าคนที่ศรัทธาไม่อยู่ใคร ก็ไม่อยากจะเข้าวัด พ่อก็เลยต้องตอบกับเขาว่า พ่อไม่ได้ปรารถนา ที่จะให้ใครมาศรัทธาในตัวพ่อ แล้วพ่อก็ไม่ได้ปรารถนาที่จะทำตัว เองให้เป็นที่น่าศรัทธาของคนอื่น แต่.....แต่พ่อปรารถนาที่จะทำตัวเองให้เป็นที่น่าศรัทธาของตัวเอง ให้เป็นที่ควรต่อการเคารพของตัวเองมากกว่า และพ่อก็ไม่ได้ปรารถนาให้ใครเขามาแสวงหาความสุข ความเสรีภาพ ความสบายใจ ความชื้นใจที่เกิดจากตัวพ่อ แต่พ่อปรารถนาจะให้คนทุกคนสร้างความสุขเสรีภาพ สบายใจ ชื่นใจให้เกิดขึ้นในตัวของเขาโดยที่ไม่ต้องมาอาศัยพ่อและพ่อก็ไม่ได้ปรารถนาจะทำตัวเองให้เป็นที่น่าศรัทธาสำหรับที่จะ ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาสู่วัด สิ่งที่พ่อปรารถนาก็คือพ่ออยากจะให้วัดที่พ่อสร้างขึ้นนั้น เป็นที่ยังให้เกิดความศรัทธาด้วยส่วนประกอบ และองค์ประกอบของวัดเองไม่ใช่ศรัทธาในบุคคลอย่างเดียวเพราะ ถ้าขืนมาศรัทธาในบุคคล คนมันมีอายุไม่ถึงร้อยปี เดี๋ยวก็ตาย

แต่ถ้าวัดรักษาดี ๆ มันมีอายุเกินกว่าร้อยปีได้เป็นแน่ ผู้คน ที่มาเคารพ ศรัทธาในตัวบุคคลหรือวัตถุอย่างเดียว มันก็อาจจะไม่สมบูรณ์นักประโยชน์ จะได้นิดหน่อยเกินไป เหตุผลก็เพราะว่า เหตุผลที่พ่อต้องการจะให้คนทั้งหลายมาเคารพศรัทธาต่อองค์ประกอบแล้วก็ตัวอาวาสหรือตัววัดแล้วก็ส่วน ประกอบทั้งหลายของ วัด ก็เพราะว่ามันจะตรงถูกต้องตามเจตนารมณ์แล้ว ก็ปฏิภาณของ องค์สมเด็จะพระศาสดามากกว่า ที่พระองค์ทรงปฏิภาณ อยากจะให้คนทั้งหลายเคารพศรัทธาในศาสนาในการปฏิบัติ มิใช่เพียงแค่ ในบุคคล แล้วพ่อก็มุ่งหวังแต่เพียงว่า ลูกหลานทั้งหลายที่อยู่ในวัดจะเป็น องค์ประกอบส่วนใหญ่ ที่จะทำให้คนทั้งหลายเข้ามาเคารพศรัทธาในวัด

สรุปรวมความก็คือ พ่อต้องการจะให้ลูกหลานทุกคนที่อยู่ในอาวาสนี้ทำตัวเองให้เป็นที่น่าศรัทธาของตนก่อน เมื่อตัวเองสามารถจะสร้างความศรัทธา ความเชื่อ ต่อการกระทำของตนขึ้นมาได้แล้ว ไอ้ความศรัทธานั้นก็ต่างคนต่างสร้าง ต่างคนต่างเพิ่ม ต่างคนต่างพอกพูนขึ้น มันก็ล้นหลามและไหลบ่าไปจนถึงบ้านช่อง บ้านเรือน และตัวบุคคลและหัวใจคนอื่น สรรพสัตว์อื่น เขาก็รับทราบถึงรสชาติและกลิ่นอายของความน่าศรัทธานี้ ทุกคนก็จะพากันเข้ามาเองโดยมิต้องมาตั้งหน้าตั้งตาแจกซองฎีกาเรี่ยไรหรือกวักมือเรียกให้เขาเข้ามา

เพราะฉะนั้น นี่คือประเด็นหนึ่งที่พ่อได้ตอบกับเขาว่า อยากให้ทุกคนศรัทธาในวัด ศรัทธาในคณะสงฆ์มาก กว่าตัวบุคคล ซึ่งทุกคน ในคณะสงฆ์นั้นก็มีสิทธิ์ที่จะทำตัวเองให้เป็นที่น่าศรัทธาของตนเองก่อน แล้วจึงจะทำ ให้คนอื่นเขาศรัทธาตาม มา ส่วนในปัญหาข้อที่สอง ที่ได้ถามพ่อว่า พ่อทำไมไม่ตั้งบุคคลที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งไม่จำเป็นต้องตั้งบุคคลที่รับผิดชอบโดยเป็นผู้รักษาการ ทำไมไม่ตั้งให้มันถาวรขึ้นมาเลย พ่อได้ตอบกับเขาว่า พ่อไม่มีสิทธิ์ ไม่มีอำนาจ ที่จะไปบ่งบอกว่า ผู้ใด ใครกันแน่ที่สามารถจะเป็นผู้นำทางวิญญาณของโลกสังคมและสรรพสัตว์ได้ พ่อพูดอย่างนี้ลูก เข้าใจไหมว่า พ่อไม่สามารถที่จะตั้งให้ใครเป็นผู้นำทางวิญญาณของโลกและสังคมได้ เหตุผลก็เพราะว่าไอ้การที่จะเป็นผู้นำทางวิญญาณของคนนั้นไม่ใช่อยู่ที่การแต่งตั้งแต่มันอยู่ที่การยอมรับต่างหากล่ะลูก การยอมรับที่ทุกคนมีให้แก่คนๆ นั้นการเคารพ เทิดทูนบูชา แล้วก็รับฟังเหตุและผลของคนๆ นั้นที่คนๆ นั้นมีด้วยการกระทำของตนเองไม่ใช่ด้วยการเรียนรู้ และท่องจำอย่างเดียว

เพราะฉะนั้นพ่อก็เลยบอกกับเขาว่า พ่อไม่สามารถที่จะแต่ง ตั้งตำแหน่งหน้าที่ตายตัว ซึ่งคนๆ นั้นจะทำหน้าที่เป็นผู้นำทางวิญญาณของสรรพสัตว์ โลกและสังคมได้ นอกเสียจากคนๆ นั้นจะทำตัวเองให้เป็นคนที่ควรแก่การยอมรับของโลกและสังคมสรรพสัตว์ขึ้นมาเอง ถ้าเขาทำได้เช่นนี้ ก็ถือว่าเขาได้รับมอบหมาย ตำแหน่งหน้าที่ให้เป็นผู้นำทางวิญญาณ

ในการที่พ่อสร้างวัดนี้ขึ้นมาก็มิได้มุ่งหวังว่าจะให้ใครมารับตำแหน่งด้วยการแต่งตั้ง แต่พ่อมุ่งหวังว่า ให้ทุกคนเข้ามาทำหน้าที่ ทำหน้าที่ให้เป็นผู้นำทางวิญญาณของตนเอง ถูกต้องตามหน้าที่ของตนเองตามหน้าที่ของ ผู้นำทางวิญญาณอย่างสมบูรณ์ แล้วทุกคน สรรพสัตว์ โลกและสังคมจักรวาลก็จะพากันแต่งตั้งคนที่มีความรู้ ความสามารถ การกระทำที่ถูกต้อง ตรงแนวบริสุทธิ์ยุติธรรมตามหน้าที่ของผู้นำทางวิญญาณนั้นขึ้นมาเองโดยที่มิใช่พ่อเป็นผู้แต่งตั้ง มิใช่คนใดคนหนึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง

เพราะฉะนั้น คำถามในประเด็นที่ว่า ทำไมพ่อไม่แต่งตั้งบุคคล ที่รับผิดชอบโดยตรงขึ้นมาให้มันถาวร พ่อก็ตอบกับเขาไปตามที่พ่อพูดออกมาแล้วว่า พ่อไม่สามารถหรือไม่มีความสามารถพอที่จะไปแต่งตั้งคนใดคนหนึ่งให้มาเป็นผู้นำทางวิญญาณได้ ถ้าคน ๆ นั้นไม่สามารถจะปฏิบัติตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของโลกและสังคม มันก็ดูจะเป็นการยัดเยียดมากเกินไป พ่อจึงตั้งแต่เพียงผู้รักษาการในตำแหน่งต่างๆ ขึ้นมาเท่านั้น เพื่อให้ได้ทำหน้าที่ในขณะที่ยังไม่สามารถจะมีใครเป็นผู้นำทางวิญญาณขึ้นมาได้ และการตั้งตำแหน่งผูรักษาการก็มิใช่ตำแหน่งเด็ดขาด

ลูกรัก....
พ่ออยากจะเล่าอะไรให้ลูกได้ฟังสักนิดว่า กว่าพ่อจะเป็นตัวของพ่อเองขึ้นมาทุกวันนี้ หรือกว่าจะเป็นหลวงปู่ของโลกและสังคมจักรวาลเป็นที่ยอมรับของสังคมขึ้นมาได้ทุกวันนี้ พ่อไม่ได้นั่งแป้นชูคอแล้วก็ประกาศศักดา พ่อไม่ได้แสดงออกมาซึ่งเปรียญ ธรรมความรู้ หรือว่าปริญญาพ่วงท้าย พ่อมิได้มีใครมาสนับสนุน ประกาศ โฆษณาให้คนทั้งหลายมายอมรับในเกียรติภูมิและพ่อก็ไม่ได้มีทุนรอนอะไรที่จะไปแจกจ่ายให้คนทั้งหลาย ให้เข้ามายอมรับซื้อสิทธิ ซื้อเสียง อย่างที่เขากำลังจะเป็นกันในปัจจุบัน พ่อมิได้มีผลงาน คือไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อให้ยอมรับในผลงานของตน

แต่ลูกรู้ไหมว่า พ่อสร้างตัวเองขึ้นมาถึงทุกวันนี้ได้ด้วยอะไร ก็ด้วย ชีวิตวิญญาณ ความรู้ สึกนึกคิด ทุ่มเทให้กับการกระทำ การกระทำหน้าที่โดยไม่ได้มุ่งหวังสิ่งตอบแทน แม้แต่ชื่อเสียง เกียรติยศ เกียรติ-ภูมิ หรือการยอมรับใดๆ ของใครเลย แต่พ่อทำทุกอย่างด้วยเอาชีวิตเข้า แลก ด้วยเอาความรู้สึกนึกคิดทั้งปวงเข้าทุ่มเท ด้วยวิญญาณด้วย สายเลือดของตนนั้น ก็เพราะเพียง เพื่อจะให้ตัวเองยอมรับตัวเอง เท่านั้น รวมความก็คือ พ่อต้องการที่จะทำทุกอย่าง เพื่อให้ตัวเอง ยอมรับตัวเอง เคารพในตัวเอง และก็บูชาตัวเองได้เท่านั้นเอง แล้ว ผลของการกระทำอันนั้น พ่อก็มุ่งหวังว่าคนอื่นได้ ประโยชน์จากพ่อ มากแค่ไหน แต่พ่อก็ไม่เคยถามตัวเองว่าพ่อได้ให้ประโยชน์กับตัว เองอย่างไรหรือจากการกระทำนั้นอย่างไร

เพราะฉะนั้น การที่พ่อได้เป็นผู้นำทางวิญญาณหรือเป็นหลวง ปู่หลวงพ่อเป็นครูบาอาจารย์ของโลกสังคมจักรวาลและสรรพสัตว์ ได้ทุกวันนี้ ไม่ใช่ด้วยการแต่งตัว ไม่ใช่ด้วยการที่จะบังคับให้เขายอมรับไม่ใช่ด้วยการยัดเยียดหรือไม่ใช่ด้วยการเทิดทูนประกาศ โฆษณาชวนเชื่อหรือว่าทำดีต่อหน้า แต่พ่อได้มันมาจากการที่พ่อเพียรพยายามทำทุกอย่างทุกวิถีทาง เพื่อจะให้ใช้ ความหมายของคำว่า ให้ด้วยความจริงใจ เสียสละ พ่อก็เลยไม่จำเป็นต้องมีความ อดทน อดกลั้นต่อการกระทำ แต่พ่อจะทำมันด้วยความสมัครใจ เต็มใจ และก็พอใจที่จะทำสุขใจเมื่อได้ทำมัน

เพราะฉะนั้น การที่พ่อได้เป็นผู้นำทางวิญญาณ ลูกจะเห็นว่าไม่มีใครมาแต่งตั้งพ่อ ไม่มีใครมายอมรับพ่อโดยตรง แต่พ่อยอม รับตัวพ่อเอง พ่อแต่งตั้งตัวพ่อเอง โดยการที่พ่อได้ทำหน้าที่ของตนให้สมกับคุณค่าและสรรพชีวิตคุณภาพของการมีชีวิตให้สมกับ คุณภาพของการมีชีวิตทุกๆ ย่างก้าว ทุกๆ อิริยาบถ ทุกๆ ลมหาย ใจ และ เมื่อสิ่งเหล่านี้ พ่อทำเพิ่มพูนมากขึ้น มากขึ้น มากข้น มัน ก็คงจะเหมือนกับน้ำที่อยู่ในตุ่มแล้วมันก็ไหลออกไปนอกตุ่ม เพราะว่าเติมทุกวัน เติมบ่อยๆ เติมเรื่อยๆ จนมันเต็มตุ่มแล้วก็เมื่อมันเต็มแล้วมันก็ล้นออกไป เมื่อมันล้นออกไป มันก็ไหลนอง เจิ่งออกไปตามพื้นดินเป็นประโยชน์ต่อพืชพรรณธัญญาหาร เมล็ดหญ้าที่จะงอกงามเจริญเติบโตต่อไป เมล็ดหญ้าพืชพรรณธัญญาหารเหล่านั้นก็จะชื้นปกคลุมโอ่งน้ำแล้วน้ำในโอ่ง หรือตุ่มน้ำ ในถังตุ่มนั้นเอาไว้ มันก็คล้ายๆ กับความดีที่เจ้าทำ หรือลูก หรือ พ่อทำ ทำเรื่อยๆ ทำบ่อย ๆ ให้เรื่อยๆ ให้จนกลับกลายเป็นว่าสังคมเหล่านั้นเข้ามาโอบอุ้มเราเอง โดยที่เราไม่ต้องกวักมือเรียกร้อง หรือว่าเรียกหาชักจูงหรือเชิญชวนเข้ามา