หลังจากข่าวที่ออกมาคือ ธนาคารกลางยุโรป(ECB) จะดำเนินการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบด้วยการเข้าซื้อพันธบัตร และตราสารหนี้ ด้วยวงเงินประมาณ 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 จนสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2559 หรือคิดเป็นเม็ดเงินรวมกว่า 1.1 ล้านล้านยูโร เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาเงินฝืดนั้นสาเหตุมาจาก
ก่อนหน้านี้ที่ ECB พยายามใช้เครื่องมือแบบปกติที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยออกเป็นมาตรการต่างๆมาอย่างต่อเนื่องใน 1-2 ปีที่ผ่านมาคือ
1.การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 0.50% 2.การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้ลงมาอยู่ในระดับติดลบ 3.การให้ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมเงินด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (LTRO) 4.การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านการซื้อสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
แต่อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจยุโรป กลับดูไม่ฟื้นตัวมากนัก ดังนั้นธนาคารกลางยุโรป (ECB) จึงเลือกที่จะใช้มาตรการพิเศษคือ QE เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาเงินฝืด หลังจากที่ใช้นโยบายตามแบบปกติแล้วไม่ได้ผลมากนัก
ซึ่งจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยด้วยไม่ว่าจะเป็นทำให้เกิดการไหลเข้ามาของเงินทุนส่วนหนึ่งจากต่างชาติ จนอาจทำให้เกิดความผันผวนของตลาดหุ้นไทยรวมไปถึงความผันผวนของค่าเงินบาท เพราะการไหลเข้าออกของนักลงทุนต่างชาตินั่นเอง