เรามาเป็นครูฝึก”วิถีคิด”ให้ศิษย์และลูกของเรากันเถอะ

"เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ของพวกข้าพเจ้า ชั่วกาลนาน"​

สังคมทุกวันนี้ดูจะมีปัญหาไปเสียทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นมุมทำมาหากิน มุมความสงบ มุมเด็ก มุมผู้ใหญ่ แต่ทุกมุมดูจะเกี่ยวพันกันหมด แต่มุมที่จะชวนผู้อ่านพิจารณา จะเน้นมุมเด็ก เป็นมุมเด็กที่สร้างความวิตกกังวลต่างๆ นานาให้แก่ผู้ปกครองและครูหลากหลายแบบ

โดยทั่วไปความสนใจ ห่วงกังวลของผู้ปกครองและครูมักเป็นเรื่องการเรียน กิจกรรมในชีวิตประจำวันของนักเรียนในขณะปัจจุบันที่อยู่ในโรงเรียนและที่บ้าน ส่วนมากครูและผู้ปกครองจะร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเช่น

  • ลูกถูกเพื่อนรังแกที่โรงเรียน สอนลูกแก้ปัญหาหลายวิธี ไม่ได้ผล จำต้องไปบอกโรงเรียนให้ย้ายเจ้าเด็กเกเรให้ออกห่าง
  • ลูกต้องเรียนพิเศษนอกโรงเรียนในเวลาเรียน เพื่อโอกาสของการสอบแข่งขันระดับชาติ เพื่อความภาคภูมิใจของ...
  • ลูกต้องมาสายเป็นประจำเพราะติดเรียนพิเศษตอนเช้า / ผู้ปกครองไม่สามารถมาส่งลูกทันเวลา
  • ลูกควรได้รับการจัดกลุ่มเรียนที่สูงกว่าที่ครูจัดให้ น่าจะอยู่ในกลุ่มดีเด่น
  • ลูกมีพฤติกรรมติดเกม ติดทีวี หรือ ... ที่ผู้ปกครองต้องการให้ครูช่วย
  • นักเรียนใช้โทรศัพท์มือ / พกเงิน เกินที่โรงเรียนกำหนด
  • นักเรียนไม่ทำการบ้าน ครูต้องการความร่วมมือจากทางบ้าน
  • นักเรียนมีปัญหาสุขภาพ/ สุขนิสัยที่บ้านและโรงเรียนต้องช่วยกันปรับพฤติกรรม เป็นต้น
  • นักเรียนมีผลการเรียนต่ำ / นักเรียนควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยความบกพร่องบางประการ
  • นักเรียนไม่ได้ทำการบ้านด้วยตนเอง / นักเรียนลอกการบ้านเพื่อน

ตัวอย่างปัญหาเหล่านี้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่อยู่ในวิสัยของโรงเรียนที่ครูและผู้ปกครองจะร่วมมือแก้ไขด้วยการสื่อสารที่เข้าใจกัน ง่ายบ้าง ยากบ้าง ตามแต่กรณี

แต่มีปัญหากลุ่มใหญ่ๆ อีกกลุ่มหนึ่งที่มาพร้อมกับความก้าวกระโดดของโลกวัตถุนิยมโดยเฉพาะเทคโนโลยีที่รุกเร้าให้คนตื่นตามกระแส มักมากับการโฆษณาและเทศกาลต่างๆ บางครั้งพบว่าผู้ใหญ่เองเป็นฝ่ายสอนลูกให้ติดความทันสมัย ความรู้สึกดูดีดูเด่น ขณะเดียวกันก็มีผู้ปกครองมาเล่าถึงการถูกลูกรบเร้าให้ซื้อเพื่อไม่ให้น้อยหน้าเพื่อน เพราะเพื่อนๆที่โรงเรียนมีกันทุกคน บางกรณีจะพบการคล้อยตามเพื่อนให้ทำในสิ่งที่ผิด บางโรงเรียนพบจากข่าวสังคม เป็นการทำผิดกฏหมายและเสียหายจนถึงชีวิตก็มี โดยเฉพาะเด็กที่เข้าสู่วัยรุ่นตอนต้นที่ไม่รู้วิธีแก้ปัญหา หรือไม่มีทางออกที่จะสื่อสารกับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อแม่ ตัวอย่างจริงที่พบในสังคมปัจจุบันผู้ใหญ่ต้องรู้ทันและช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ โรงเรียนทำได้ พ่อแม่ทำด้วย ความเข้มแข็งก็จะเกิดกับเด็กพร้อมที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลตนเองได้

นี่คือภาระสำคัญของผู้ใกญ่วันนี้ ต้องไม่เพิกเฉย โรงเรียนและบ้านต้องมีบทบาทเล่นอย่างมืออาชีพทั้งคู่ ถึงแม้เราจะพบว่า มหาวิทยาลัยผลิตครูปริญญาให้โรงเรียน แต่เราไม่พบหลักสูตรวิชาสอนครูมีวิธีคิดและฝึกการรับมือที่มาตามกระแสสังคม เช่นเดียวกัน พ่อแม่ทุกคู่ที่พาลูกมาโรงเรียน ผ่านก็ไม่ได้ผ่านหลักสูตรการสอนลูก การแตรียมการรับมือมือเพื่อปกป้องลูกท่าน สิ่งที่พ่อแม่ส่วนมากเรียนรู้คือการหาข้อมูลโรงเรียนดีที่ท่านจะวางใจสอนลูกเราให้เก่งโดยเฉพาะทางวิชาการ แล้วติดตามผลการเรียน ได้A ไหม? มีใครเก่งกว่าลูกเราบ้าง (พอใจ ชื่นชม/ ไม่ขอบใจ อิจฉา !!!) ต้องหากวดวิชาเพิ่ม ส่วนหนึ่งเป็นความสนใจด้านความเก่งทาวิชาการ ส่วนด้านชีวิต ก็มีความหลากหลายตามลักษณะผู้ปกครอง

ในด้านการศึกษาถึงแม้รัฐจะแสวงให้เป็นที่รับรู้กันว่า "รัฐต้องจัดให้มีการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อพัฒนาเยาวชนไทยทุกคนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งในฐานะที่เป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก เพื่อเป็นรากฐานที่พอเพียงสำหรับการใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งเพื่อการพัฒนาหน้าที่การงานและการพัฒนาคุณภาพชีวิตส่วนตนและครอบครัว และเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในอนาคต"...แต่บทบาทและการจัดการของโรงเรียนก็มีความแตกต่างตามอุดมการณ์ และความามารถในการบริหาร จัดการของแต่ละแห่ง และปัจจัยอ่นๆ อีกมากมาย เช่นความร่วมมือของผู้ปกครอง สำหรับปัจจัยความสามารถของโรงเรียนและความร่วมมือของผู้ปกครองของโรงเรียนไผทอุดมศึกษา น่าจะเป็นแบบอย่างของความสถาบันสำคัญของชาติที่จะสร้างความหวังเพื่อสังคมที่มีความสงบสุขในอนาคตได้ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ตัวอย่างที่เป็น รูปแบบภาพนิ่ง แต่เป็นรูปแบบการเรียนรู้ทั้ง 2 ปัจจัย ที่ศิษย์ และลูกของเราจะได้มีส่วนร่วมอยู่ในกระบวนเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาตของชีวิตจริงในสังคมที่มีการเคลื่อนไหว เราอาจจะเรียกกระบวนเรียนรู้นี้ว่า เฝ้าเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม (ผู้เขียนติดตามรายการวิถีคิดของคุณโสภณ สุภาพงษ์ ที่ http://www.homeradio1.com/programs/view/560) "วิถีคิด พาไปสู่ วิธีคิด วิธีคิด พาไปสู่ พฤติกรรมและวิถีชีวิต "

ตัวอย่างการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนไผทอุดมศึกษาน่าสนใจมาก เด็กๆ ได้เรียนรู้ด้วยความสนุกและเกิดทักษะชีวิตที่จำเป็นหลายประการ โรงเรียนได้รับรางวัลระดับประเทศ เป็นโรงเรียนต้นแบบ คือ นวัตกรรมการเรียนรู้ : Patai's Digital Education แต่ละปีการศึกษา นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยความสนุกและเกิดทักษะชีวิตที่จำเป็นหลายประการ เช่น

  • "หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยเท้าพ่อของแผ่นดิน พออยู่ พอกิน และพอเพียง"
  • "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (Once upon a Time)"
  • "ปัญญาในสระบัว"
  • "Rock 'n Roll ตำนานหินกลิ้ง"
  • "วันทอง..." เป็นต้น

นักเรียนได้รับการฝึกทักษะทีจำเป็นหลายประการ ได้แก่ ทักษะการคิด ทักษะค้นคว้า หาข้อมูล ทักษะการทำงานเป็นทีม ทักษะแก้ไขปัญหา ทักษะการนำเสนอด้วยหลากหลายเทคนิค ทั้งที่เป็นผลงานไอที การแสดงละคร และการใช้การร้องลำตัด และโต้วาที เป็นต้น

จากการสะท้อนความรู้สึกของนักเรียนและผู้ปกครอง พบลักษณะพฤติกรรมที่น่าพอใจ หลายประการ เช่น การใช้เวลาเพื่อใฝ่หาความรู้ ความอดทน ความมุ่งมั่น และ ความรู้สึกภาคภูมิใจในความร่วมมือซึ่งกันและกัน รายละเอียด ผู้สนใจติดตามได้จากเว็ปไซด์ของโรงเรียน

สำหรับตัวอย่างการสร้างความพร้อมในด้านผู้ปกครอง โรงเรียนและบ้านมีการจัดประชุมสัมมนาและพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการเสมอๆ ตัวอย่างที่ผู้ปกครองแลกเปลี่ยนกันเองที่น่าสนใจ และตรงกับคำแนะนำของผู้รู้ เช่น จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเด็ก และนักวิชาการหลายท่าน และจากตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้นในการจัดกิจกรรมของโรงเรียน

  • §ให้เวลาลูก คุยสร้างปัญญาที่ใช้เหตุผลแทนการต่อรองผลประโยชน์
  • §ใช้ตัวอย่างสถานการณ์ในครอบครั้ว ในสังคมเป็นกรณีศึกษา
  • §เน้นเหตุผล "เป็นประโยชน์ เป็นความสุขของปวงข้าพเจ้า (ไม่ใช่เฉพาะคน หรือพวกพ้อง) ชั่วกาลนาน (เป็นเงือนไขที่บอกถึงการพัฒนา ไม่ใช่ชั่วขณะที่ได้)"
  • §พฤติกรรมของพ่อ แม่สะท้อนความคิดต่อปัญหาของลูกด้วยความรักอย่างมีเหตุผล (ตามวัย)

สรุป ตามหัวเรื่องที่ชวน " เรามาเป็นครูฝึก"วิถีคิด"ให้ศิษย์และลูกของเรากันเถอะ" ดูจะเป็นเรื่องที่เราต้องฝึกก่อน ต้องเรียนรู้พร้อมเป็นครูฝึก"วิถีคิด" "ให้แบบอย่างการคิด" ให้เด็กได้ซึมซับการคิดที่มีเหตุผลมีการแสดงออกถึงการตัดสินใจที่อิสระให้เขามี วิธีคิด พาไปสู่ พฤติกรรมและวิถีชีวิตที่มีความสุขในอนาคต

บันทึกนี้ได้ตีพิมพ์ใน "วารสารไผทฯ" ฉบับล่าสุด

บันทึกครั้งต่อไป จะเสนอ"ครูเรียนรู้การสอนวิถีคิดแบบครูนักวิจัย" ผู้อ่านมีข้อแนะนำโปรดเสนอด้วย ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ครูดีเป็นนักวิจัยได้



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

พ่อแม่มีส่วนสำคัญในการปูพื้นฐานที่สำคัญให้ลูกก่อนเด็กๆไปโรงเรียน อยากเห็นลูกมีคุณลักษณะอย่างไรต้องทำเป็นตัวอย่าง รอให้เข้าโรงเรียนไม่ทันการณ์

พ่อแม่มักคิดว่าแค่ให้อาหารกับความรักก็เพียงพอ ไม่เข้าใจว่าเวลาคุณภาพนั้นสำคัญกับลูกมาก

ครูต่อยอดจากบ้านค่ะ รอจนเข้าโรงเรียนก็สาย

เขียนเมื่อ 

น่าสนใจมาก

กำลังทำเรื่องแบบนี้อยู่ครับ

อาจารย์หายไปนานมากๆ

คิดถึงๆครับ

ขณะนี้เห็นผู้ปกครองและรร. ทั้งผู้บริหารและครูจำนวนมากให้ความสนใจกับคะแนนสอบเกือบทุกปรเภท โดยเฉพาะ O-NET กับคะแนนสอบแข่งขันอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มากจนลืมไปว่า มันเป็นผลจากการเรียนรู้ฝึกฝนที่ต้องใช้เวลาและพื้นฐานการคิด ไม่ใช่การติวหรือการเก็งข้อสอบแล้วให้จำอย่างรีบร้อน

ความคิดเช่นนี้เป็นอันตรายต่อการสร้างฐานการคิดของเด็ก มันเพี้ยนไปกับผู้ใหญ่ที่ต้องการภาพสะใจช่ั่วขณะเพื่อการอวด แข่ง หรือฉวยโอกาสกับผลประโยชน์ตามเงื่อนไขเท่านั้น

เด็กๆ จะเกิดการวิถึคิดคล้อยตาม ได้ความคิดที่อยากได้สิ่งที่ผู้ใหญ่หวังอย่างผิวเผิน หรือ รีบร้อน

ที่น่าเป็นห่วง ผู้ใหญ่แบบนี้มีทุกประเภทและมีจำนวนมากขึ้นๆ แม้แต่ผู้ที่ควรจะเข้าใจหลักการพัฒนาเด็กอย่างมืออาชีพ เหลือไว้แต่"อาชีพที่ต้องได้ผลประโยชน์เฉพาะหน้า"ที่ใกล้ตัวผู้ใหญ่ แต่ความจริงที่ไม่คิดกันว่า ..เด็กต้องมีชีวิตอยู่ในสังคมที่กำลังถูกผูกปมที่ซับซ้อนมากขึ้น