ไปอินเดีย เชนไน ตอนจบ

ท่านอาจารย์รุ่นพี่เตือนผมว่า "อย่าดื่มน้ำจากก็อกในโรงแรมนะ"

ผมย้อนนึกไปถึงเรื่องของสายน้ำในประเทศอินเดีย สายน้ำที่เป็นแหล่งรวมของความเชื่อ ศรัทธา และหน้าที่ทุกสิ่งอย่างของสายน้ำ ซึ่งทำให้ประเทศแห่งนี้หาน้ำสะอาดใช้ได้ยากเต็มที มิน่าเล่า ทางโรงแรมจึงมีน้ำดื่มใส่ขวดไว้บริการอย่างมากมายตามมุมห้อง หัวเตียง ตู้เครื่องดื่ม อ่างล้างหน้า โต๊ะทีวี

นอกจากนี้เวลาอาบน้ำ สระผม ถูสบู่ มันล้างออกยากมาก น้ำมันทำให้ผิวของผมลื่นๆ เมือกๆ ล้างอยู่นานก็ล้างไม่ออก ต้องหยุดและเช็ดตัวเอา ตอนแรกก็คิดว่าเป็นเพราะสบู่ที่ใช้ แต่เอ๊ะ...กับโฟมล้างหน้าที่ผมหิ้วมาจากเมืองไทยมันก็เมือกๆพอกัน นั่นคงเป็นเพราะน้ำนั่นแหละ ทราบมาว่า น้ำประปาที่ใช้ในโรงแรมนั้น เป็นน้ำที่มีความเป็นด่างสูง มันผ่านกระบวนการทำให้สะอาดก่อนนำมาใช้ รุ่นพี่ที่ไปด้วยกันท่านผ่านการอบรมในคอร์ส anti-aging มา ท่านบอกว่า "น้ำด่างนี่ดีนะ แก้แก่ได้ด้วย" แหม...แทบอยากจะลงไปแช่ทั้งวันเลยเชียว

อันที่จริง ผมก็แช่อ่างเหมือนกันนะครับ การผ่อนคลายตูดที่ระบมมาจากเหล็กที่นั่งอยู่ทั้งวันด้วยน้ำอุ่นนั้น น่าจะช่วยได้ ผมจึงเปิดน้ำร้อนให้มีระดับสูงพอที่จะท่วมพุงเวลานอนในอ่าง แล้วก็ถึงเวลาแช่

อูยส์...มันสบายเหลือเกิน ผมแช่อยู่นานพอควรครับ แทบหลับไปด้วยซ้ำ

แต่ครั้งเมื่อเสร็จภาระกิจ ลุกขึ้น เปิดน้ำทิ้ง ฉับพลันก็เกิดความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง เฮ้ย...คนที่นี่แทบไม่มีน้ำใช้ แต่แล้วเราซึ่งเป็นคนต่างถิ่น กลับมาถลุงทรัพยากรเหลวอันล้ำค่ำของเขาอย่างนี้ เสียใจและเสียดายครับ แต่ทำยังไงได้ล่ะ ก็แช่มาแล้วนี่ ว่าแล้วก็รีบปิดรูระบายน้ำแล้วลงไปแช่อีกที เสียดายจริงๆ เป็นอันว่าคืนนั้น แช่น้ำไป ๒ รอบ ตามด้วยอาบฝักบัวล้างเมือกอีกรอบ

หมดไปเรื่องน้ำก็มาถึงเรื่องการเดินทาง

อย่างที่เคยเล่าไปตอนก่อน ว่ารถแท็กซี่หายาก รถตุ๊กๆหาง่าย ลองอ่านต่อไปดูนะครับว่าผมและทีมเจออะไรมาบ้าง

วันแรก หลังจากโรงแรมโทรเรียกรถมาให้คันหนึ่ง ท่านอาจารย์รุ่นพี่ผู้เจนจัดการต่างประเทศท่านบอกเราว่า บางครั้งท่านจะใช้วิธีผูกมิตรกับคนขับแท็กซี่ แล้วให้เขาเป็นคนขับรถประจำทริปเราเลย คราวนี้เช่นเดียวกัน หลังจากเห็นว่าคนขับรถคันแรกของการเดินทางในวันนี้ดูท่าทางดี ท่านเลยส่งข้อเสนอออกไป คำตอบคือ "yes" แถมมีการถามชื่อมาด้วยนะ ผมเองก็จำชื่อไม่ได้แล้ว นายพะลัมพะลัมอะไรนี่แหละ แกบอกว่า พะลัมเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง แหม พ่อปาล์ม แล้วเรามาเจอกันนะ ๖ โมงเย็น ผมถามว่าทำไมอาจารย์จึงคิดว่าเขาจะมาล่ะ ท่านวิเคราะห์ว่า "ประเทศนี้คนจนมาก เขาไม่นั่งแท็กซี่กันหรอก อีกอย่างยูเห็นนักท่องเที่ยวสักกี่คน แล้วแท็กซี่จะหาลูกค้าได้จากที่ไหน มีแบบเราน่ะ เขามีรายได้เห็นๆ"

เดาได้ใช่ไหมครับ ว่าเขามาหรือไม่มา

เกือบทุ่มของวันแรกนั้น คณะของเราและร่วมกับครูรอย ครูที่เคยสั่งสอนผมเมื่อครั้งไปเรียนอยู่ที่สิงคโปร์ท่านมาร่วมงานประชุมนี้ด้วย เราไปกินข้าวเย็นด้วยกัน เราทั้ง ๔ คน ไทย ๓ สิงคโปร์ ๑ จึงโบกตุ๊กๆข้างทางไปห้างนกไฟ Phoenix กัน

ลองหลับตานึกภาพตามนะครับ (เอ่อ...เปิดก็ได้ครับ เพราะหากหลับตาก็คงอ่านต่อไปไม่ได้) รถตุ๊กๆสีเหลือง คันเล็กกว่าตุ๊กๆบางกอกราวฟุตหนึ่ง ถูกผู้โดยสารจำนวน ๔ คนขึ้นไปนั่งเบียดกัน ปรากฎว่าตูดของท่านพี่ที่เคารพต้องโผล่ออกนอกตัวรถแก้มหนึ่ง ลมเย็นวูบๆ กลัวตูดหายทั้งเวลาแซงเขาและเขาแซงเรา รถมากซะขนาดนั้น แซงกันทีนึงต้องขมิบตูดลดขนาดกันทีนึง เรานั่งกัน ๔ คนว่าตูดล้นแล้ว ผมยังเห็นตุ๊กๆคันหนึ่ง มีผู้โดยสารนั่งเบาะหลัง ๔ คน ตูดโผล่ทั้ง ๒ ด้าน อย่าลืมสิ คนอินเดียตูดใหญ่ แถมยังมีผู้โดยสารนั่งข้างคนขับอีกข้างละคน ซ้าย-ขวา แม่เจ้า! ทั้งคันมีคนอยู่ ๗ คน

คืนแรกนี้ เรานั่งตุ๊กๆไปห้างแบบเปิดมิเตอร์ ราคา ๑๕๐ รู ท่านพี่ผมจึงจ่ายเงินให้ไป ๒๐๐ ไม่ต้องทอน น้องคนขับท่านออกอาการงง ว่าทำไมไม่รับทอน พอรู้ว่าให้ทิป ท่านก็ยิ้มฟันขาว

และเราก็เดินเข้าห้างเพื่อหาข้าวเย็นกินกัน แต่ก่อนจะกิน ครูรอยและรุ่นพี่ของผมต้องการซื้อซิมโทรศัพท์เพื่อใช้โทรกลับบ้านและโทรเรียกแท็กซี่ แต่ล้มเหลวครับ เพราะการซื้อโทรศัพท์ที่นี่ต้องพกพาสปอร์ตมาด้วย

ค่ำนี้เรากินอาหารอินเดียกันครับ ร้านราชธานี ชื่อเพราะพริ้งเชียวครับ Rajdhani

เราเป็น ๔ คนเท่านั้นที่อยู่ในร้าน และทั้งร้านมีพนักงานเสิร์ฟเป็นผู้ชายทั้งหมดกว่า ๑๐ คน อาหารมีอย่างเดียวคือ Thali มันเหมือนขันโตกในถาดเหล็กเลยครับ จากนั้นก็มีเด็กหนุ่มเดินออกมาพร้อมเหยือกน้ำอุ่นให้เราล้างมือขวา เขาใช้มือขวากินครับ ไม่ใช้มือซ้ายเข้ามาช่วยเลย นัยว่ามือซ้ายใช้ล้างขี้ (ครูรอยบอก ท่านเคยมาอยู่ที่อินเดียนานเกือบ ๑๐ ปีเชียว) และเขาจะเดินออกมาเสิร์ฟอาหารทีละอย่าง ๓ อย่าง มีแป้ง ๔-๕ ชนิดให้กิน สรุปก็มีแต่แป้งกับแกงมังสะวิรัต เหมือนกินข้าวกับน้ำพริกแบบต่างๆ กินคำแรกๆก็รู้สึกอร่อยสุดชีวิต หอมกระหรี่ หอมเนย หอมนมเปรี้ยว แต่ครั้นเมื่อกินไปได้สักครึ่งท้อง มันกลับรู้สึกเอียนขึ้นมาจับใจ คราวนี้ต้องคอยห้ามเสิร์ฟพัลวัน

ตุ๊กๆในเย็นวันที่ ๒ เราได้รับความอนุเคราะห์จากน้องๆนักศึกษาที่มาช่วยงานประชุม ราว ๖ โมงครึ่ง เธอ ๒ คนเดินลงมาเรียกและต่อรองราคาค่าโดยสารให้เรา เราจะไปที่ห้างนกไฟอีกเหมือนเดิม เพราะท่านอาจารย์รุ่นพี่แกเตรียมพาสปอร์ตมาแล้ว ยังไงก็ต้องซื้อซิมให้จนได้ เขาต่อรองคุยกันอยู่นาน ส่ายหัวไปส่ายหัวมา ในที่สุดก็ตกลงกันที่ราคา ๑๐๐ รู แอบนึกในใจ นี่เราจ่ายถูกกว่าเมื่อวานอีกนะ แต่ตาแกไม่ยอมออกรถจนกว่าเราจะจ่ายเงินก่อน สาวๆก็บอกว่า ตาแกจะขอให้ไม่ใช้ราคาจากมิเตอร์ แต่ต้องเปิดเพราะกลัวตำรวจจับ แกกลัวเราจ่ายในราคามิเตอร์ (โธ่เอ๋ย เมื่อวานเราจ่ายมากกว่านี้อีก) แต่เราก็จ่ายให้แกนะครับ ๑๐๐ รู ตาแกรับไปแล้วเอาเงินยัดไว้ที่หัวนม ยิ้มมุมปาก เอาวะ มาถึงขั้นนี้แล้ว มึงอยากโกงก็โกงไป สาวๆก็ย้ำกับเราว่า หากแกพาเราไปปล่อยระหว่างทางให้รีบโทรบอก จะแจ้งตำรวจให้จับเลย

ไอ้พวกเราทั้ง ๓ คนก็นั่งไประแวงไป แต่แกก็ขับไปตามทางเมื่อวานนี่นา เลยเริ่มวางใจ แต่เพียงระยะทางหนึ่งแกก็กลับจอดรถ เฮ้ย มันอยู่หน้าโรงแรมเรานี่นา "ไม่ใช่เฟ้ย เราจะไปห้าง" เราโวยออกไป ตาแกดับเครื่องรถแล้วบอกเราว่า ผ่านหน้าปั๊มน้ำมันพอดี ขอตรวจสอบระดับน้ำมันหน่อย หากไม่พอจะได้เติมเลย คราวนี้ ไอ้มิเตอร์ที่กำลังขึ้นราคาอยู่ก็ดับ แล้วติดใหม่เป็นราคา ๕๐๐ รู เรา ๓ คนก็มองหน้ากัน มันจะเอายังไงกะเราวะ หันไปดู แกก็กำลังง่วนอยู่กับการวัดระดับน้ำมันอยู่ท้ายรถ แล้วแกก็ยิ้มฟันขาวมาบอกว่า โอเค ไปถึง

แกขับรถดีใช้ได้นะครับ ไม่วูบวาบ ดูเรียบร้อย ท่านพี่ท่านหนึ่งวางแผนจะให้เงินแกเพิ่มอีกร้อย แม้นว่าตอนนี้มิเตอร์มันกระเด้งไป ๕๐๐ กว่าแล้ว ท่านบอกว่าสงสารคนแก่ ครั้นเมื่อมาถึงหน้าห้าง แกก็หยุดสนิทแล้วบอกเราว่า ถึงแล้ว

เฮ้ย ทำไมไม่ไปกลับรถให้เรียบร้อยวะ เราต้องเดินข้ามถนนอีกนิ ข้ามถนนที่นี่มันท้านรกชัดๆ แต่เอาวะ ลงก็ลง ไม่จ่ายเพิ่มแล้ว สมน้ำหน้า แทนที่จะได้ ๒๐๐ ก็ไม่เพิ่มให้แล้ว สม

คืนที่ ๒ นี้ พวกเราพุ่งตรงไปที่ร้านขายซิมก่อนอลย ปรากฎว่ายังซื้อไม่ได้ เพราะนอกจากจะใช้พาสปอร์ตแล้ว ยังต้องใช้รูปถ่ายด้วย "แมร่ม เมื่อวานทำไมไม่บอก" มันทำหน้าพาร์กินสันแล้วตอบกลับว่า "บอกแล้ว" ต่อรองกันยังไงมันก็ไม่ขาย เราจึงต้องออกเดินหาของกินต่อไป

คืนนี้เราเลือกกินอาหารจีนกันครับ ที่ร้าน Mainland China ซึ่งอยู่ตรงข้ามร้านราชธานีที่เรากินกันเมื่อคืน ต่างกันที่เมื่อคืนมีคนกินอยู่ ๓ โต๊ะ แต่คืนนี้คนรอคิวกันแน่นจนล้นออกมาด้านนอก "มันลดครึ่งราคาทุกวันอังคาร"

อาหารจีนร้านนี้ดี อร่อยได้แรง กินกันจนพุงปลิ้น ส่วนที่เหลือขอใส่ถุง เพราะพรุ่งนี้จะกินเป็นอาหารมื้อเช้า แต่เอาเข้าจริงๆ มื้อเช้าของผมเป็นมาม่าคัพครับ คุณพี่ท่านให้ไว้ และอาหารจีน ๒ ถุงจากเมื่อคืนก็ถูกแกะกินกันเป็นมื้อเที่ยงในที่ประชุมแทน

พูดถึงอาหารเที่ยงของที่ประชุม ทั้ง ๔ วันนั้นผมก็บอกลำบากว่ามันเหมือนเดิมหรือต่างกันอย่างไร ความเหมือนคือมันเป็นมังสะวิรัต มีแป้งโรตีหรือนานก็แยกไม่ออก มีข้าวเปรี้ยว หรือ curd rice กินคู่กับซ๊อสมะขามเปรี้ยวทุกวัน (แหม พอหมอสูติเห็นคำว่า curd ทีไร ก็อดคิดถึงเชื้อราในช่องคลอดไม่ได้เลย curd เหมือนกัน แต่ว่ามันไม่น่าจะเปรี้ยวหรอกนะ ไม่เคยชิม) มันเป็นข้าวที่เหมือนโจ๊กหุงกับนมเปรี้ยวนั่นแหละครับ นึกไปกินไป คงขี้กันสนุก ครูรอยเตือนว่า อย่ากินผักนะ เดี๋ยวท้องเสีย

แปลกนะครับ คนที่นี่กินมัง แต่กลับไม่มีโอกาสเคี้ยวผักกร๊วบๆ ผมเองรู้สึกแย่มากเมื่อขาดผัก มันทำให้ผมถ่ายไม่เป็นก้อนเลย เปียกๆชอบกล กลิ่นก็ไม่คุ้นจมูก กินนานกว่านี้สงสัยไส้อ่อนแน่ๆ

คืนวันที่ ๓ เราหมดความพยายามในการหาซื้อซิม จึงนั่งรถกลับโรงแรมเลย ท่านพี่ใหญ่บอกว่า อาหารที่โรงแรมที่เราพักอยู่นั้นอร่อยขั้นเทพ แต่ท่านคงกินกับเราไม่ไหวเพราะผ่านมา ๓ วันกินไปเยอะแล้ว ผมก็บอกว่า ค่อยไปลดที่เมืองไทย เราไม่ได้อยู่อินเดียทุกวัน กินก่อน แล้วท่านก็อ่อนใจ

คืนนี้เราสั่งนานมากินกับแกง ๒ ชนิดครับ แกงปลากับแกงไก่ ซึ่งผมยืนยัน นั่งยัน นอนยันเลย ว่ามันอร่อยกว่าทุกวันที่กินมา แถมผมยังสั่งเบียร์อินเดียมานั่งซดด้วย King Fisher คือชื่อมัน และนุ่มกระเดือกมาก

ผมก็ตัดสินใจว่า เช้าวันสุดท้าย ผมจะลงมากินที่นี่ และก็ไม่ผิดหวังอีกเช่นเดียวกัน ผมได้กินแป้งที่ไม่ใช่นาน มันคล้ายข้าวผสมฝุ่นมะพร้าว ร่วน นุ่ม กินกับแกงจนท้องอุ่น อินเดียมื้อรองสุดท้าย ไม่ผิดหวังเลยสักนิด ๙๐๐ รู

คืนสุดท้ายของการประชุม เราเรียกตุ๊กๆให้ไปส่งที่โรงแรม เราเสนอราคาให้แกก่อน ๑๕๐ แกต่อรองว่าไม่เอา ๕๐ จะเอา ๗๐ เราบอกว่า ทุกวัน ๑๕๐ รูนะ ไม่ถึง ๑๗๐ เลย แกไม่ยอม เราจึงต้องยอม เพราะผมควรจะได้ออกจากโรงแรมก่อนทุ่ม แกขับดีครับ ดีจนน่าประทับใจ รุ่นพี่ท่านจะแถมให้เป็น ๒๐๐ แกก็ยื่นคืนมาให้ ๑๐๐ และทำท่าจะล้วงเงินมาทอนอีก "๗๐ not ๒๐๐" กลายเป็นว่า ไอ้ที่เราต่อราคา ๑๕๐ รูนั้น แกจะเอา ๗๐ ไม่ใช่ ๑๗๐ รูอย่างที่เข้าใจ แต่เรากลับเป็นฝ่ายไม่ยอม กลับยื่นให้แกไปอีก ๑๐๐ บอกว่า "เอาไปเหอะ อยากให้เท่านี้ ๒๐๐ รู"

การนั่งรถครั้งสุดท้ายของผมคือการออกจากโรงแรมไปยังสนามบิน ซึ่งได้สาวๆชุดเดิมอีกนั่นแหละที่จัดการจองรถไว้ให้ พร้อมทั้งส่งไลน์มาบอกตลอดว่าอีกนานเท่าไหร่รถจะมาถึงโรงแรม

ผมเดินทางคนเดียวครับ เพราะกลับลำแดงเวลา ๔ ทุ่มครึ่ง ส่วนพี่อีก ๒ ท่านกลับลำม่วงตอนตีหนึ่งครึ่ง คราวนี้เขาเปิดมิเตอร์ มี GPS บอกตำแหน่งรถตลอดเวลา ใจเย็น ไม่กดแตร และค่าโดยสาร ๒๑๒ รู ผมให้ไป ๓๐๐ แกทำท่าจะหาตังค์ทอน ผมบอกว่าไม่เป็นไร

สนามบินเชนไนเมื่อตอนจะกลับนี่สวยดีครับ ในวันที่มาผมมองไม่เห็นอาคารจากภายนอก มาวันนี้เห็นได้ชัดเจน สวยพอสังเขป คนที่เดินทางเท่านั้นที่สามารถเข้าในอาคารได้ บริเวณนั่งรอขึ้นเครื่องก็อยู่ซอมซ่อผิดจากภาพภายนอกโดยสิ้นเชิง

บ๊ายบายอินเดีย

เครื่องบินเข้าตรงเวลา ออกตรงเวลา และผมก็สั่งอาหารชุดเดิมมากิน ข้าวกระเพราไก่และโค้กในราคา ๑๙๐ บาท ยื่นให้น้องสาวคนสวยไป ๒๐๐ เธอก็รับแล้วเดินขายอาหารต่อไป จะอ้าปากขอเงินทอนเธอก็เดินไปแล้ว ออกอาการงงและขำ นี่เราติดนิสัยทิปคนง่ายอย่างนี้เชียวหรือ รึว่าเดี๋ยวเธอคงเดินมาทอนเงินเองหลังเสร็จงานขาย เดินไปมาหลายรอบผมก็ส่งยิ้มให้ทุกครั้ง แต่น้องก็ไม่ได้มองหน้าผมเลย จนกระทั่งเครื่องเดินทางมาถึงดอนเมือง เราก็แยกจากกัน เธอสวัสดีผมก่อนลงจากเครื่องโดยไม่ยอมพูดเรื่องเงินทอนเลยสักนิด

ธนพันธ์ ขาดทุนเงินทอนยี่สิบรู

สวัสดีครับ

ขำขำน่า

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)